TNN online อานิสงส์ท่องเที่ยวปลุกธุรกิจเอสเอ็มอีฟื้น

TNN ONLINE

Wealth

อานิสงส์ท่องเที่ยวปลุกธุรกิจเอสเอ็มอีฟื้น

อานิสงส์ท่องเที่ยวปลุกธุรกิจเอสเอ็มอีฟื้น

สสว. เผยธุรกิจเอเอสเอ็มอีเริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ หลังตัวเลขดัชนีเดือนก.ย. อยู่ระดับ 52.9 ฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 แรงหนุนจากธุรกิจท่องเที่ยว มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อจากภาครัฐ

นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SME Senti ment  Index: SMESI)  ก.ย. อยู่ที่ระดับ 52.9 เพิ่มขึ้น  จากเดือนส.ค.อยู่ที่  51.2 และเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ซึ่งมีปัจจัยบวกมาจากกำลังซื้อในภาคการค้าและภาคการบริการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสาขาการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เดือนส.ค. จำนวน 18 ล้านคน


ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนมาจากการจัดงานอีเว้นท์และงานประเพณีในแต่ละพื้นที่ที่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ประกอบกับโครงการคนละครึ่งเฟส 5 โครงการเราเที่ยวด้วยกันและโครงการเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ มีส่วนกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยด้วยการเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนและเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะกิจการรายย่อยรวมทั้งกิจการภาคการค้าและภาคบริการ


ทั้งนี้ องค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลให้ค่าดัชนี SMESI เดือนกันยายน เพิ่มขึ้น ได้แก่ องค์ประกอบด้านคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 62.8  จากเดิมอยู่ที่ 58.2  และกำไรอยู่ที่ 54.9  จากเดิมอยู่ที่  49.2  


นอกจากนี้หากพิจารณารายภาคธุรกิจ พบว่า ภาคการค้าอยู่ที่ระดับ 54.9  จากเดิม 51.2  ภาคการบริการอยู่ที่  53.7 จากเดิม 51.9  และภาคการเกษตรอยู่ที่ระดับ 53    จากเดิม 49.3  ผลจากกำลังซื้อขยายตัวต่อเนื่อง จากนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และภาคใต้ ส่งผลให้ธุรกิจบริเวณใกล้ด่านชายแดนและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญขยายตัวมากขึ้น ประกอบกับมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายในประเทศส่งผลให้ความต้องการในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคและการค้าปลีกเพิ่มมากขึ้น



โดยภาคการบริการเพิ่มขึ้นจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ ส่งผลดีต่อภาคธุรกิจร้านอาหาร ร้านนวด สปา โรงแรม ที่พัก อีกทั้งหลายประเทศประกาศเปิดประเทศ ช่วยสนับสนุนกิจการบริการด้านการท่องเที่ยว ทำให้มียอดจองเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น 


ขณะที่ภาคการก่อสร้างยังขยายตัวต่อเนื่องจากการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ส่วนภาคการเกษตร มีผลมาจากความต้องการผลผลิตทางการเกษตรสูงเนื่องจากเริ่มช่วงเทศกาลกินเจ ประกอบกับผลผลิตไม่เพียงพอในตลาดทำให้ขายได้ราคาสูงโดยเฉพาะผักกาด ผักชี หอมแดง หอมแขก เป็นต้น ในส่วนภาคการผลิต ชะลอตัวโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจผลิตยารักษาโรคและอัญมณี เนื่องจากผู้บริโภคลดการกักตุนยาและชะลอการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย


ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 54.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 53.6 เนื่องจากผู้ประกอบการมีมุมมองเชิงบวกต่อสถานการณ์การฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และคาดการณ์ยอดขายและการใช้บริการจะสูงในช่วงปลายปีเนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ ประกอบกับผู้ประกอบการมีความกังวลด้านต้นทุนของกิจการลดลง และคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนออกมาต่อเนื่อง จึงส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์มีแนวโน้มที่ดีขึ้น


จากการสอบถามธุรกิจ SME กับสถานการณ์และความต้องการช่วยเหลือด้านหนี้สินของธุรกิจ พบว่า ผู้ประกอบการ SME กว่า  50 % ไม่มีภาระหนี้สิน ส่วน  48.2 % มีภาระหนี้ ซึ่งกลุ่มธุรกิจขนาด กลางมีสัดส่วนภาระหนี้สินสูงสุด แหล่งเงินกู้ยืมที่ใช้จ่ายในกิจการ  75.5 % มาจากสถานบันการเงิน โดยอยู่ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์มากที่สุด และส่วนใหญ่กู้ยืมเพื่อลงทุนในกิจการ 


ขณะที่ผู้ประกอบการที่กู้ยืมนอกระบบ ส่วนใหญ่กู้ยืมจากเพื่อน/ญาติพี่น้องและนายทุนเงินกู้ เพื่อนำไปใช้เป็นเงินหมุนเวียนและการซ่อมแซมขนาดเล็กที่ใช้จำนวนเงินไม่มากนัก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ SME กว่า 70 % ยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้จนครบสัญญา แต่ยังมีผู้ประกอบการเกือบ  30 % ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งอยู่ในธุรกิจภาคการเกษตรและภาคการค้ามากที่สุด ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะสามารถชำระหนี้ได้ไม่เกิน 6 เดือนหากภาวะเศรษฐกิจปรับตัวในทิศทางที่แย่ลง



ส่วนการประกาศเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร ผู้ประกอบการ SME ประเมินว่าภาระค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น  1-20 % และจะส่งผลกระทบทางลบต่อธุรกิจในระดับปานกลาง   21-40 %  โดยขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นจะได้รับผลกระทบที่มากขึ้น และ กว่า  80 %  มีแผนรับมือต่อภาวะค่าใช้จ่ายด้านหนี้สินที่จะเพิ่มขึ้น 


อย่างไรก็ตาม 50  % ใช้วิธีการลดการลงทุนและค่าใช้จ่ายเป็นหลัก ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการจัดการภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นสิ่งที่ SME ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือมากที่สุด คิดเป็น  33.1  % คือ การพักชำระหนี้ (ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) รองลงมาคือ ลดอัตราดอกเบี้ย 20.5 % และขยายระยะเวลาชำระหนี้   17.1  % 


 ส่วนผู้ประกอบการ SME ที่ไม่มีภาระหนี้สิน  24.4 %  มีแผนการกู้ยืมเงินในระบบสถาบันการเงินในอนาคต เพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียนในกิจการ โดยสิ่งที่ SME ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือมากที่สุด คือ การจัดหาแหล่งเงินทุน/ รูปแบบสินเชื่อที่ตรงตามลักษณะธุรกิจ รองลงมา คือ การงด/ ลดค่าธรรมเนียมในการยื่นขอสินเชื่อ


อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านต้นทุนในการดำเนินกิจการ โดยเฉพาะในธุรกิจภาคการผลิต ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากราคาสินค้าบางรายการยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการของผู้บริโภคชะลอตัวลง อีกทั้งอัตราการแข่งขันทางธุรกิจที่สูงขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อรายได้ของธุรกิจ



ที่มา  สสว.

ภาพประกอบ พิกซาเบย์

ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง