เงินบาทอ่อน! นิวไฮใหม่รอบ 5 เดือนกว่า

TNN ONLINE

WEALTH

เงินบาทอ่อน! นิวไฮใหม่รอบ 5 เดือนกว่า

เงินบาทอ่อน! นิวไฮใหม่รอบ 5 เดือนกว่า

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้อ่อนค่าแตะระดับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐทำนิวไฮสูงสุด 5 เดือนกว่า หลังเศรษฐกิจสหรัฐแกร่งเกินคาด

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงทำสถิติใหม่ในรอบ 5 เดือนกว่านับจาก 23 ต.ค. 63 เป็นผลมาจากเศรษฐกิจสหรัฐดีกว่าคาด และราคาทองคำปรับตัวลง


โดยทิศทางเงินดอลลาร์ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มเงินบาท ซึ่งในภาวะที่เงินดอลลาร์ยังมีแนวโน้มแข็งค่าหรือทรงตัวในกรอบปัจจุบัน จากความหวังการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งโอกาสที่เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าต่อเนื่องก็จะมีน้อย นอกจากนี้ควรจับตาฟันด์โฟลว์จากนักลงทุนต่างชาติ ที่อาจขายทำกำไรหุ้นไทยตามการปรับพอร์ตการลงทุนในช่วงสิ้นไตรมาส ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยที่กดดันให้เงินบาทอาจอ่อนค่าลงระหว่างวันได้


ทั้งนี้ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า ควรจับตาการจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งแรงซื้อสกุลเงินต่างประเทศเพื่อจ่ายปันผลนั้น จะสามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ ซึ่งมองว่าในช่วงไตร มาส 2 ที่เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่ามากที่สุดในปีนี้ก็จะเป็นโอกาสที่ดีของผู้ส่งออกในการทยอยปิดความเสี่ยงค่าเงิน ขณะที่ผู้นำเข้าที่ยังไม่มีภาระที่ชัดเจน อาจเลือกใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ การทำออพชั่น (Options) เพราะเงินบาทยังมีโอกาสกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ได้ กรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.20-31.35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ


ตลาดการเงินโดยรวมยังคงไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยง เนื่องจากผู้เล่นในตลาดบางส่วนอยากจะรอติดตามแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Investment Plan) จากประธานาธิบดี โจ ไบเดน ซึ่งคาดว่ามูลค่าการลงทุนอาจสูงถึง 3 ล้านล้านดอลาาร์ ขณะเดียวกันแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวก็อาจมาพร้อมกับแผนการขึ้นภาษีในอนาคตได้


นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนสถาบันหรือกลุ่มธุรกิจประกัน ก็เริ่มมีการปรับพอร์ตการลงทุนในช่วงสิ้นไตรมาส ทำให้เกิดแรงขายทำกำไนหุ้นในฝั่งสหรัฐฯ ออกมาบ้าง กดดันให้ ดัชนี S&P500 ปิดลบ 0.3% ขณะที่ ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell2000 เริ่มกลับมาปิดบวก 1.7% หลังตลาดมองว่า หุ้นขนาดเล็กมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรอบใหม่


ส่วนในฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX50 ปิดบวกกว่า 1.1% นำโดยตลาดหุ้นเยอรมนีซึ่งดัชนี DAX ปรับตัวขึ้นกว่า 1.3% หนุนโดยการอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินยูโร ซึ่งจะช่วยหนุนผลกำไรของบรรดาบริษัทยุโรปที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ส่งออก


ตลาดบอนด์นั้นพบว่า บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ยังไม่สามารถยืนอยู่ที่จุดสูงสุดในรอบ 1ปี ที่ระดับ 1.77% ได้หลังจากที่ผู้เล่นในตลาดยังไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยง ส่งผลให้ ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ กลับมาทรงตัวที่ระดับ 1.71%


แม้ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี จะไม่ได้ขยับขึ้นมากขึ้น ทว่า แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดูแข็งแกร่งและดีกว่าภูมิภาคอื่นๆ ก็ได้หนุนให้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ โดยล่าสุด ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 93.3 จุด ส่งผลให้ เงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลงต่อเนื่องแตะระดับ 1.1723 ดอลลาร์ต่อยูโร เช่นเดียวกับ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อ่อนค่าสู่ระดับ 110.3 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 1 ปี นอกจากนี้เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นและการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ ปรับฐานลงต่อเนื่อง สู่ระดับ 1,685 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง


สำหรับวันนี้ ตลาดจะจับตาสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ยังคงชัดเจนต่อเนื่อง โดยทั้งภาคการผลิตอุตสาหกรรมและการบริการจะขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นในเดือนมีนาคม สะท้อนผ่าน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing PMI) ที่จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 51.2 จุด และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (Services PMI) เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 52 จุด


ขณะที่ในฝั่งสหรัฐฯ ตลาดจะรอลุ้นทั้งการประกาศแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ไปพร้อมกับการติดตาม รายงานข้อมูลยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ซึ่งอาจเป็นดัชนีชี้นำของยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในวันศุกร์ได้ โดยตลาดมองว่า ยอดการจ้างงานภาคเอกชนในเดือนมีนาคม อาจเพิ่มขึ้นกว่า 5 แสนราย จากเพียง 1.2 แสนรายในเดือนก่อน



ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง