ไขความลับ "สารสกัดเมล็ดองุ่นกับวิตามินซี" ความหวังใหม่จากงานวิจัยในการสยบ "เซลล์มะเร็ง"

Share on Line Share on Facebook Share on X
ไขความลับ "สารสกัดเมล็ดองุ่นกับวิตามินซี" ความหวังใหม่จากงานวิจัยในการสยบ "เซลล์มะเร็ง"

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา จากศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก "ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha" เกี่ยวกับสารสกัดเม็ดองุ่นกับวิตามินซี ระบุว่า


ข้อมูลในสัตว์ทดลอง 

กินสารสกัดเม็ดองุ่น (200 มก/กก)และวิตามินซี (50 มก/กก) รักษา มะเร็ง ใน สัตว์ทดลอง และวิเคราะห์กลไกการออกฤทธิ์

Grape seed extract and L-ascorbic acid exert antineoplastic effects against solid Ehrlich carcinoma in vivo by modulating the tumor microenvironment and Th1/Th2 balance

STUDY LINK: https://www.frontiersin.org/.../fimmu.2025.1635071/full


งานวิจัยนี้ศึกษาผลลัพธ์ของการใช้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นและวิตามินซีร่วมกันในการต้านเนื้องอกและการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในหนูทดลองที่เป็นมะเร็งสราญเนื้อตาย จากการทดลองพบว่าการรักษาแบบผสมผสานนี้สามารถ ลดขนาดของเนื้องอก ได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการเพิ่มภาวะเครียดออกซิเดชัน ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และ กระตุ้นกระบวนการตายของเซลล์ 


นอกจากนี้ สารทั้งสองตัวยังมีบทบาทสำคัญในการ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางภูมิคุ้มกัน รอบเนื้องอก โดยการเพิ่มจำนวนเซลล์ทีลิมโฟไซต์ชนิดซีดี 4 และซีดี 8 พร้อมกับลดจำนวนเซลล์ทีเรกูลาทอรี 


ขณะเดียวกันยังช่วย ปรับสมดุลของทีเฮลเปอร์เซลล์ ไปทางด้านทีเฮลเปอร์ 1 โดยการเพิ่มระดับไซโตไคน์ที่ต้านเนื้องอกและลดไซโตไคน์ที่กดภูมิคุ้มกัน 


ผลการศึกษาจึงชี้ให้เห็นว่าการใช้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นร่วมกับวิตามินซีเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็น ยารักษามะเร็งเสริมที่มีประสิทธิภาพ ในอนาคต

สรุปข่าว

งานวิจัยพบว่า สารสกัดเมล็ดองุ่นร่วมกับวิตามินซี สามารถยับยั้งและสั่งตายเซลล์มะเร็งในสัตว์ทดลอง พร้อมเร่งอนุมูลอิสระทำลายก้อนเนื้อ และปรับภูมิคุ้มกัน (CD4+/CD8+/Th1) ให้กลับมาพิฆาตเซลล์ร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศักยภาพสูงสู่การเป็นยารักษามะเร็งเสริมในอนาคต

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา จากศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก "ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha" เกี่ยวกับสารสกัดเม็ดองุ่นกับวิตามินซี ระบุว่า


ข้อมูลในสัตว์ทดลอง 

กินสารสกัดเม็ดองุ่น (200 มก/กก)และวิตามินซี (50 มก/กก) รักษา มะเร็ง ใน สัตว์ทดลอง และวิเคราะห์กลไกการออกฤทธิ์

Grape seed extract and L-ascorbic acid exert antineoplastic effects against solid Ehrlich carcinoma in vivo by modulating the tumor microenvironment and Th1/Th2 balance

STUDY LINK: https://www.frontiersin.org/.../fimmu.2025.1635071/full


งานวิจัยนี้ศึกษาผลลัพธ์ของการใช้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นและวิตามินซีร่วมกันในการต้านเนื้องอกและการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในหนูทดลองที่เป็นมะเร็งสราญเนื้อตาย จากการทดลองพบว่าการรักษาแบบผสมผสานนี้สามารถ ลดขนาดของเนื้องอก ได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการเพิ่มภาวะเครียดออกซิเดชัน ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และ กระตุ้นกระบวนการตายของเซลล์ 


นอกจากนี้ สารทั้งสองตัวยังมีบทบาทสำคัญในการ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางภูมิคุ้มกัน รอบเนื้องอก โดยการเพิ่มจำนวนเซลล์ทีลิมโฟไซต์ชนิดซีดี 4 และซีดี 8 พร้อมกับลดจำนวนเซลล์ทีเรกูลาทอรี 


ขณะเดียวกันยังช่วย ปรับสมดุลของทีเฮลเปอร์เซลล์ ไปทางด้านทีเฮลเปอร์ 1 โดยการเพิ่มระดับไซโตไคน์ที่ต้านเนื้องอกและลดไซโตไคน์ที่กดภูมิคุ้มกัน 


ผลการศึกษาจึงชี้ให้เห็นว่าการใช้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นร่วมกับวิตามินซีเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็น ยารักษามะเร็งเสริมที่มีประสิทธิภาพ ในอนาคต

การออกฤทธิ์ต้านมะเร็งร่วมกันของ สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape Seed Extract: GSE) และ วิตามินซี (L-ascorbic acid: AA) มีกลไกสำคัญ 4 ด้านหลัก ดังนี้


 1. การยับยั้งการเจริญเติบโตและการกระตุ้นการตายของเซลล์มะเร็ง (Anti-proliferation & Apoptosis Induction)

 • ยับยั้งการแบ่งตัว: ลดการแสดงออกของโปรตีน Ki-67 ในเนื้อเยื่อเนื้องอก ซึ่งเป็นเครื่องหมายสำคัญของการเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็ง

 • กระตุ้นการฝ่อตาย: เพิ่มระดับเอนไซม์ Caspase-3 ซึ่งเป็นเอนไซม์หลักในการสั่งการให้เซลล์มะเร็งทำลายตัวเอง (Apoptosis)

 • ฤทธิ์จากสารพฤกษเคมี: สารฟีโนลิกและฟลาโวนอยด์ในเมล็ดองุ่น เช่น Quercetin, Gallic acid และ Catechin ทำงานร่วมกันในการขัดขวางวัฏจักรเซลล์และกระตุ้นยีนที่เกี่ยวข้องกับการตายของเซลล์มะเร็ง


 2. การกวนให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชันในก้อนมะเร็ง (Intratumoral Oxidative Stress)

 • เพิ่มอนุมูลอิสระทำลายเซลล์มะเร็ง: ยกระดับ Lipid Peroxidation (LPO) และ Nitric Oxide (NO) ภายในเนื้อเยื่อเนื้องอก ส่งผลให้เกิดการทำลายโครงสร้างเยื่อหุ้มเซลล์มะเร็ง

 • ลดเกราะป้องกันอนุมูลอิสระของมะเร็ง: ลดระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD และ CAT รวมถึงกลูตาไธโอน (GSH) ในก้อนมะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งทนต่ออนุมูลอิสระได้น้อยลง

 • กลไกของวิตามินซี: วิตามินซีในสภาวะแวดล้อมรอบก้อนมะเร็งช่วยเร่งการเกิดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ($H_2O_2$) และอนุมูลอิสระไฮดรอกซิล ที่เข้าทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง


 3. การปรับสภาพแวดล้อมทางภูมิคุ้มกันรอบก้อนมะเร็ง (Tumor Immune Microenvironment Modulation)

 • เพิ่มเม็ดเลือดขาวฆ่าเซลล์มะเร็ง: กระตุ้นการรุกรานเข้าไปในก้อนเนื้องอกของ CD8+ Cytotoxic T cells (เม็ดเลือดขาวชนิดทำลาย) และ CD4+ Helper T cells

 • ลดเม็ดเลือดขาวที่กดภูมิคุ้มกัน: ลดจำนวน FOXP3+ Regulatory T cells (Treg) ซึ่งปกติเซลล์มะเร็งจะใช้เป็นเกราะป้องกันการถูกโจมตีจากระบบภูมิคุ้มกัน

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต

 4. การปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน Th1/Th2 ให้เน้นการตอบสนองแบบ Th1 (Shifting Th1/Th2 Balance)

 • เพิ่มการหลั่งไซโตไคน์ Th1: ยกระดับไซโตไค IFN gamma และ IL-12 ในซีรัม ซึ่งเป็นกลุ่มไซโตไคน์หลักที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบพึ่งเซลล์ในการกำจัดเซลล์ผิดปกติ

 • กดไซโตไคน์ Th2: ลดระดับ IL-4 และ IL-10 ที่มักเอื้อต่อการเติบโตและการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของมะเร็ง

 • เบี่ยงสมดุลไปทาง Th1: ส่งเสริมให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองในทิศทาง Th1 ช่วยให้ร่างกายเข้าทำลายและต่อต้านการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


ข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก "ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha" 

https://www.facebook.com/reel/1979471515994779

STUDY LINK: https://www.frontiersin.org/.../fimmu.2025.1635071/full

ชื่นชอบ​ในการติดตามข่าวสาร​ และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง​ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง