
วัคซีนรวมชนิด Subunit ป้องกัน 3 โรคระบบทางเดินหายใจในเข็มเดียว
การแพร่ระบาดของกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นพร้อมกัน หรือที่บางคนเรียกว่า "tripledemic" ซึ่งประกอบด้วย ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โรคโควิด-19 และไวรัส RSV เป็นปัญหาที่ยังเจอกันทุกปี แม้ว่าในปัจจุบันจะมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสำหรับป้องกันโรคเหล่านี้แยกกัน แต่การที่เราต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนหลายเข็มแยกจากกัน ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าจากการฉีดวัคซีนและทำให้อัตราการครอบคลุมของวัคซีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ คณะนักวิจัยจึงได้นำเสนอแนวคิดนวัตกรรมวัคซีนรวม (combination vaccine) ที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันไวรัสทั้งสามชนิดนี้ได้พร้อมกันในการฉีดเพียงครั้งเดียว โดยอาศัยเทคโนโลยีวัคซีนชนิด subunit ที่มีความปลอดภัยสูง ร่วมกับระบบนำส่งสารระดับนาโนที่มีประสิทธิภาพ
หัวใจสำคัญของความสำเร็จในงานวิจัยนี้คือการใช้แพลตฟอร์ม nanoliposome ที่เรียกว่า CoPoP (cobalt-porphyrin-phospholipid) ร่วมกับสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (adjuvant) ชนิด PHAD และ QS-21 จนเกิดเป็นสูตรตำรับที่เรียกว่า "CPQ" แพลตฟอร์มนี้มีความสามารถพิเศษในการนำสารกึ่งตัวนำหรือแอนติเจน (antigen) ที่มีส่วนปลายโครงสร้างเป็น His-tag มายึดเกาะบนพื้นผิวของ liposome ได้อย่างเป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพสูง คล้ายคลึงกับการจำลองโครงสร้างตามธรรมชาติของไวรัสจริง
โดยในงานวิจัยนี้ ทีมวิจัยได้ทำการบรรจุแอนติเจนรวมกันถึง 5 ชนิด (5plex) ประกอบด้วย ส่วน ectodomains ของโปรตีน hemagglutinin (HA) จากไวรัสไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ส่วน receptor binding domain (RBD) ของไวรัส SARS-CoV-2 และส่วน ectodomain ของโปรตีน F ในรูปแบบ prefusion (preF) ของไวรัส RSV ซึ่งการจัดเรียงแอนติเจนบนพื้นผิวระดับนาโนนี้ช่วยส่งเสริมให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจดจำและตอบสนองต่อแอนติเจนทั้งหมดได้

สรุปข่าว
วัคซีนรวมชนิด Subunit ป้องกัน 3 โรคระบบทางเดินหายใจในเข็มเดียว
การแพร่ระบาดของกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นพร้อมกัน หรือที่บางคนเรียกว่า "tripledemic" ซึ่งประกอบด้วย ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โรคโควิด-19 และไวรัส RSV เป็นปัญหาที่ยังเจอกันทุกปี แม้ว่าในปัจจุบันจะมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสำหรับป้องกันโรคเหล่านี้แยกกัน แต่การที่เราต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนหลายเข็มแยกจากกัน ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าจากการฉีดวัคซีนและทำให้อัตราการครอบคลุมของวัคซีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ คณะนักวิจัยจึงได้นำเสนอแนวคิดนวัตกรรมวัคซีนรวม (combination vaccine) ที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันไวรัสทั้งสามชนิดนี้ได้พร้อมกันในการฉีดเพียงครั้งเดียว โดยอาศัยเทคโนโลยีวัคซีนชนิด subunit ที่มีความปลอดภัยสูง ร่วมกับระบบนำส่งสารระดับนาโนที่มีประสิทธิภาพ
หัวใจสำคัญของความสำเร็จในงานวิจัยนี้คือการใช้แพลตฟอร์ม nanoliposome ที่เรียกว่า CoPoP (cobalt-porphyrin-phospholipid) ร่วมกับสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (adjuvant) ชนิด PHAD และ QS-21 จนเกิดเป็นสูตรตำรับที่เรียกว่า "CPQ" แพลตฟอร์มนี้มีความสามารถพิเศษในการนำสารกึ่งตัวนำหรือแอนติเจน (antigen) ที่มีส่วนปลายโครงสร้างเป็น His-tag มายึดเกาะบนพื้นผิวของ liposome ได้อย่างเป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพสูง คล้ายคลึงกับการจำลองโครงสร้างตามธรรมชาติของไวรัสจริง
โดยในงานวิจัยนี้ ทีมวิจัยได้ทำการบรรจุแอนติเจนรวมกันถึง 5 ชนิด (5plex) ประกอบด้วย ส่วน ectodomains ของโปรตีน hemagglutinin (HA) จากไวรัสไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ส่วน receptor binding domain (RBD) ของไวรัส SARS-CoV-2 และส่วน ectodomain ของโปรตีน F ในรูปแบบ prefusion (preF) ของไวรัส RSV ซึ่งการจัดเรียงแอนติเจนบนพื้นผิวระดับนาโนนี้ช่วยส่งเสริมให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจดจำและตอบสนองต่อแอนติเจนทั้งหมดได้

จากการทดสอบประสิทธิภาพทางพรีคลินิกในสัตว์ทดลองหลากหลายโมเดล ได้แก่ หนูเม้าส์ เฟอร์เรต และ cotton rat พบว่าวัคซีนรวมสูตร 5plex CPQ นี้สามารถกระตุ้นการสร้างแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของไวรัสทั้งสามชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง โดยระดับของภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีนสูตรเดี่ยว ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าไม่มีปัญหาการแย่งชิงหรือรบกวนกันของแอนติเจน ภายในสูตรตำรับเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น ในการทดสอบประสิทธิภาพการป้องกันโรค วัคซีนนี้ยังสามารถปกป้องหนูและเฟอร์เรตจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์ และให้ผลการป้องกันในเฟอร์เรตเทียบเท่ากับวัคซีน Flublok ซึ่งเป็นวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทางการค้าที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ในโมเดลหนูทดลองดัดแปลงพันธุกรรม K18-hACE2 ที่ได้รับเชื้อ SARS-CoV-2 กลุ่มที่ได้รับวัคซีน 5plex CPQ สามารถรอดชีวิตได้ทั้งหมดและไม่พบการสูญเสียน้ำหนักตัว โดยผลการตรวจวัดปริมาณไวรัสแสดงให้เห็นว่าวัคซีนสามารถลดปริมาณไวรัสในปอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับการทดสอบในสัตว์ทดลองต่อเชื้อ RSV A2 ซึ่งวัคซีนสามารถกำจัดไวรัสในปอดได้จนไม่สามารถตรวจพบ และที่สำคัญคือไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางปอดที่รุนแรงจากการฉีดวัคซีน ซึ่งเคยเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาวัคซีน RSV ในอดีต
อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าแม้จะควบคุมการติดเชื้อในปอดได้อย่างดีเยี่ยม แต่ยังคงตรวจพบเชื้อไวรัสปริมาณเล็กน้อยในโพรงจมูก ซึ่งเป็นผลปกติของการฉีดวัคซีนเข้าทางกล้ามเนื้อ ที่เน้นการสร้างภูมิคุ้มกันในกระแสเลือดมากกว่าการสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ในเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบน

แต่การพัฒนาวัคซีนรวมนี้ยังมีข้อจำกัดที่ต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต เช่น การศึกษาเปรียบเทียบขนาดการใช้ยาที่ละเอียดขึ้นเพื่อประเมินการรบกวนของระบบภูมิคุ้มกันในสภาวะที่ต่างกัน รวมถึงการทดสอบประสิทธิภาพการป้องกันเมื่อสัตว์ทดลองเผชิญกับการติดเชื้อไวรัสหลายชนิดร่วมกันหรือต่อเนื่องกัน
อย่างไรก็ดี แพลตฟอร์ม CoPoP นี้ได้รับการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนหรือสลับสายพันธุ์แอนติเจนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเอื้อต่อการรับมือกับปรากฏการณ์การกลายพันธุ์ของไวรัสในแต่ละปี ถือเป็นก้าวสำคัญทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ในการพัฒนาวัคซีนรวมชนิด subunit ที่ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระการฉีดวัคซีนของผู้บริโภค แต่ยังเพิ่มโอกาสในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจที่สำคัญของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
- ติด"โควิด-19" ร่วมกับ"ไข้หวัดใหญ่" อาการจะรุนแรงแค่ไหน? รับมืออย่างไรให้รอด
- วัคซีนโควิด-19 งานวิจัยพบช่วยลดเสี่ยง “หัวใจวาย-สโตรก” โดยเฉพาะผู้สูงวัย
- พบสารสกัดจากธรรมชาติ ที่ช่วยยับยั้งเชื้อโควิด-19
- โควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 เช็กอาการเด่น ยังไม่พบสัญญาณรุนแรง
- เตือนไข้หวัดใหญ่ช่วงฤดูฝน ปี 2569 ป่วยสะสมกว่า 1.7 แสนราย เสียชีวิต 16 ราย
ที่มาข้อมูล : ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ที่มารูปภาพ : ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) , Envato
ชื่นชอบในการติดตามข่าวสาร และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
