เงินบาทอ่อน! ทุบสถิติใหม่รอบ 16 เดือน

TNN ONLINE

Wealth

เงินบาทอ่อน! ทุบสถิติใหม่รอบ 16 เดือน

เงินบาทอ่อน! ทุบสถิติใหม่รอบ 16 เดือน

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.96 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐทุบสถิติอ่อนค่าสุดรอบ 16 เดือนนับจากเม.ย.63 ผลพวงดอลลาร์แข็งค่า-โควิดระบาดหนักในไทย

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.96 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการอ่อนค่าสุดในรอบ 16 เดือน นับจาก 6 เม.ย.63 เป็นผลมาจากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า และปัญ หาโควิดระบาดหนักในไทยทำให้เงินไหลออกนักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท มีสองประเด็นหลักที่ต้องจับตา แนวโน้มเงินดอลลาร์ และ ปัญหาการระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก โดยเฉพาะการระบาดในไทยโดยเรามองว่า ทิศทางเงินดอลลาร์อาจ Sideways ในระยะสั้น โดยปัจจัยแข็งค่า คือ ความต้องการ Safe Haven asset จากปัญหาการระบาด COVID-19 ทั่วโลก และถ้าข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัวมากกว่าคาด อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ออกมาต่ำกว่าคาด ก็อาจกดดันเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลงได้


ส่วนในฝั่งเงินบาท ปัญหาการระบาด COVID-19 ที่ยังไม่ถึงจุดเลวร้ายสุด อาจสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าต่อได้ถึงระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะในกรณีที่เงินดอลลาร์ก็กลับมาแข็งค่าขึ้น


ทั้งนี้เรามองว่าธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.)จะยังคงเข้ามาช่วยลดความผันผวนของเงินบาท เพื่อให้ภาคธุรกิจปิดความเสี่ยงค่าเงินได้ทันมองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.70-33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.90-33.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ


สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดการเงินกังวลปัญหาการระบาดของ COVID-19 มากขึ้น ส่งผลให้ บรรยากาศตลาดการเงินโดยรวมกลับมาสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง


สำหรับสัปดาห์นี้ ควรจับตารายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ และ รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ ยังคงต้องติดตามการระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก อย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์การระบาดเริ่มน่ากังวลมากขึ้นและอาจกดดันให้ตลาดกลับมาสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยงได้


โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้ ฝั่งสหรัฐฯ ยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจกดดันให้ภาคการบริการขยายตัวในอัตราชะลอลง โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนกรกฎาคม อาจชะลอลงสู่ระดับ 60 จุด


ขณะที่ภาคการผลิตอุตสาหกรรมนั้นยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้อง การสินค้าที่เพิ่มขึ้น จะยังสามารถขยายตัวได้ดี โดย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (ISM Manufacturing PMI) เดือนกรกฎาคม อาจปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 60.9 จุด


สำหรับการจ้างงานอาจได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่บ้าง แต่โดยรวม ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เดือนกรกฎาคม จะเพิ่มขึ้นกว่า 8 แสนตำแหน่ง หนุนให้อัตราว่างงานลดลงเหลือ 5.7% นอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ตลาดจะจับตารายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน


โดยผลประกอบการที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดจะช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุนได้ อนึ่ง ควรจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาทิ Bowman & Clarida (วันพุธ) และ Waller (วันพฤหัสฯ) ถึงมุมมองต่อการทยอยลดคิวอีของเฟด เพราะทั้งสามท่านล้วนเป็นคณะกรรมการ FOMC และมีส่วนในการตัดสินแนวทางการปรับลดคิวอี


ด้านยุโรปเศรษฐกิจอังกฤษมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากการทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown แม้ว่าล่าสุดอังกฤษ จะพบการระบาดที่เพิ่มสูงขึ้น แต่สถานการณ์ก็ยังไม่น่ากังวล เนื่องจากยอดผู้ป่วยหนักและยอดผู้เสียชีวิตไม่ได้เพิ่มในอัตราเร่งตามยอดผู้ติดเชื้อใหม่


อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การระบาดอาจทำให้ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ยังคงเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป ทั้งคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Bank Rate) ที่ระดับ 0.10% และเดินหน้าอัดฉีดสภาพคล่องต่อ ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น อาจทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงินบางส่วนเริ่มสนับสนุนการทยอยลดการอัดฉีดสภาพคล่องในปลายปีนี้ หรือ ช่วงต้นปีหน้า


ขณะที่เอเชียปัญหาการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ จะส่งผลให้เศรษฐกิจในโซนเอเชียมีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะสั้น กดดันให้บรรดาธนาคารกลางในเอเชียเลือกที่จะใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป


โดยในสัปดาห์นี้ ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Cash Rate) ที่ระดับ 0.10% และเดินหน้าอัดฉีดสภาพคล่องผ่านการคุม yields curve เช่นเดียวกับ ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ที่แม้ว่าสถานการณ์การระบาดจะเริ่มดีขึ้น หลังเกิด Natural Herd Immunity ซึ่งแลกมาด้วยความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมมหาศาล ทำให้ RBI จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Repurchase Rate) ที่ระดับ 4.00% ต่อไป


ส่วนจีน ตลาดอาจเริ่มกังวลแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง ซึ่งอาจสะท้อนผ่าน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและการบริการ (Caixin Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนกรกฎาคม ที่จะลดลงสู่ระดับ 51 จุด และ 50.2 จุด ตามลำดับ (ดัชนีเกิน 50 จุด หมายถึง ภาวะขยายตัว)


นอกจากนี้ปัญหาการระบาดของ Delta ล่าสุดในเมืองใหญ่ อาทิ กรุงปักกิ่งและนครฉงชิ่ง ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อบรรยา กาศ การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจีนในระยะสั้นได้


ส่วนไทยปัญหาการระบาด COVID-19 ที่มีแนวโน้มเลวร้ายต่อเนื่องจะกดดันให้เศรษฐกิจซบเซาลงมากกว่าที่ ธปท.เคยประเมินไว้ ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เลือกที่จะคงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% และเน้นย้ำถึงการใช้นโยบายการเงินเฉพาะจุด อาทิ การเร่งเสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการ ผ่านโครงการพักทรัพย์พักหนี้ หรือ Soft loans เป็นต้น


นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาลงจากปัญหาการระบาด โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนจะกดดันให้ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เดือนกรกฎาคม ชะลอลงสู่ระดับ 0.10%


ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ก็จะชะลอลงสู่ระดับ 1.0% เช่นกัน โดยอัตราเงินเฟ้อยังได้แรงหนุนจากราคาสินค้าพลัง งาน ี่ปรับตัวสูงขึ้นและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงจากปีก่อนหน้า ส่วนแรงกดดันจะมาจากภาวะการบริโภคที่ซบเซาและมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของภาครัฐ อาทิ ลดค่าน้ำ และค่าไฟฟ้า




ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง