"วัคซีนรักษามะเร็ง" จากความฝันในห้องทดลอง สู่ความหวังใหม่ในสนามจริง

Share on Line Share on Facebook Share on X
"วัคซีนรักษามะเร็ง" จากความฝันในห้องทดลอง สู่ความหวังใหม่ในสนามจริง

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana" ระบุว่า


วัคซีนรักษามะเร็ง จากแนวคิดสู่การใช้จริงในผู้ป่วย

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา วัคซีนสามารถป้องกันโรคติดเชื้อร้ายแรงได้มากมาย แต่สำหรับโรคมะเร็ง การพัฒนาวัคซีนกลับมีอุปสรรคและความยากหลายเรื่องหลายมิติมาก แต่ความก้าวหน้าด้านวิทยาภูมิคุ้มกันและเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนในปัจจุบัน กำลังผลักดันให้วัคซีนมะเร็งกลับมาเป็นความหวังสำคัญอีกครั้ง หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบโปรตีนเป้าหมายของเนื้องอกมากกว่า 2,000 ชนิด และเริ่มเข้าใจกลไกอย่างชัดเจนว่า ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจำเป็นต้องตอบสนองในรูปแบบใดจึงจะสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ


หัวใจสำคัญของการทำงานของวัคซีนมะเร็งประกอบด้วยสามส่วนหลัก ได้แก่ แอนติเจน (Antigen) หรือเป้าหมายที่ต้องการให้ร่างกายตรวจจับ สารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Adjuvant) และพาหะนำส่งวัคซีน (Delivery vehicle) เมื่อฉีดวัคซีนเข้าสู่ร่างกาย สารกระตุ้นจะปลุกเซลล์ภูมิคุ้มกันด่านหน้า เช่น dendritic cells ให้เข้ามาเก็บกินแอนติเจน 


จากนั้นเซลล์เหล่านี้จะนำชิ้นส่วนเป้าหมายไปส่งต่อยังต่อมน้ำเหลือง เพื่อฝึกฝนเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T cells และ B cells ซึ่งเป็นระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะเจาะจง (Adaptive immunity) เมื่อ T cells ได้รับการกระตุ้นอย่างสมบูรณ์ พวกมันจะเคลื่อนที่ไปทั่วร่างกายเพื่อตามล่าและทำลายเซลล์มะเร็งที่มีโปรตีนเป้าหมายนั้นอย่างแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถจดจำลักษณะของเซลล์มะเร็งไว้ได้เป็นเวลานาน ซึ่งอาจช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้ในอนาคต

สรุปข่าว

เปลี่ยนวัคซีนป้องกันสู่อาวุธรักษา! ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมสั่งตัดวัคซีนเฉพาะบุคคล ปลุกเม็ดเลือดขาวให้ตามล่าและทำลายเซลล์มะเร็งตรงจุด พร้อมป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ นวัตกรรมใหม่ที่ผลข้างเคียงต่ำ ปลอดภัย และพร้อมเปลี่ยนห้องทดลองสู่ความหวังจริงของผู้ป่วย

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana" ระบุว่า


วัคซีนรักษามะเร็ง จากแนวคิดสู่การใช้จริงในผู้ป่วย

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา วัคซีนสามารถป้องกันโรคติดเชื้อร้ายแรงได้มากมาย แต่สำหรับโรคมะเร็ง การพัฒนาวัคซีนกลับมีอุปสรรคและความยากหลายเรื่องหลายมิติมาก แต่ความก้าวหน้าด้านวิทยาภูมิคุ้มกันและเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนในปัจจุบัน กำลังผลักดันให้วัคซีนมะเร็งกลับมาเป็นความหวังสำคัญอีกครั้ง หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบโปรตีนเป้าหมายของเนื้องอกมากกว่า 2,000 ชนิด และเริ่มเข้าใจกลไกอย่างชัดเจนว่า ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจำเป็นต้องตอบสนองในรูปแบบใดจึงจะสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ


หัวใจสำคัญของการทำงานของวัคซีนมะเร็งประกอบด้วยสามส่วนหลัก ได้แก่ แอนติเจน (Antigen) หรือเป้าหมายที่ต้องการให้ร่างกายตรวจจับ สารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Adjuvant) และพาหะนำส่งวัคซีน (Delivery vehicle) เมื่อฉีดวัคซีนเข้าสู่ร่างกาย สารกระตุ้นจะปลุกเซลล์ภูมิคุ้มกันด่านหน้า เช่น dendritic cells ให้เข้ามาเก็บกินแอนติเจน 


