“เอกนิติ” สรุป “แลนด์บริดจ์” ยุติโครงการรูปแบบเดิม ส่งนายกฯ หาทางเลือกใหม่

Share on Line Share on Facebook Share on X
“เอกนิติ” สรุป “แลนด์บริดจ์” ยุติโครงการรูปแบบเดิม ส่งนายกฯ หาทางเลือกใหม่

ภายหลังที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานฯ พร้อมกำหนดกรอบระยะเวลาศึกษา 90 วัน เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของโครงการแลนด์บริดจ์ในทุกมิติ


ล่าสุด คณะกรรมการแลนด์บริดจ์ได้สรุปผลการศึกษาและเตรียมเสนอผลการพิจารณาต่อนายกรัฐมนตรี ภายหลังรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และภาคประชาชน รวมถึงพิจารณาผลการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์และแนวโน้มของอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือในปัจจุบัน ก่อนสรุปผลการศึกษาได้ก่อนครบกำหนดระยะเวลา


ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า สมมติฐานด้านเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มการขนส่งสินค้าทางเรือมีการเปลี่ยนแปลงจากช่วงเวลาที่มีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในอดีต ส่งผลให้การประเมินมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value : NPV) ของโครงการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เป็นบวก 637,713 ล้านบาท มาเป็นติดลบ 10,287 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานทางเศรษฐกิจที่ใช้ในการศึกษาครั้งล่าสุด ซึ่งไม่คุ้มทุน


นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้สำรวจข้อมูลจากผู้ประกอบการสายเรือขนาดใหญ่ของโลก พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ หรือ 9 ใน 10 มีแผนการลงทุนหรือความร่วมมือกับโครงการด้านท่าเรือและโลจิสติกส์ในประเทศอื่นแล้ว เหลือเพียงผู้เล่นที่มีส่วนแบ่งการตลาดน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลที่นำมาประกอบการประเมินความเป็นไปได้ในการใช้บริการโครงการในอนาคต


ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับแนวเส้นทางของโครงการอยู่ใกล้พื้นที่ที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศของจังหวัดระนอง ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้นำข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติและการใช้ประโยชน์พื้นที่มาพิจารณาร่วมด้วย


จากผลการศึกษาดังกล่าว คณะกรรมการฯ มีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณายุติการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ในรูปแบบเดิม และศึกษาทางเลือกในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเสนอให้พัฒนาท่าเรือระนองให้สามารถรองรับการขนส่งสินค้าได้มากขึ้น รวมถึงศึกษาการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบราง (Missing Link) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งระหว่างภูมิภาค


ทั้งนี้ ผลการศึกษาจะถูกนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อประกอบการพิจารณาเชิงนโยบาย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศสอดคล้องกับข้อมูลด้านเศรษฐกิจ ความต้องการใช้ประโยชน์ของภาคเอกชน และแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมในระยะยาว 


ผลสรุปการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งข้อมูลสำคัญสำหรับการกำหนดทิศทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยสะท้อนให้เห็นว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายจำเป็นต้องพิจารณา ทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ ความต้องการของภาคธุรกิจ และการพัฒนาอย่างสมดุล เพื่อให้การใช้ทรัพยากรและงบประมาณของภาครัฐเกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

สรุปข่าว

"เอกนิติ” สรุปผลศึกษาชงยุติเมกะโปรเจกต์ "แลนด์บริดจ์" ก่อนครบ 90 วัน สร้างบรรทัดฐานใช้ข้อมูลตัดสินใจทุกมิติ หลังพบ 9 ใน 10 สายเรือยักษ์ใหญ่ของโลกมีพันธมิตรอื่นแล้ว เล็งยกระดับ “ท่าเรือระนอง” ควบเชื่อมทางรถไฟแทน

ภายหลังที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานฯ พร้อมกำหนดกรอบระยะเวลาศึกษา 90 วัน เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของโครงการแลนด์บริดจ์ในทุกมิติ


ล่าสุด คณะกรรมการแลนด์บริดจ์ได้สรุปผลการศึกษาและเตรียมเสนอผลการพิจารณาต่อนายกรัฐมนตรี ภายหลังรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และภาคประชาชน รวมถึงพิจารณาผลการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์และแนวโน้มของอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือในปัจจุบัน ก่อนสรุปผลการศึกษาได้ก่อนครบกำหนดระยะเวลา


ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า สมมติฐานด้านเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มการขนส่งสินค้าทางเรือมีการเปลี่ยนแปลงจากช่วงเวลาที่มีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในอดีต ส่งผลให้การประเมินมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value : NPV) ของโครงการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เป็นบวก 637,713 ล้านบาท มาเป็นติดลบ 10,287 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานทางเศรษฐกิจที่ใช้ในการศึกษาครั้งล่าสุด ซึ่งไม่คุ้มทุน


นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้สำรวจข้อมูลจากผู้ประกอบการสายเรือขนาดใหญ่ของโลก พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ หรือ 9 ใน 10 มีแผนการลงทุนหรือความร่วมมือกับโครงการด้านท่าเรือและโลจิสติกส์ในประเทศอื่นแล้ว เหลือเพียงผู้เล่นที่มีส่วนแบ่งการตลาดน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลที่นำมาประกอบการประเมินความเป็นไปได้ในการใช้บริการโครงการในอนาคต


ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับแนวเส้นทางของโครงการอยู่ใกล้พื้นที่ที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศของจังหวัดระนอง ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้นำข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติและการใช้ประโยชน์พื้นที่มาพิจารณาร่วมด้วย


จากผลการศึกษาดังกล่าว คณะกรรมการฯ มีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณายุติการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ในรูปแบบเดิม และศึกษาทางเลือกในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเสนอให้พัฒนาท่าเรือระนองให้สามารถรองรับการขนส่งสินค้าได้มากขึ้น รวมถึงศึกษาการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบราง (Missing Link) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งระหว่างภูมิภาค


ทั้งนี้ ผลการศึกษาจะถูกนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อประกอบการพิจารณาเชิงนโยบาย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศสอดคล้องกับข้อมูลด้านเศรษฐกิจ ความต้องการใช้ประโยชน์ของภาคเอกชน และแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมในระยะยาว 


ผลสรุปการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งข้อมูลสำคัญสำหรับการกำหนดทิศทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยสะท้อนให้เห็นว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายจำเป็นต้องพิจารณา ทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ ความต้องการของภาคธุรกิจ และการพัฒนาอย่างสมดุล เพื่อให้การใช้ทรัพยากรและงบประมาณของภาครัฐเกิดประสิทธิภาพสูงสุด 


ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN