วัคซีนงูสวัด อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

Share on Line Share on Facebook Share on X
วัคซีนงูสวัด อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัยด้านไวรัสวิทยา ไบโอเทค เปิดเผยข้อมูล งานวิจัยล่าสุด โดยระบุว่า วัคซีนป้องกันงูสวัด Shingrix กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น หลังมีงานวิจัยพบความสัมพันธ์ระหว่างการฉีดวัคซีนกับความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ Shingrix ไม่ใช่วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสสำหรับเด็ก แม้ทั้งสองโรคจะเกิดจากไวรัสชนิดเดียวกัน คือ Varicella-zoster virus หรือ VZV

อีสุกอีใสหายแล้ว แต่ไวรัสยังอยู่ในร่างกาย

เมื่อคนเราเคยเป็นโรคอีสุกอีใสและหายจากโรคแล้ว เชื้อ VZV ไม่ได้ถูกกำจัดออกจากร่างกายทั้งหมด แต่สามารถหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทและอยู่ในภาวะสงบนิ่งเป็นเวลาหลายสิบปี

เมื่ออายุมากขึ้นหรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ไวรัสอาจกลับมาก่อโรคเป็น งูสวัด ทำให้เกิดผื่นและตุ่มน้ำที่มักขึ้นเป็นแนวตามเส้นประสาท พร้อมอาการปวดแสบปวดร้อน และในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการปวดประสาทเรื้อรัง ปัญหาทางตา หรือภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท Shingrix จึงเป็นวัคซีนที่ใช้สำหรับ ป้องกันงูสวัดและภาวะแทรกซ้อนจากงูสวัด ไม่ใช่วัคซีนอีสุกอีใสที่ใช้ในเด็ก

ทำไมงูสวัดจึงอาจเกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือด?

คำอธิบายหนึ่งที่นักวิจัยให้ความสนใจ คือ เมื่อ VZV กลับมากำเริบ ร่างกายไม่ได้ตอบสนองเฉพาะบริเวณผิวหนังและเส้นประสาทเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดการอักเสบในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย

ในช่วงที่เกิดการอักเสบ เซลล์ภูมิคุ้มกันจะหลั่งสารสื่อการอักเสบหรือไซโตไคน์ออกมา สารเหล่านี้อาจส่งผลต่อ เยื่อบุด้านในของหลอดเลือด ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการขยายและหดตัวของหลอดเลือด รวมถึงการควบคุมการเกิดลิ่มเลือด

หากการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือดเสียสมดุล หลอดเลือดอาจหดตัวมากขึ้น เกล็ดเลือดจับตัวกันง่ายขึ้น และระบบการแข็งตัวของเลือดอาจถูกกระตุ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือดในคนที่มีความเสี่ยงอยู่เดิม

นอกจากนี้ อาการปวดและความเครียดจากการติดเชื้อยังสามารถกระตุ้นฮอร์โมนความเครียด ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตเพิ่มขึ้น และเพิ่มภาระการทำงานของหัวใจ

ในบางกรณี VZV ยังอาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับการอักเสบของผนังหลอดเลือด หรือที่เรียกว่า VZV vasculopathy ซึ่งเชื่อว่าไวรัสสามารถเคลื่อนตามแนวเส้นประสาทไปยังหลอดเลือด และมีส่วนทำให้ผนังหลอดเลือดเกิดการอักเสบ ตีบ หรืออุดตันได้

ดังนั้น หาก Shingrix ช่วยป้องกันไม่ให้ VZV กลับมากำเริบ หรือช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อ ก็อาจช่วยลดการอักเสบ ความผิดปกติของเยื่อบุหลอดเลือด และโอกาสเกิดลิ่มเลือดในช่วงที่เกิดโรคงูสวัดได้

พูดให้เข้าใจง่ายคือ วัคซีนอาจไม่ได้ป้องกันหัวใจวายโดยตรง แต่การป้องกันงูสวัดอาจช่วยลด “เหตุการณ์กระตุ้น” ที่ทำให้คนซึ่งมีหลอดเลือดเปราะบางอยู่แล้วเกิดภาวะหัวใจและหลอดเลือดเฉียบพลัน



สรุปข่าว

Shingrix คือวัคซีนป้องกันงูสวัด ไม่ใช่วัคซีนอีสุกอีใสสำหรับเด็ก แม้ทั้งสองโรคเกิดจาก VZV เหมือนกัน ส่วนความเป็นไปได้ที่ Shingrix จะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจ แต่ปัจจุบันยังควรพูดว่า “มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลง” มากกว่า “วัคซีนป้องกันโรคหัวใจ” จนกว่าจะมีหลักฐานที่ยืนยันชัดเจน

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัยด้านไวรัสวิทยา ไบโอเทค เปิดเผยข้อมูล งานวิจัยล่าสุด โดยระบุว่า วัคซีนป้องกันงูสวัด Shingrix กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น หลังมีงานวิจัยพบความสัมพันธ์ระหว่างการฉีดวัคซีนกับความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ Shingrix ไม่ใช่วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสสำหรับเด็ก แม้ทั้งสองโรคจะเกิดจากไวรัสชนิดเดียวกัน คือ Varicella-zoster virus หรือ VZV

อีสุกอีใสหายแล้ว แต่ไวรัสยังอยู่ในร่างกาย

เมื่อคนเราเคยเป็นโรคอีสุกอีใสและหายจากโรคแล้ว เชื้อ VZV ไม่ได้ถูกกำจัดออกจากร่างกายทั้งหมด แต่สามารถหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทและอยู่ในภาวะสงบนิ่งเป็นเวลาหลายสิบปี

เมื่ออายุมากขึ้นหรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ไวรัสอาจกลับมาก่อโรคเป็น งูสวัด ทำให้เกิดผื่นและตุ่มน้ำที่มักขึ้นเป็นแนวตามเส้นประสาท พร้อมอาการปวดแสบปวดร้อน และในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการปวดประสาทเรื้อรัง ปัญหาทางตา หรือภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท Shingrix จึงเป็นวัคซีนที่ใช้สำหรับ ป้องกันงูสวัดและภาวะแทรกซ้อนจากงูสวัด ไม่ใช่วัคซีนอีสุกอีใสที่ใช้ในเด็ก

ทำไมงูสวัดจึงอาจเกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือด?

คำอธิบายหนึ่งที่นักวิจัยให้ความสนใจ คือ เมื่อ VZV กลับมากำเริบ ร่างกายไม่ได้ตอบสนองเฉพาะบริเวณผิวหนังและเส้นประสาทเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดการอักเสบในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย

ในช่วงที่เกิดการอักเสบ เซลล์ภูมิคุ้มกันจะหลั่งสารสื่อการอักเสบหรือไซโตไคน์ออกมา สารเหล่านี้อาจส่งผลต่อ เยื่อบุด้านในของหลอดเลือด ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการขยายและหดตัวของหลอดเลือด รวมถึงการควบคุมการเกิดลิ่มเลือด

หากการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือดเสียสมดุล หลอดเลือดอาจหดตัวมากขึ้น เกล็ดเลือดจับตัวกันง่ายขึ้น และระบบการแข็งตัวของเลือดอาจถูกกระตุ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือดในคนที่มีความเสี่ยงอยู่เดิม

นอกจากนี้ อาการปวดและความเครียดจากการติดเชื้อยังสามารถกระตุ้นฮอร์โมนความเครียด ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตเพิ่มขึ้น และเพิ่มภาระการทำงานของหัวใจ

ในบางกรณี VZV ยังอาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับการอักเสบของผนังหลอดเลือด หรือที่เรียกว่า VZV vasculopathy ซึ่งเชื่อว่าไวรัสสามารถเคลื่อนตามแนวเส้นประสาทไปยังหลอดเลือด และมีส่วนทำให้ผนังหลอดเลือดเกิดการอักเสบ ตีบ หรืออุดตันได้

ดังนั้น หาก Shingrix ช่วยป้องกันไม่ให้ VZV กลับมากำเริบ หรือช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อ ก็อาจช่วยลดการอักเสบ ความผิดปกติของเยื่อบุหลอดเลือด และโอกาสเกิดลิ่มเลือดในช่วงที่เกิดโรคงูสวัดได้

พูดให้เข้าใจง่ายคือ วัคซีนอาจไม่ได้ป้องกันหัวใจวายโดยตรง แต่การป้องกันงูสวัดอาจช่วยลด “เหตุการณ์กระตุ้น” ที่ทำให้คนซึ่งมีหลอดเลือดเปราะบางอยู่แล้วเกิดภาวะหัวใจและหลอดเลือดเฉียบพลัน



อีกสมมติฐานที่น่าสนใจจากตัววัคซีน Shingrix

นักวิจัยยังให้ความสนใจกับองค์ประกอบของ Shingrix โดยเฉพาะระบบสารเสริมฤทธิ์ภูมิคุ้มกัน หรือ แอดจูแวนต์

Shingrix แตกต่างจากวัคซีนงูสวัดรุ่นเก่าอย่าง Zostavax เพราะไม่ได้ใช้ไวรัสมีชีวิตที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ แต่ใช้โปรตีนของไวรัสที่เรียกว่า glycoprotein E ร่วมกับสารเสริมฤทธิ์ภูมิคุ้มกัน AS01B

AS01B มีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ MPL และ QS-21 ซึ่งทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ตอบสนองต่อแอนติเจนของไวรัสอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในส่วนของภูมิคุ้มกันแต่กำเนิด เซลล์นำเสนอแอนติเจน และ T cells ที่จำเพาะต่อ VZV

หนึ่งในสมมติฐานที่กำลังได้รับความสนใจคือ การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันดังกล่าวอาจส่งผลต่อรูปแบบการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิดในระยะหนึ่ง ปรากฏการณ์ในลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับแนวคิดที่เรียกว่า trained immunity หรือ “ความจำของภูมิคุ้มกันแต่กำเนิด”

แนวคิดดังกล่าวหมายถึงการที่เซลล์ภูมิคุ้มกันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองหลังได้รับสิ่งกระตุ้น ทำให้การตอบสนองต่อเหตุการณ์ในอนาคตแตกต่างจากเดิม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังเป็น สมมติฐานทางชีววิทยาที่ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแอดจูแวนต์ของ Shingrix มีผลโดยตรงในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด


งานวิจัยพบอะไร?

งานวิจัยที่เป็นประเด็นในข่าวมีความน่าสนใจตรงที่ นักวิจัยไม่ได้เปรียบเทียบผู้ที่ฉีด Shingrix กับคนที่ไม่เคยฉีดวัคซีน แต่เปรียบเทียบกับผู้ที่ได้รับวัคซีนงูสวัดรุ่นเก่าอย่าง Zostavax

การออกแบบเช่นนี้ช่วยลดปัญหาบางส่วนจากปัจจัยด้านสุขภาพ เพราะโดยทั่วไปคนที่เข้ารับวัคซีนอาจมีพฤติกรรมดูแลสุขภาพและเข้าถึงระบบสาธารณสุขแตกต่างจากคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน

ผลการวิเคราะห์พบว่า กลุ่มที่ได้รับ Shingrix มีความเสี่ยงต่อปัญหาหัวใจและหลอดเลือดต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับ Zostavax โดยความแตกต่างเห็นได้ชัดในช่วงแรกของการติดตาม เช่น เมื่อประเมินที่ประมาณ 3.5 ปี พบความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวต่ำกว่าประมาณ 16% ขณะที่เมื่อครบประมาณ 7 ปี ความแตกต่างลดลงเหลือประมาณ 8%

แต่ตัวเลขดังกล่าวต้องตีความอย่างระมัดระวัง เพราะเป็น การลดลงของความเสี่ยงเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าผู้ฉีดวัคซีนทุก 100 คนจะสามารถป้องกันโรคหัวใจได้ 16 คน

นอกจากนี้ ผลลัพธ์ที่ศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ “หัวใจวาย” แต่ครอบคลุมภาวะทางหัวใจและหลอดเลือดหลายรูปแบบ เช่น หัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ




วัคซีนช่วยป้องกันโรคหัวใจได้แล้วหรือยัง?

คำตอบในเวลานี้คือ ยังสรุปไม่ได้

เนื่องจากงานวิจัยดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเวชระเบียนย้อนหลัง จึงสามารถแสดงได้ว่า การได้รับ Shingrix มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ลดลง แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าวัคซีนเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ความเสี่ยงลดลง

แม้นักวิจัยจะพยายามควบคุมปัจจัยที่อาจมีผลต่อผลการศึกษาแล้ว แต่การศึกษาประเภทนี้ยังมีข้อจำกัด และอาจมีปัจจัยอื่นที่ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด

จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม เพื่อพิสูจน์ว่าประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือดเกิดจาก Shingrix โดยตรงหรือไม่

สิ่งที่ประชาชนควรรู้

สำหรับประชาชนทั่วไป เป้าหมายหลักของการฉีด Shingrix ยังคงเป็นการป้องกันโรคงูสวัดและภาวะแทรกซ้อนจากงูสวัด ไม่ควรมองว่าวัคซีนเป็นยาป้องกันหัวใจวาย หรือใช้แทนวิธีลดความเสี่ยงโรคหัวใจที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

การควบคุมความดันโลหิต ไขมันในเลือด และเบาหวาน การไม่สูบบุหรี่ การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่เหมาะสม รวมถึงการใช้ยาป้องกันโรคหัวใจตามคำแนะนำของแพทย์ ยังคงมีความสำคัญ

อย่างไรก็ตาม หากผลการวิจัยเกี่ยวกับ Shingrix และระบบหัวใจและหลอดเลือดได้รับการยืนยันจากการศึกษาขนาดใหญ่และการทดลองแบบสุ่มในอนาคต ก็อาจทำให้มุมมองต่อวัคซีนงูสวัดเปลี่ยนไป เพราะประโยชน์ของวัคซีนอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการป้องกันผื่นและอาการปวดจากงูสวัด แต่อาจมีส่วนช่วยลดภาระโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้สูงอายุได้อีกทางหนึ่ง


ที่มาข้อมูล : CANVA

ที่มารูปภาพ : FACEBOOK Anan Jongkaewwattana

นักข่าวที่มีประสบการณ์ในวงการข่าวสุขภาพและข่าวบันเทิงมากกว่า 20 ปี ผู้หลงใหลในงานสายข่าว ที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ พร้อมนำเสนอข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ได้จริง การันตีด้วยปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อ