ดื่มชาอย่างไรให้ดีต่อหัวใจ วิจัยชี้ดื่มประจำอาจลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือด

ชาเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมทั่วโลก และมีงานวิจัยจำนวนมากที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการดื่มชากับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ล่าสุด งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Internal Medicine ชี้ว่า ไม่เพียงความถี่และชนิดของชาที่ดื่มเท่านั้น แต่อุณหภูมิขณะดื่มก็อาจมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย
รายงานจาก CNN โดย Faye Chiu เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2026 ระบุว่า งานวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลผู้ใหญ่ชาวจีนมากกว่า 485,000 คน อายุ 30–79 ปี โดยติดตามผลเฉลี่ยประมาณ 9 ปี เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดื่มชากับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย
ดื่มชาเป็นประจำ สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดที่ลดลง
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ดื่มชาอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ มีความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำกว่าผู้ที่ดื่มชาน้อยกว่าความถี่ดังกล่าวประมาณ 11% หลังจากนักวิจัยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น อายุ การสูบบุหรี่ การออกกำลังกาย น้ำหนักตัว และโรคประจำตัวแล้ว
ตลอดระยะเวลาติดตามผล นักวิจัยบันทึกเหตุการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดได้มากกว่า 14,800 กรณี อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้แสดงถึงความสัมพันธ์ทางสถิติ ไม่ได้ยืนยันว่าการดื่มชาเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ความเสี่ยงโรคลดลง
ชาดำหรือชาเขียว แบบไหนดีกว่าต่อหัวใจ
ทั้งชาดำและชาเขียวผลิตจากพืชชนิดเดียวกัน คือ Camellia sinensis แต่ผ่านกระบวนการแปรรูปที่แตกต่างกัน จึงมีองค์ประกอบของสารประกอบจากพืชแตกต่างกันด้วย
งานวิจัยพบว่า การดื่มชาดำมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ลดลงอย่างสม่ำเสมอในหลายประเภทของโรค ขณะที่ชาเขียวก็พบความสัมพันธ์ในทิศทางที่เป็นประโยชน์เช่นกัน
ข้อมูลนี้จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าชาดำดีกว่าชาเขียวสำหรับทุกคน ผู้ที่ชื่นชอบชาทั้งสองชนิดสามารถเลือกดื่มตามความชอบได้ โดยควรให้ความสำคัญกับการไม่เติมน้ำตาลหรือเติมให้น้อยที่สุด
สรุปข่าว
ชาเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมทั่วโลก และมีงานวิจัยจำนวนมากที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการดื่มชากับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ล่าสุด งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Internal Medicine ชี้ว่า ไม่เพียงความถี่และชนิดของชาที่ดื่มเท่านั้น แต่อุณหภูมิขณะดื่มก็อาจมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย
รายงานจาก CNN โดย Faye Chiu เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2026 ระบุว่า งานวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลผู้ใหญ่ชาวจีนมากกว่า 485,000 คน อายุ 30–79 ปี โดยติดตามผลเฉลี่ยประมาณ 9 ปี เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดื่มชากับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย
ดื่มชาเป็นประจำ สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดที่ลดลง
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ดื่มชาอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ มีความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำกว่าผู้ที่ดื่มชาน้อยกว่าความถี่ดังกล่าวประมาณ 11% หลังจากนักวิจัยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น อายุ การสูบบุหรี่ การออกกำลังกาย น้ำหนักตัว และโรคประจำตัวแล้ว
ตลอดระยะเวลาติดตามผล นักวิจัยบันทึกเหตุการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดได้มากกว่า 14,800 กรณี อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้แสดงถึงความสัมพันธ์ทางสถิติ ไม่ได้ยืนยันว่าการดื่มชาเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ความเสี่ยงโรคลดลง
ชาดำหรือชาเขียว แบบไหนดีกว่าต่อหัวใจ
ทั้งชาดำและชาเขียวผลิตจากพืชชนิดเดียวกัน คือ Camellia sinensis แต่ผ่านกระบวนการแปรรูปที่แตกต่างกัน จึงมีองค์ประกอบของสารประกอบจากพืชแตกต่างกันด้วย
งานวิจัยพบว่า การดื่มชาดำมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ลดลงอย่างสม่ำเสมอในหลายประเภทของโรค ขณะที่ชาเขียวก็พบความสัมพันธ์ในทิศทางที่เป็นประโยชน์เช่นกัน
ข้อมูลนี้จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าชาดำดีกว่าชาเขียวสำหรับทุกคน ผู้ที่ชื่นชอบชาทั้งสองชนิดสามารถเลือกดื่มตามความชอบได้ โดยควรให้ความสำคัญกับการไม่เติมน้ำตาลหรือเติมให้น้อยที่สุด
ระวังดื่มชาร้อนจัด อาจเพิ่มความเสี่ยง
อีกหนึ่งข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ ผู้ที่รายงานว่าดื่มชาร้อนจัดจนรู้สึกแสบร้อนหรือเสี่ยงลวก มีความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มชาเป็นประจำประมาณ 16% ขณะที่ผู้ที่ดื่มชาในอุณหภูมิห้องหรืออุ่นร้อนแต่ไม่ถึงขั้นลวก พบความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ดื่มชาเป็นประจำ
อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบนี้ต้องตีความอย่างระมัดระวัง เพราะนักวิจัยใช้ข้อมูลอุณหภูมิที่ผู้เข้าร่วมรายงานด้วยตนเอง ไม่ได้วัดอุณหภูมิของชาโดยตรง และอาจมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดร่วมด้วย
แพทย์ผู้ให้ความเห็นในรายงาน CNN แนะนำว่า ควรรอให้ชาเย็นลงจนสามารถจิบได้อย่างสบาย ไม่ควรดื่มขณะร้อนจัดจนเสี่ยงลวกปากหรือลำคอ นอกจากนี้ การดื่มเครื่องดื่มที่ร้อนจัดเป็นประจำยังมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารที่เพิ่มขึ้นด้วย
ควรดื่มชาวันละกี่แก้ว
ในการศึกษานี้ กลุ่มผู้ดื่มชาที่มีค่าความเสี่ยงโรคหลอดเลือดต่ำที่สุดโดยประมาณอยู่ที่ 6–8 แก้วต่อวัน และความเสี่ยงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกเมื่อบริโภคในปริมาณสูงมากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยไม่ได้กำหนดขนาดแก้วให้เป็นมาตรฐาน และใช้ข้อมูลการบริโภคที่ผู้เข้าร่วมรายงานด้วยตนเอง จึงไม่ควรตีความว่าทุกคนจำเป็นต้องดื่มชา 6–8 แก้วต่อวันเพื่อให้หัวใจแข็งแรง
นอกจากนี้ ชายังมีคาเฟอีนในปริมาณแตกต่างกันตามชนิดชา วิธีชง และปริมาณที่ดื่ม โดยชาดำขนาดประมาณ 240 มิลลิลิตรอาจมีคาเฟอีนราว 30–50 มิลลิกรัม ส่วนชาเขียวมักมีคาเฟอีนน้อยกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากคาเฟอีนเสมอไป
ผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน มีปัญหานอนไม่หลับ ใจสั่น หรือกำลังตั้งครรภ์ ควรใส่ใจปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับต่อวันเป็นพิเศษ
ดื่มชาให้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลหัวใจ
ดร.ลีอานา เวิน (Dr. Leana Wen) แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะของ CNN อธิบายว่า ชามีสารประกอบจากพืช เช่น โพลีฟีนอลและฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและอาจช่วยลดการอักเสบ สารเหล่านี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของหลอดเลือดและตัวชี้วัดสุขภาพหัวใจบางประการ
การเลือกดื่มชาไม่หวานแทนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลยังอาจช่วยลดปริมาณน้ำตาลที่ได้รับ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมน้ำหนักและสุขภาพเมตาบอลิก
อย่างไรก็ตาม การดื่มชาไม่ใช่วิธีป้องกันโรคหัวใจเพียงอย่างเดียว การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงควบคุมความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอล ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
- "โรคหัวใจและหลอดเลือด" ภัยเงียบอันดับหนึ่งสาเหตุของการเสี่ยงชีวิต
- มัทฉะฟีเวอร์ ดันส่งออกญี่ปุ่นพุ่ง อาหาร-สินค้าเกษตร ทำสถิติสูงสุด
- ความลับของ "ชาเขียว" ดื่มอย่างไรให้ได้ประโยชน์ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และหลอดเลือดหัวใจ
- หัวเราะ 2 นาที มีประโยชน์ต่อหัวใจเท่ากับการเดิน 20 นาที
- อาจารย์หมอชี้ “ดื่มชาแล้วกระดูกแข็งแรง ดื่มกาแฟกระดูกพรุน"
นักข่าวที่มีประสบการณ์ในวงการข่าวสุขภาพและข่าวบันเทิงมากกว่า 20 ปี ผู้หลงใหลในงานสายข่าว ที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ พร้อมนำเสนอข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ได้จริง การันตีด้วยปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อ
