“เอกนิติ” แจงสภาฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ป้องวิกฤตเศรษฐกิจ ยันโปร่งใส

Share on Line Share on Facebook Share on X
“เอกนิติ” แจงสภาฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ป้องวิกฤตเศรษฐกิจ ยันโปร่งใส

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ป้องวิกฤตเศรษฐกิจ

เมื่อเวลา 09.35 น. ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธาน ได้พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท 

โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า การออก พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และย้ำว่าทุกฝ่ายต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอใช้โอกาสนี้ชี้แจงทุกข้อสงสัย เพื่อร่วมกันใช้โอกาสนี้พัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทย

สรุปข่าว

“เอกนิติ” แจงสภาฯ เหตุจำเป็นออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน ชี้ไทยเผชิญผลกระทบเป็นลูกโซ่ตั้งแต่น้ำมันแพง ค่าครองชีพพุ่ง ไปจนถึงกำลังซื้อหดตัว ย้ำกู้ตามความจำเป็น จ่ายจริงเท่านั้น พร้อมเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ดึงลงทุนต่างชาติ เสริมความแข็งแกร่งโครงสร้างพลังงานประเทศ

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ป้องวิกฤตเศรษฐกิจ

เมื่อเวลา 09.35 น. ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธาน ได้พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท 

โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า การออก พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และย้ำว่าทุกฝ่ายต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอใช้โอกาสนี้ชี้แจงทุกข้อสงสัย เพื่อร่วมกันใช้โอกาสนี้พัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทย

นายเอกนิติ กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ยืนยันชัดเจนว่าไทยกำลังเผชิญวิกฤตหลายระลอกจากภาวะน้ำมันแพง จนทำให้ดุลบัญชีสะพัดขาดดุลเกือบ 6 แสนล้านบาทในไตรมาสเดียว ซึ่งผลกระทบขยายตัวเป็นคลื่นวิกฤต เริ่มจากพลังงานแพง ลามสู่ค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่พุ่งสูง จนกระทั่งกำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด และหากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข อนาคตอาจนำไปสู่ภาวะธุรกิจทยอยปิดตัวและการเลิกจ้างงานในที่สุด

รัฐบาลมองว่าไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากตะวันออกกลางสูงมาก เมื่อเกิดความไม่สงบในต่างประเทศจึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส โดยที่ผ่านมาแม้โครงการเยียวยาอย่างไทยช่วยไทยพลัส ที่รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% ร่วมกับการใช้ AI ช่วยพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพได้ แต่ก็เป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นเท่านั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงโครงสร้างเข้ามาเสริม

เป้าหมายของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ 

นายเอกนิติ อธิบายว่า ตั้งอยู่บน 3 หลักคิดสำคัญ คือ 

1. การประคองประชาชนและเศรษฐกิจในปัจจุบัน 

2. การใช้จังหวะนี้เร่งกระตุกให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว โดยเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐและซื้อขายไฟฟ้าได้โดยตรง 

3. การดึงดูดการลงทุนพลังงานสะอาดจากต่างประเทศ เพื่อให้ประโยชน์ตกถึงคนไทยโดยตรง เช่น การส่งเสริมติดโซลาร์เซลล์ให้ประชาชนแปลงสภาพเป็นผู้ผลิตและขายไฟฟ้าคืนได้

ส่วนข้อห่วงใยเรื่องการจัดสรรงบประมาณ นายเอกนิติ ยืนยันว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้มีระเบียบกลางและเกณฑ์คัดกรองโครงการอย่างเข้มงวดโดยคณะกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งเน้นความโปร่งใส ความคุ้มค่า และความพร้อมของโครงการ หากไม่คุ้มค่าจะถูกตัดทิ้งทันที พร้อมทั้งจะมีการติดตามผลและรายงานให้ทั้งคณะรัฐมนตรีและประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง

"เงินกู้ พ.ร.ก.นี้ จะไม่กู้นำมากองไว้ เราจะกู้ตามความจำเป็นและจ่ายจริงเท่านั้น" นายเอกนิติ ย้ำพร้อมอธิบายว่า กระทรวงการคลังมีการประเมินแบบจำลองหนี้สาธารณะและคำนึงถึงวินัยการเงินการคลังอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกก็เข้าใจและไม่ได้กังวลเรื่องหนี้สาธารณะชนเพดาน เนื่องจากมีการกำหนดกรอบการใช้วงเงินที่ชัดเจน ไม่ใช่การตีเช็คเปล่าแต่อย่างใด

นายเอกนิติกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมี พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นเครื่องมือรับมือ และเชื่อมั่นว่าหากใช้จ่ายเงินกู้อย่างคุ้มค่าและตรงตามวัตถุประสงค์ เมื่อวิกฤตการณ์ระลอกนี้สิ้นสุดลง ประเทศไทยจะกลับมาแข็งแกร่งและมีโครงสร้างพลังงานที่ดีกว่าเดิม

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