กรมควบคุมโรค ติดตามสถานการณ์ “โรคหัดในนิวยอร์ก” หลังพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น

Share on Line Share on Facebook Share on X
กรมควบคุมโรค ติดตามสถานการณ์ “โรคหัดในนิวยอร์ก” หลังพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค  (7 ตุลาคม 2569) กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงานกองระบาดวิทยา ช่วง 1 มกราคม – 6 ตุลาคม 2569 พบผู้ป่วยไข้ออกผื่นหรือสงสัยหัด 1,120 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการ 130 ราย และเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา 4 ราย รวม 134 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 0.20 ต่อแสนประชากร มีแนวโน้มรายงานผู้ป่วยน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งพบผู้ป่วยติดเชื้อจากต่างประเทศ 20 ราย โดยผู้ป่วยทั้งหมดมีประวัติเดินทางจากประเทศ สปป.ลาว ที่ประวัติวัคซีนของผู้ป่วยพบว่า ไม่เคยได้รับวัคซีน ร้อยละ 53.33 ไม่ทราบหรือไม่แน่ใจประวัติวัคซีน ร้อยละ 33.33 และเคยได้รับวัคซีนแต่ไม่ทราบจำนวนครั้ง ร้อยละ 13.34 โรคหัดเป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่แพร่กระจายได้ง่าย ผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หายใจ หรือพูดคุยระยะใกล้ชิด มีระยะฟักตัว 7 – 21 วันหลังได้รับเชื้อ 

ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 4 วันก่อนผื่นขึ้นไปจนถึง 4 วันหลังผื่นขึ้น อาการสำคัญเริ่มด้วยมีไข้ น้ำมูก ไอแห้ง ๆ ตาแดงและแฉะ หลังจากนั้นจะอาจมีไข้สูงประมาณ 3 – 4 วัน จึงเริ่มมีผื่นนูนแดงตามร่างกาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายจากโรคได้ แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน  เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ โดยเฉพาะเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ควรให้ความสำคัญกับการรับวัคซีนป้องกันโรคอย่างครบถ้วน เพื่อลดความเสี่ยงในการรับและแพร่เชื้อ รวมถึงลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

“สถานการณ์ในรัฐนิวยอร์กสะท้อนว่า หากผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และมีเชื้อหัดนำเข้ามาในพื้นที่ โรคสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากโรคหัดเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ดังนั้น ประชาชนสามารถเตรียมมาตรการป้องกันได้ด้วยตนเอง โดยตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีนของตนเองและบุตรหลานให้ครบถ้วน โดยเฉพาะผู้ที่มีแผนเดินทางไปต่างประเทศหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการรวมกลุ่มของคนจำนวนมาก” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว


สรุปข่าว

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์การระบาดโรคหัด ประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กประกาศภาวะฉุกเฉินครอบคลุมทั้งรัฐ มีผลบังคับใช้ถึง 4 พฤศจิกายน 2569 หลังพบผู้ป่วยโรคหัดสะสม 108 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2569) แบ่งเป็นผู้ป่วย 7 รายอยู่ในนครนิวยอร์ก และอีก 101 รายอยู่ในพื้นที่อื่นของรัฐ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่พบในชุมชนที่มีความครอบคลุมวัคซีนต่ำ ทั้งนี้ การประกาศดังกล่าวเป็นมาตรการเพิ่มความคล่องตัวในการควบคุมโรค มุ่งการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรค รวมถึงเพิ่มศักยภาพในการตรวจหาเชื้อ และไม่ได้หมายถึงการปิดเมืองหรือห้ามเดินทาง ซึ่งจากข้อมูลทางการ ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569 ยังไม่มีข้อกำหนดให้ผู้เดินทางระหว่างประเทศต้องแสดงใบรับรองวัคซีนป้องกันโรคหัดเพื่อเดินทางเข้านครนิวยอร์ก

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค  (7 ตุลาคม 2569) กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงานกองระบาดวิทยา ช่วง 1 มกราคม – 6 ตุลาคม 2569 พบผู้ป่วยไข้ออกผื่นหรือสงสัยหัด 1,120 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการ 130 ราย และเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา 4 ราย รวม 134 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 0.20 ต่อแสนประชากร มีแนวโน้มรายงานผู้ป่วยน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งพบผู้ป่วยติดเชื้อจากต่างประเทศ 20 ราย โดยผู้ป่วยทั้งหมดมีประวัติเดินทางจากประเทศ สปป.ลาว ที่ประวัติวัคซีนของผู้ป่วยพบว่า ไม่เคยได้รับวัคซีน ร้อยละ 53.33 ไม่ทราบหรือไม่แน่ใจประวัติวัคซีน ร้อยละ 33.33 และเคยได้รับวัคซีนแต่ไม่ทราบจำนวนครั้ง ร้อยละ 13.34 โรคหัดเป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่แพร่กระจายได้ง่าย ผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หายใจ หรือพูดคุยระยะใกล้ชิด มีระยะฟักตัว 7 – 21 วันหลังได้รับเชื้อ 

ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 4 วันก่อนผื่นขึ้นไปจนถึง 4 วันหลังผื่นขึ้น อาการสำคัญเริ่มด้วยมีไข้ น้ำมูก ไอแห้ง ๆ ตาแดงและแฉะ หลังจากนั้นจะอาจมีไข้สูงประมาณ 3 – 4 วัน จึงเริ่มมีผื่นนูนแดงตามร่างกาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายจากโรคได้ แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน  เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ โดยเฉพาะเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ควรให้ความสำคัญกับการรับวัคซีนป้องกันโรคอย่างครบถ้วน เพื่อลดความเสี่ยงในการรับและแพร่เชื้อ รวมถึงลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

“สถานการณ์ในรัฐนิวยอร์กสะท้อนว่า หากผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และมีเชื้อหัดนำเข้ามาในพื้นที่ โรคสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากโรคหัดเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ดังนั้น ประชาชนสามารถเตรียมมาตรการป้องกันได้ด้วยตนเอง โดยตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีนของตนเองและบุตรหลานให้ครบถ้วน โดยเฉพาะผู้ที่มีแผนเดินทางไปต่างประเทศหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการรวมกลุ่มของคนจำนวนมาก” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว


ผู้ที่มีแผนเดินทางไปรัฐนิวยอร์กสามารถเดินทางได้ตามปกติ ควรตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีน เตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ การป้องกันโรคหัด วิธีสำคัญคือการได้รับวัคซีน MMR ซึ่งเป็นวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน โดยทั่วไปผู้ที่มีอายุ 12 เดือนขึ้นไปควรได้รับวัคซีน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 28 วัน ผู้ที่มีแผนเดินทางควรตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีนล่วงหน้า และหากได้รับไม่ครบหรือไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือสถานพยาบาล โดยควรได้รับวัคซีนครบก่อนเดินทางอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์แล้วไม่จำเป็นต้องรับวัคซีนเพิ่มเติม

คำแนะนำสำหรับผู้เดินทาง ก่อนเดินทาง ตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีน หากไม่แน่ใจหรือได้รับวัคซีนไม่ครบ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและวางแผนรับวัคซีนให้เหมาะสม หลังเดินทาง ควรสังเกตอาการของตนเองประมาณ 3 สัปดาห์ หากมีไข้ร่วมกับผื่น โดยเฉพาะมีอาการไอ น้ำมูก หรือตาแดง ควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น และโทรศัพท์แจ้งสถานพยาบาลก่อนเข้ารับบริการ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง


ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคหัด ควรหลีกเลี่ยงสถานที่แออัดและการใกล้ชิดผู้อื่น หากจำเป็นต้องอยู่ใกล้ผู้อื่นควรสวมหน้ากากอนามัย และติดต่อสถานพยาบาลล่วงหน้าก่อนเข้ารับการตรวจ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากอาการของโรคหัดอาจคล้ายกับโรคอื่น การวินิจฉัยควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคจะติดตามสถานการณ์โรคหัดในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และให้คำแนะนำแก่ประชาชนตามสถานการณ์ต่อไป หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคและภัยสุขภาพ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 


นักข่าวที่มีประสบการณ์ในวงการข่าวสุขภาพและข่าวบันเทิงมากกว่า 20 ปี ผู้หลงใหลในงานสายข่าว ที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ พร้อมนำเสนอข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ได้จริง การันตีด้วยปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อ