จากนั้นเซลล์เหล่านี้จะนำชิ้นส่วนเป้าหมายไปส่งต่อยังต่อมน้ำเหลือง เพื่อฝึกฝนเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T cells และ B cells ซึ่งเป็นระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะเจาะจง (Adaptive immunity) เมื่อ T cells ได้รับการกระตุ้นอย่างสมบูรณ์ พวกมันจะเคลื่อนที่ไปทั่วร่างกายเพื่อตามล่าและทำลายเซลล์มะเร็งที่มีโปรตีนเป้าหมายนั้นอย่างแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถจดจำลักษณะของเซลล์มะเร็งไว้ได้เป็นเวลานาน ซึ่งอาจช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้ในอนาคต

แนวทางการพัฒนาวัคซีนมะเร็งในปัจจุบันมีความหลากหลาย โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักตามแหล่งที่มาของเป้าหมาย กลุ่มแรกคือ วัคซีนที่ใช้ชิ้นส่วนหรือเซลล์มะเร็งของผู้ป่วยเอง หรือที่เรียกว่ากลยุทธ์การใช้เนื้องอกเป็นวัคซีน ซึ่งรวมถึงการนำเซลล์มะเร็งมาดัดแปลง หรือการฉีดสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันและไวรัสทำลายมะเร็ง (Oncolytic virus) เข้าไปที่ก้อนมะเร็งโดยตรง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเนื้องอกของตนเอง 


กลุ่มที่สองคือ วัคซีนที่มุ่งเป้าโปรตีนกลายพันธุ์เฉพาะบุคคล หรือ Neoantigen ซึ่งอาศัยการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของก้อนมะเร็งเพื่อสังเคราะห์วัคซีนแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น วัคซีนชนิด mRNA ที่กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาขั้นก้าวหน้า และกลุ่มที่สามคือ วัคซีนที่มุ่งเป้าโปรตีนปกติที่พบมากเกินไปในเซลล์มะเร็ง ซึ่งสามารถผลิตล่วงหน้าเพื่อใช้กับผู้ป่วยจำนวนมากที่มีลักษณะของโรคคล้ายคลึงกันได้ทันที


ในปัจจุบัน มีวัคซีนและสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งได้รับการอนุมัติให้ใช้งานจริงแล้วในทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) และมะเร็งตับ (Hepatitis B) ซึ่งป้องกันมะเร็งที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส ไปจนถึงการรักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม เช่น Sipuleucel-T สำหรับมะเร็งต่อมลูกหมาก, Talimogene laherparepvec สำหรับมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา และการใช้สารกระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่สำหรับมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ 


ยิ่งไปกว่านั้น ผลการทดสอบทางคลินิกเมื่อเร็วๆ นี้ยังแสดงให้เห็นว่า การใช้วัคซีนมะเร็งร่วมกับการรักษามาตรฐานอย่างเคมีบำบัด หรือยาในกลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เช่น ยายับยั้ง Immune checkpoint สามารถเสริมฤทธิ์กันได้อย่างมีนัยสำคัญ ช่วยยืดระยะเวลาการปลอดโรคและลดความเสี่ยงของการกำเริบซ้ำ


ข้อได้เปรียบที่โดดเด่นของวัคซีนมะเร็งคือเรื่องความปลอดภัย อาการข้างเคียงส่วนใหญ่มีความไม่รุนแรงและเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น เช่น มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือเจ็บปวดบริเวณที่ฉีด อย่างไรก็ตาม การรักษารูปแบบนี้ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพัฒนาต่อ โดยเฉพาะการผลิตวัคซีนเฉพาะบุคคลที่ต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการลุกลามอย่างรวดเร็วอาจไม่สามารถรอรับการรักษาได้ทัน รวมถึงต้นทุนและความพร้อมของเทคโนโลยี ซึ่งคณะผู้วิจัยทั่วโลกยังคงเดินหน้าศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ค้นหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) ในการติดตามผล และขยายขอบเขตการนำวัคซีนไปใช้ในการป้องกันมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้นต่อไปอย่างรอบคอบและต่อเนื่อง

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)


ข้อมูลจาก เพจ เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana" 

https://www.facebook.com/anan.jongkaewwattana/posts/pfbid028VQSRMCdQLAoYTvf7K1uWqWi8XLCWAUUB8sFVgcAZAjRbaMmUEvQb6bzaCHBBQo9l


ชื่นชอบ​ในการติดตามข่าวสาร​ และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง​ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง