เปลี่ยน "เม็ดเลือดแดง" เป็น "วัคซีนรักษามะเร็ง" เปิดงานวิจัยใหม่ที่กำลังจะพลิกโลก

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana" ระบุว่า
เปลี่ยนเซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นตัวเร่งภูมิคุ้มกัน แนวคิดใหม่ของวัคซีนรักษามะเร็งจากร่างกายตัวเอง
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาวัคซีนรักษามะเร็งในปัจจุบัน คือการขาดแคลนสารเสริมฤทธิ์หรือ adjuvant ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย สารเสริมฤทธิ์ทั่วไปที่ใช้อยู่ในคลินิก เช่น เกลืออะลูมิเนียม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Alum มักกระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบ Th2 ซึ่งเหมาะกับการสร้างแอนติบอดีป้องกันเชื้อโรคทั่วไป แต่กลับไม่ตอบโจทย์การรักษามะเร็งที่จำเป็นต้องพึ่งพาการตอบสนองแบบ Th1 เพื่อกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD8+ T cell ให้เข้าทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง
ในขณะที่สารเสริมฤทธิ์ชนิดสังเคราะห์รุ่นใหม่มักมีปัญหาเรื่องความเป็นพิษและความเข้ากันได้ทางชีวภาพ ล่าสุดทีมนักวิจัยได้ค้นพบแนวทางใหม่ที่น่าสนใจมาก โดยการนำอนุภาคขนาดเล็กจิ๋วที่สร้างขึ้นจากเซลล์เม็ดเลือดแดงของร่างกายเอง มาใช้เป็นสารเสริมฤทธิ์เพื่อปลุกพลังระบบภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับมะเร็งอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งงานวิจัยนี้เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Biomedical Engineering

อนุภาคดังกล่าวเรียกว่า Erythrocyte microparticles หรือ EMPs ซึ่งมีขนาดเล็กระดับนาโนเมตรประมาณ 180 นาโนเมตร ทีมวิจัยผลิตขึ้นโดยนำเซลล์เม็ดเลือดแดงมาผ่านการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตชนิด UVB ในปริมาณที่ควบคุมอย่างเหมาะสม เมื่อนำ EMPs เหล่านี้มาทดสอบ พบว่ามีความสามารถในการกระตุ้น Dendritic cells หรือ DCs ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันด่านหน้าที่มีบทบาทหลักในการนำเสนอแอนติเจนของมะเร็งไปให้เซลล์ T cell รู้จัก โดย EMPs สามารถเหนี่ยวนำให้ DCs เกิดการเจริญเต็มวัย พร้อมทั้งหลั่งสารไซโตไคน์ที่ส่งเสริมภูมิคุ้มกันแบบ Th1 เช่น สารกลุ่ม Interferon และ IL-12 ได้อย่างโดดเด่น ความน่าสนใจในเชิงชีววิทยาระดับเซลล์อยู่ที่กลไกการทำงานของ EMPs ภายในเซลล์

สรุปข่าว
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana" ระบุว่า
เปลี่ยนเซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นตัวเร่งภูมิคุ้มกัน แนวคิดใหม่ของวัคซีนรักษามะเร็งจากร่างกายตัวเอง
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาวัคซีนรักษามะเร็งในปัจจุบัน คือการขาดแคลนสารเสริมฤทธิ์หรือ adjuvant ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย สารเสริมฤทธิ์ทั่วไปที่ใช้อยู่ในคลินิก เช่น เกลืออะลูมิเนียม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Alum มักกระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบ Th2 ซึ่งเหมาะกับการสร้างแอนติบอดีป้องกันเชื้อโรคทั่วไป แต่กลับไม่ตอบโจทย์การรักษามะเร็งที่จำเป็นต้องพึ่งพาการตอบสนองแบบ Th1 เพื่อกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD8+ T cell ให้เข้าทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง
ในขณะที่สารเสริมฤทธิ์ชนิดสังเคราะห์รุ่นใหม่มักมีปัญหาเรื่องความเป็นพิษและความเข้ากันได้ทางชีวภาพ ล่าสุดทีมนักวิจัยได้ค้นพบแนวทางใหม่ที่น่าสนใจมาก โดยการนำอนุภาคขนาดเล็กจิ๋วที่สร้างขึ้นจากเซลล์เม็ดเลือดแดงของร่างกายเอง มาใช้เป็นสารเสริมฤทธิ์เพื่อปลุกพลังระบบภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับมะเร็งอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งงานวิจัยนี้เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Biomedical Engineering

อนุภาคดังกล่าวเรียกว่า Erythrocyte microparticles หรือ EMPs ซึ่งมีขนาดเล็กระดับนาโนเมตรประมาณ 180 นาโนเมตร ทีมวิจัยผลิตขึ้นโดยนำเซลล์เม็ดเลือดแดงมาผ่านการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตชนิด UVB ในปริมาณที่ควบคุมอย่างเหมาะสม เมื่อนำ EMPs เหล่านี้มาทดสอบ พบว่ามีความสามารถในการกระตุ้น Dendritic cells หรือ DCs ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันด่านหน้าที่มีบทบาทหลักในการนำเสนอแอนติเจนของมะเร็งไปให้เซลล์ T cell รู้จัก โดย EMPs สามารถเหนี่ยวนำให้ DCs เกิดการเจริญเต็มวัย พร้อมทั้งหลั่งสารไซโตไคน์ที่ส่งเสริมภูมิคุ้มกันแบบ Th1 เช่น สารกลุ่ม Interferon และ IL-12 ได้อย่างโดดเด่น ความน่าสนใจในเชิงชีววิทยาระดับเซลล์อยู่ที่กลไกการทำงานของ EMPs ภายในเซลล์

ซึ่งทีมวิจัยพบว่าอนุภาคเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นพาหนะขนส่ง Haem หรือฮีม ซึ่งเป็นสารประกอบเหล็กที่มีอยู่หนาแน่นตามธรรมชาติในเม็ดเลือดแดงเข้าสู่เซลล์ DCs โดยตรง ภายหลังที่เซลล์ DCs กลืนกิน EMPs เข้าไป อนุภาคจะเดินทางไปยัง Lysosome และกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ NOX2 ส่งผลให้ค่าความเป็นกรด-ด่างหรือ pH ภายใน Lysosome เพิ่มสูงขึ้น สภาวะนี้เองที่เป็นสัญญาณนำพาให้ Lysosome เคลื่อนตัวเข้าไปประชิดกับนิวเคลียสของเซลล์ จากนั้นโมเลกุลฮีมจะถูกส่งผ่านโปรตีนลำเลียงเฉพาะออกจาก Lysosome เข้าสู่นิวเคลียส เพื่อไปจับกับตัวรับชนิด REV-ERBα
เมื่อ REV-ERBα ได้รับการกระตุ้นจากฮีม จะรวมตัวกับโปรตีนควบคุมอื่นๆ เพื่อทำหน้าที่กดการทำงานของยีน PPARγ ซึ่งปกติแล้ว PPARγ จะเป็นตัวการยับยั้งการเจริญเต็มวัยของเซลล์ DCs และจำกัดการนำเสนอแอนติเจน เมื่อ PPARγ ถูกระงับ จึงปลดล็อกให้เซลล์ DCs เกิดการปรับเปลี่ยนระบบเผาผลาญพลังงาน หันมาใช้พลังงานผ่านกระบวนการ Glycolysis มากขึ้น และมีความสามารถในการกระตุ้น cytotoxic T cell เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ในการทดสอบประสิทธิภาพทางคลินิกขั้นพรีคลินิกกับแบบจำลองสัตว์ทดลองหลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งผิวหนังชนิด Melanoma พบว่าการให้วัคซีนที่ผสมแอนติเจนของเซลล์มะเร็งร่วมกับ EMPs สามารถยับยั้งการเติบโตของก้อนมะเร็ง ลดการแพร่กระจายไปยังปอด และยืดอายุขัยของสัตว์ทดลองได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการใช้สารเสริมฤทธิ์มาตรฐานเดิม ยิ่งไปกว่านั้น การทดลองกับเซลล์ของมนุษย์ยังยืนยันกลไกเดียวกันนี้ และให้ผลลัพธ์ในการกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันมนุษย์ที่สอดคล้องกัน โดยไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษหรือผลข้างเคียงต่ออวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ไต หรือระบบสร้างเซลล์เม็ดเลือด
งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า การปรับใช้อนุภาคชีวภาพจากเซลล์เม็ดเลือดแดงของตัวผู้ป่วยเอง ถือเป็นแพลตฟอร์มสารเสริมฤทธิ์แนวใหม่ที่มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพสูง มีความจำเพาะ และมีศักยภาพในการต่อยอดสู่วัคซีนบำบัดมะเร็งในมนุษย์ได้อย่างปลอดภัยในอนาคต

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ข้อมูลจากเพจ " Anan Jongkaewwattana"
- ไขความลับ "สารสกัดเมล็ดองุ่นกับวิตามินซี" ความหวังใหม่จากงานวิจัยในการสยบ "เซลล์มะเร็ง"
- ใกล้สำเสร็จ วัคซีนมะเร็ง ใช้ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด ลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง ในการทดลองระยะ 3
- ไทยเริ่มทดลอง “วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล” ในมนุษย์ เฟส 1 หวังลดค่ารักษา 5 เท่า
- วัคซีนมะเร็งรูปแบบใหม่ เตรียมทดสอบในมนุษย์ ป้องกันตั้งแต่ระยะก่อนเกิดโรค
- วัคซีนมะเร็งปอด จะเริ่มทดสอบการใช้งานเป็นครั้งแรกใน ปี 2026
ที่มาข้อมูล : ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ที่มารูปภาพ : ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ,วารสาร Nature Biomedical Engineering ,Envato
ชื่นชอบในการติดตามข่าวสาร และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
