ทางรอดใหม่ในการรักษา "มะเร็ง" เมื่อการปรับ "จุลินทรีย์ลำไส้" กลายเป็นการแพทย์เฉพาะบุคคล

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana" ระบุว่า
จุลินทรีย์ในลำไส้และบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันต้านมะเร็ง
ร่างกายคนเราเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์จำนวนมาก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหารซึ่งเป็นแหล่งรวมของกลุ่มจุลินทรีย์ที่เรียกว่า Gut microbiome เรามีองค์ความรู้เพิ่มขึ้นทุกวันว่าจุลินทรีย์เหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ช่วยในเรื่องการย่อยอาหารหรือการขับถ่ายเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของร่างกาย รวมถึงการควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราพบหลักฐานที่ชัดเจนว่า Gut microbiome มีความเชื่อมโยงกับระบบภูมิคุ้มกันต้านมะเร็ง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการก่อตัวของโรคมะเร็ง การลุกลาม และประสิทธิภาพในการรักษา
กลไกสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างจุลินทรีย์ในลำไส้และโรคมะเร็งคือสารประกอบที่จุลินทรีย์สร้างขึ้นจากกระบวนการย่อยสลายอาหาร โดยเฉพาะกากใยพืช สารประกอบเหล่านี้เรียกว่า Metabolites ซึ่งมีหลายชนิดที่มีบทบาทโดดเด่นในการควบคุมสุขภาพ เช่น Short-chain fatty acids (SCFAs) ที่เกิดจากการหมักหมมของแบคทีเรียชนิดดี Polysaccharide A (PSA) และกลุ่มสาร Indoles สารเหล่านี้ไม่ได้ออกฤทธิ์อยู่เพียงแค่ในระบบทางเดินอาหารเท่านั้น แต่เปรียบเหมือนผู้ส่งสารที่สามารถซึมผ่านผนังลำไส้ เดินทางเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต และส่งสัญญาณไปยังเซลล์ภูมิคุ้มกันต่างๆ ทั่วร่างกาย เมื่อสาร Metabolites เหล่านี้เดินทางไปถึงบริเวณที่มีเซลล์มะเร็ง พวกมันจะเข้าไปปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบๆ ก้อนมะเร็ง
ซึ่งปกติแล้วมะเร็งมักจะสร้างสภาพแวดล้อมที่กดการทำงานของภูมิคุ้มกันเพื่อหลบซ่อนตัว สารจากจุลินทรีย์จะเข้าไปช่วยทำลายเกราะกำบังนี้ โดยการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สำคัญ เช่น T cells ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง และ Macrophages ซึ่งทำหน้าที่กลืนกินสิ่งแปลกปลอมและหลั่งสารเคมีเพื่อเรียกกำลังเสริม การกระตุ้นเหล่านี้เกิดขึ้นผ่านเส้นทางการส่งสัญญาณระดับโมเลกุลที่ซับซ้อนภายในเซลล์ ไม่ว่าจะเป็นกลไก AhR signaling ที่ทำหน้าที่เสมือนตัวรับรู้สารเคมีจากภายนอก JAK/STAT signaling ที่ควบคุมการหลั่งสารเพื่อต่อต้านโรค TLR signaling ที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันจดจำรูปแบบของจุลินทรีย์และตื่นตัว หรือแม้กระทั่งการเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง Epigenetics
ซึ่งเป็นการเปิดหรือปิดการทำงานของยีนในเซลล์ภูมิคุ้มกันโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมหลัก การส่งสัญญาณที่หลากหลายเหล่านี้เปรียบเสมือนสวิตช์ที่สามารถเปิดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้เข้าไปโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น

สรุปข่าว
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana" ระบุว่า
จุลินทรีย์ในลำไส้และบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันต้านมะเร็ง
ร่างกายคนเราเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์จำนวนมาก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหารซึ่งเป็นแหล่งรวมของกลุ่มจุลินทรีย์ที่เรียกว่า Gut microbiome เรามีองค์ความรู้เพิ่มขึ้นทุกวันว่าจุลินทรีย์เหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ช่วยในเรื่องการย่อยอาหารหรือการขับถ่ายเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของร่างกาย รวมถึงการควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราพบหลักฐานที่ชัดเจนว่า Gut microbiome มีความเชื่อมโยงกับระบบภูมิคุ้มกันต้านมะเร็ง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการก่อตัวของโรคมะเร็ง การลุกลาม และประสิทธิภาพในการรักษา
กลไกสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างจุลินทรีย์ในลำไส้และโรคมะเร็งคือสารประกอบที่จุลินทรีย์สร้างขึ้นจากกระบวนการย่อยสลายอาหาร โดยเฉพาะกากใยพืช สารประกอบเหล่านี้เรียกว่า Metabolites ซึ่งมีหลายชนิดที่มีบทบาทโดดเด่นในการควบคุมสุขภาพ เช่น Short-chain fatty acids (SCFAs) ที่เกิดจากการหมักหมมของแบคทีเรียชนิดดี Polysaccharide A (PSA) และกลุ่มสาร Indoles สารเหล่านี้ไม่ได้ออกฤทธิ์อยู่เพียงแค่ในระบบทางเดินอาหารเท่านั้น แต่เปรียบเหมือนผู้ส่งสารที่สามารถซึมผ่านผนังลำไส้ เดินทางเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต และส่งสัญญาณไปยังเซลล์ภูมิคุ้มกันต่างๆ ทั่วร่างกาย เมื่อสาร Metabolites เหล่านี้เดินทางไปถึงบริเวณที่มีเซลล์มะเร็ง พวกมันจะเข้าไปปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบๆ ก้อนมะเร็ง
ซึ่งปกติแล้วมะเร็งมักจะสร้างสภาพแวดล้อมที่กดการทำงานของภูมิคุ้มกันเพื่อหลบซ่อนตัว สารจากจุลินทรีย์จะเข้าไปช่วยทำลายเกราะกำบังนี้ โดยการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สำคัญ เช่น T cells ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง และ Macrophages ซึ่งทำหน้าที่กลืนกินสิ่งแปลกปลอมและหลั่งสารเคมีเพื่อเรียกกำลังเสริม การกระตุ้นเหล่านี้เกิดขึ้นผ่านเส้นทางการส่งสัญญาณระดับโมเลกุลที่ซับซ้อนภายในเซลล์ ไม่ว่าจะเป็นกลไก AhR signaling ที่ทำหน้าที่เสมือนตัวรับรู้สารเคมีจากภายนอก JAK/STAT signaling ที่ควบคุมการหลั่งสารเพื่อต่อต้านโรค TLR signaling ที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันจดจำรูปแบบของจุลินทรีย์และตื่นตัว หรือแม้กระทั่งการเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง Epigenetics
ซึ่งเป็นการเปิดหรือปิดการทำงานของยีนในเซลล์ภูมิคุ้มกันโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมหลัก การส่งสัญญาณที่หลากหลายเหล่านี้เปรียบเสมือนสวิตช์ที่สามารถเปิดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้เข้าไปโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น

แต่ ระบบนิเวศที่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้มีความเปราะบางและสามารถถูกทำลายได้จากหลายปัจจัย นำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Dysbiosis หรือภาวะเสียสมดุลของจุลินทรีย์ ซึ่งหมายถึงการลดลงของจุลินทรีย์ชนิดดีและการเพิ่มขึ้นของจุลินทรีย์ที่อาจก่อโรค ปัจจัยกระตุ้นเหล่านี้รวมถึงการกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ การติดเชื้อต่างๆ และที่ส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดคือการได้รับยาปฏิชีวนะ ซึ่งยาเหล่านี้มักจะทำลายแบคทีเรียในวงกว้างโดยไม่แยกว่าเป็นชนิดดีหรือร้าย
นอกจากนี้ การรักษามะเร็งแบบดั้งเดิมอย่าง เคมีบำบัด และ รังสีรักษา ก็มีผลข้างเคียงในการทำลายเยื่อบุลำไส้และเปลี่ยนแปลงประชากรจุลินทรีย์อย่างรุนแรงเช่นกัน เมื่อเกิดภาวะ Dysbiosis ร่างกายจะขาดแคลนสาร Metabolites ที่คอยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากการศึกษาทางคลินิกพบความเชื่อมโยงว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาอาการติดเชื้อในช่วงเวลาก่อนหรือระหว่างเข้ารับการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดโดยเฉพาะกลุ่มยา Immune checkpoint blockade (ICB) มักจะมีการตอบสนองต่อการรักษาที่แย่ลง ก้อนมะเร็งไม่ตอบสนองตามที่คาดหวัง และมีอัตราการรอดชีวิตที่ลดลงเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้ยาปฏิชีวนะ
สิ่งนี้สนับสนุนว่า ความสมบูรณ์ของ Gut microbiome ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของระบบย่อยอาหาร แต่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน

ความรู้ปัจจุบันยังไม่ชัดมาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์และมะเร็ง สาร Metabolites บางชนิดสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำลายมะเร็งได้ดีมาก ในขณะที่สารบางชนิดในบางสภาวะอาจส่งผลในทางตรงกันข้าม คือไปกดภูมิคุ้มกันและส่งเสริมให้มะเร็งเติบโตได้ ดังนั้น การนำความรู้เรื่อง Gut microbiome มาใช้จริงในการรักษาทางคลินิกจึงยังต้องอาศัยการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่แน่ชัด ในอนาคต
การวิเคราะห์ข้อมูล Gut microbiome ร่วมกับข้อมูลทางพันธุกรรมของผู้ป่วยอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล การปรับสมดุลจุลินทรีย์ผ่านโภชนาการ การใช้โปรไบโอติก หรือการให้สาร Metabolites เฉพาะเจาะจง ควบคู่ไปกับการรักษามะเร็งในปัจจุบัน ถือเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งนในอนาคต

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ข้อมูลจาก เพจ เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana"
- แพทย์ผ่าตัดเผยภาพก้อนมะเร็งตับขนาด 1 ฟุต ใครคือกลุ่มเสี่ยง
- 1 ใน 5 ประชากรโลกมีแนวโน้มเป็นมะเร็ง
- ข่าวดี "ผู้ป่วยมะเร็งยากจน" รพ.มงกุฎวัฒนะ ให้บริการหอพักฟรี อาหาร 3 มื้อ ช่วยค่าเดินทาง ระหว่างรักษา
- นวัตกรรมใหม่ "เปลี่ยนเซลล์มะเร็งเป็นวัคซีน" All-in-One ปลุกภูมิคุ้มกันครอบคลุม
- มะเร็งทั่วโลกเพิ่มขึ้น อ้างข้อมูลสหรัฐฯ พบหลายชนิดพุ่งในคนอายุต่ำกว่า 50 ปี
ที่มาข้อมูล : ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ที่มารูปภาพ : ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ,Envato
ชื่นชอบในการติดตามข่าวสาร และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
