เส้นเลือดหัวใจตีบ ภัยเงียบที่อาจเริ่มจาก “แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย”

Share on Line Share on Facebook Share on X
เส้นเลือดหัวใจตีบ ภัยเงียบที่อาจเริ่มจาก “แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย”

นายแพทย์ศุภสิทธิ์ สถิตย์ตระกูล อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า เส้นเลือดหัวใจตีบ หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease: CAD) คือ ภาวะที่หลอดเลือดหัวใจซึ่งทำหน้าที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ มีการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล และสารต่าง ๆ ภายในผนังหลอดเลือด จนเกิดเป็นคราบพลัค (Plaque) ทำให้ช่องทางเดินเลือดค่อย ๆ แคบลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่เพียงพอ ผู้ป่วยอาจมีอาการแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือหายใจไม่อิ่ม โดยอาการอาจชัดเจนขึ้นเมื่อหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เช่น ขณะออกกำลังกาย เดินเร็ว หรือทำกิจกรรมที่ใช้แรง โดยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบมักค่อย ๆ เกิดขึ้นเป็นเวลานาน และผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก จึงอาจไม่ทราบว่ามีความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ

เส้นเลือดหัวใจตีบเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน ทั้งปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น อายุและพันธุกรรม รวมถึงภาวะสุขภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อาจส่งผลต่อการสะสมของคราบพลัคภายในหลอดเลือด ได้แก่

  • ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ที่สูงเป็นเวลานาน ทำให้ไขมันสะสมในผนังหลอดเลือดและเพิ่มโอกาสเกิดคราบพลัค ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ความดันโลหิตสูง ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ผนังหลอดเลือดได้รับแรงกระแทกมากขึ้น ส่งผลให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพและเกิดการสะสมของไขมันได้ง่ายขึ้น ขณะที่ โรคเบาหวาน ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน สามารถทำลายเยื่อบุหลอดเลือด กระตุ้นการอักเสบ และเพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง
  • การสูบบุหรี่ เป็นอีกหนึ่งปัจจัย เนื่องจากสารเคมีจากบุหรี่ส่งผลเสียต่อผนังหลอดเลือด เพิ่มการอักเสบ ลดความสามารถในการขยายตัวของหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด
  • น้ำหนักเกินและโรคอ้วน น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มภาระต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด และมักเกี่ยวข้องกับภาวะต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดผิดปกติ ซึ่งอาจเร่งการสะสมของคราบพลัคภายในหลอดเลือด
  • การขาดการออกกำลังกาย หรือไม่ได้ขยับร่างกายเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อความแข็งแรงของหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงลดความสามารถของร่างกายในการควบคุมระดับไขมันและน้ำตาลในเลือด ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสเกิดความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจได้
  • อายุและพันธุกรรม ก็มีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดจะมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะญาติสายตรงที่เป็นโรคตั้งแต่อายุน้อย อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป




สรุปข่าว

อาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือหายใจไม่อิ่มขณะออกแรง อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องของอายุ ความเหนื่อยล้า หรือความเครียด แต่ในบางกรณี อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ” ซึ่งสามารถดำเนินไปโดยไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก การรู้จักปัจจัยเสี่ยง สังเกตความผิดปกติ และเข้ารับการประเมินอย่างเหมาะสม จึงมีส่วนสำคัญต่อการดูแลสุขภาพหัวใจในระยะยาว

นายแพทย์ศุภสิทธิ์ สถิตย์ตระกูล อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า เส้นเลือดหัวใจตีบ หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease: CAD) คือ ภาวะที่หลอดเลือดหัวใจซึ่งทำหน้าที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ มีการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล และสารต่าง ๆ ภายในผนังหลอดเลือด จนเกิดเป็นคราบพลัค (Plaque) ทำให้ช่องทางเดินเลือดค่อย ๆ แคบลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่เพียงพอ ผู้ป่วยอาจมีอาการแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือหายใจไม่อิ่ม โดยอาการอาจชัดเจนขึ้นเมื่อหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เช่น ขณะออกกำลังกาย เดินเร็ว หรือทำกิจกรรมที่ใช้แรง โดยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบมักค่อย ๆ เกิดขึ้นเป็นเวลานาน และผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก จึงอาจไม่ทราบว่ามีความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ

เส้นเลือดหัวใจตีบเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน ทั้งปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น อายุและพันธุกรรม รวมถึงภาวะสุขภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อาจส่งผลต่อการสะสมของคราบพลัคภายในหลอดเลือด ได้แก่

  • ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ที่สูงเป็นเวลานาน ทำให้ไขมันสะสมในผนังหลอดเลือดและเพิ่มโอกาสเกิดคราบพลัค ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ความดันโลหิตสูง ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ผนังหลอดเลือดได้รับแรงกระแทกมากขึ้น ส่งผลให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพและเกิดการสะสมของไขมันได้ง่ายขึ้น ขณะที่ โรคเบาหวาน ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน สามารถทำลายเยื่อบุหลอดเลือด กระตุ้นการอักเสบ และเพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง
  • การสูบบุหรี่ เป็นอีกหนึ่งปัจจัย เนื่องจากสารเคมีจากบุหรี่ส่งผลเสียต่อผนังหลอดเลือด เพิ่มการอักเสบ ลดความสามารถในการขยายตัวของหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด
  • น้ำหนักเกินและโรคอ้วน น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มภาระต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด และมักเกี่ยวข้องกับภาวะต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดผิดปกติ ซึ่งอาจเร่งการสะสมของคราบพลัคภายในหลอดเลือด
  • การขาดการออกกำลังกาย หรือไม่ได้ขยับร่างกายเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อความแข็งแรงของหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงลดความสามารถของร่างกายในการควบคุมระดับไขมันและน้ำตาลในเลือด ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสเกิดความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจได้
  • อายุและพันธุกรรม ก็มีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดจะมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะญาติสายตรงที่เป็นโรคตั้งแต่อายุน้อย อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป




อาการเส้นเลือดหัวใจตีบอาจแตกต่างกันในแต่ละคน บางรายมีอาการแน่นหน้าอกอย่างชัดเจน ขณะที่บางรายอาจมีเพียงอาการเหนื่อยง่ายกว่าผิดปกติ หายใจไม่อิ่ม อ่อนเพลีย หรือมีอาการผิดปกติที่ไม่ชัดเจนจนไม่ได้คิดว่าเกี่ยวข้องกับหัวใจ โดยเฉพาะในช่วงแรกของโรคที่อาการมักเกิดขึ้นเมื่อหัวใจต้องการเลือดและออกซิเจนมากขึ้น เช่น ขณะเดินเร็ว ขึ้นบันได ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่ใช้แรง

นอกจากนี้ ยังอาจพบ อาการอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลียผิดปกติ เวียนศีรษะ ใจสั่น คลื่นไส้ หรือเหงื่อออกมาก ซึ่งอาจเกิดร่วมกับอาการแน่นหน้าอก หรือพบเป็นอาการเด่นในผู้ป่วยบางราย

นายแพทย์ศุภสิทธิ์ กล่าวว่า อาการของโรคหัวใจไม่ได้สะท้อนความรุนแรงของโรคเสมอไป ผู้ป่วยบางรายอาจมีหลอดเลือดหัวใจตีบมากแต่มีอาการเพียงเล็กน้อย  โดยแพทย์จะตรวจวินิจฉัยจากการซักประวัติสุขภาพ ปัจจัยเสี่ยง และผลตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG), การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test), การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram), การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (Coronary CT Angiography: CCTA), และอาจรวมถึงการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography)  ในกรณีที่แพทย์ต้องการข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อวางแผนการรักษา เช่น การทำ PCI หรือการผ่าตัด CABG

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและอาการของผู้ป่วยแต่ละคน โดยแพทย์จะพิจารณาจากตำแหน่งที่หลอดเลือดตีบ จำนวนหลอดเลือดที่มีความผิดปกติ ผลการตรวจหัวใจ รวมถึงสุขภาพโดยรวมและโรคประจำตัว เพื่อทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม โดยทั่วไปมี 3 แนวทางหลัก

การรักษาด้วยยา เป็นแนวทางที่ใช้ในผู้ป่วยหลายราย โดยเฉพาะผู้ที่มีหลอดเลือดตีบไม่รุนแรง หรือยังสามารถควบคุมอาการได้โดยไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหรือผ่าตัด ยาที่ใช้ เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet Drugs) เพื่อลดโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด, ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน (Statins) เพื่อลดระดับ LDL cholesterol และชะลอการสะสมของคราบพลัค, ยาควบคุมความดันโลหิตเพื่อช่วยลดภาระของหัวใจและควบคุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรค, ยาลดอัตราการเต้นของหัวใจหรือยาลดความต้องการออกซิเจนของหัวใจ เพื่อลดอาการแน่นหน้าอกในผู้ป่วยบางราย และยาขยายหลอดเลือดเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บหน้าอกเมื่อมีข้อบ่งชี้

การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด (Percutaneous Coronary Intervention: PCI) แพทย์จะสอดสายสวนขนาดเล็กผ่านหลอดเลือดบริเวณข้อมือหรือขาหนีบไปยังตำแหน่งที่มีการตีบ จากนั้นใช้บอลลูนขยายหลอดเลือด และใส่ขดลวด (Stent) เพื่อช่วยพยุงหลอดเลือดให้เปิดและเลือดสามารถไหลผ่านได้ดีขึ้น

การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting: CABG) เป็นการผ่าตัดที่สร้างเส้นทางใหม่ให้เลือดสามารถไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ โดยใช้หลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกาย เช่น หลอดเลือดแดงบริเวณหน้าอก หรือหลอดเลือดดำจากขา มาต่อเชื่อมเพื่อข้ามบริเวณหลอดเลือดที่ตีบหรืออุดตัน





EECP อีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ

นอกจากแนวทางการรักษาหลัก แพทย์อาจพิจารณาใช้เทคโนโลยี EECP (Enhanced External Counterpulsation)  เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจบางกลุ่ม โดยเป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดหรือใส่สายสวนเข้าสู่หลอดเลือด

การทำ EECP จะใช้ถุงลมพันบริเวณขาของผู้ป่วย และควบคุมการบีบและคลายตัวของถุงลมให้สัมพันธ์กับจังหวะการเต้นของหัวใจ เพื่อช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดและเพิ่มเลือดที่ไหลกลับไปยังหัวใจ การพิจารณาใช้วิธีนี้ต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์ โดยคำนึงถึงภาวะของโรค อาการ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยแต่ละราย

แม้จะได้รับการรักษาแล้ว ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการรักษาช่วยควบคุมโรคและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน แต่ไม่ได้ทำให้โอกาสเกิดคราบพลัคในหลอดเลือดหมดไปทั้งหมด ผู้ป่วยควรรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอแม้อาการจะดีขึ้นแล้ว เนื่องจากยามีส่วนช่วยควบคุมระดับไขมัน ลดโอกาสเกิดลิ่มเลือด และลดความเสี่ยงของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงไม่ควรหยุดยา ปรับขนาดยา หรือเปลี่ยนยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์

ขณะเดียวกันควรควบคุมไขมัน ความดันโลหิต และน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ซึ่งมีส่วนช่วยลดการสะสมของคราบพลัคและลดโอกาสที่หลอดเลือดหัวใจจะตีบเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ควรเลือกรับประทานอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ที่สำคัญคือการงดสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่ส่งผลต่อผนังหลอดเลือดเพิ่มการอักเสบ และเพิ่มโอกาสเกิดคราบพลัค

ทั้งนี้ การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ รวมถึงการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและช่วยดูแลสุขภาพหัวใจในระยะยาว หากมีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน การเข้ารับการประเมินจากแพทย์จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

นักข่าวที่มีประสบการณ์ในวงการข่าวสุขภาพและข่าวบันเทิงมากกว่า 20 ปี ผู้หลงใหลในงานสายข่าว ที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ พร้อมนำเสนอข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ได้จริง การันตีด้วยปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อ