
ผลการศึกษาล่าสุด 3 ฉบับพบว่า วัคซีนโควิด-19 รุ่นปี 2024-2025 ไม่เพียงช่วยป้องกันการติดเชื้อและอาการรุนแรงจากโรคโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังมีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดร้ายแรง (Major Adverse Cardiovascular Events: MACE) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ
การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Internal Medicine โดยทีมวิจัยจากระบบสุขภาพทหารผ่านศึกสหรัฐฯ ติดตามทหารผ่านศึกมากกว่า 1 ล้านคนที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ฤดูกาล 2024-2025 พบว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ได้ 37.7 เปอร์เซนต์
สรุปข่าว
ผลการศึกษาล่าสุด 3 ฉบับพบว่า วัคซีนโควิด-19 รุ่นปี 2024-2025 ไม่เพียงช่วยป้องกันการติดเชื้อและอาการรุนแรงจากโรคโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังมีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดร้ายแรง (Major Adverse Cardiovascular Events: MACE) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ
การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Internal Medicine โดยทีมวิจัยจากระบบสุขภาพทหารผ่านศึกสหรัฐฯ ติดตามทหารผ่านศึกมากกว่า 1 ล้านคนที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ฤดูกาล 2024-2025 พบว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ได้ 37.7 เปอร์เซนต์
ภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดร้ายแรง ประกอบด้วยการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะหัวใจล้มเหลวที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยเมื่อพิจารณาแยกตามประเภทของโรค พบว่า วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ได้ 57.9 เปอร์เซนต์ ลดความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ 38.5 เปอร์เซนต์ และลดความเสี่ยงการนอนโรงพยาบาลจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้ 41.9 เปอร์เซนต์
ผลการวิเคราะห์ตามช่วงอายุพบว่า ประโยชน์ดังกล่าวมีความชัดเจนมากที่สุดในผู้ที่มีอายุมากกว่า 75 ปี โดยวัคซีนมีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดร้ายแรง ได้ 50.7 เปอร์เซนต์ และเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดในแง่ของจำนวนเหตุการณ์ร้ายแรงที่ลดลง
นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดร้ายแรง จากทุกสาเหตุ การเข้ารักษาในโรงพยาบาล และการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน
แม้ปัจจุบันประชากรจำนวนมากจะมีภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อหรือการฉีดวัคซีนมาก่อนแล้ว แต่ผลการศึกษาชี้ว่า การฉีดวัคซีนยังคงช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ได้ แต่ระดับการป้องกันอาจไม่สูงเท่าช่วงแรกของการเริ่มใช้วัคซีน
วัคซีนยังช่วยลดการป่วยหนักและการนอนโรงพยาบาล
อีกหนึ่งการศึกษาจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารเดียวกัน พบว่า วัคซีนโควิด-19 ฤดูกาล 2024-2025 ยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน การนอนโรงพยาบาล และภาวะป่วยวิกฤตในช่วง 7-299 วันหลังฉีดวัคซีน
นักวิจัยประเมินว่า วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงการเข้าห้องฉุกเฉินหรือสถานพยาบาลเร่งด่วนจากโควิด-19 ได้ 26 เปอร์เซนต์ ลดความเสี่ยงการนอนโรงพยาบาลได้ 35% และลดความเสี่ยงการป่วยขั้นวิกฤตได้ 41 เปอร์เซนต์
สำหรับผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ขณะที่ในกลุ่มผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงการนอนโรงพยาบาลจากโควิด-19 ได้ 24 เปอร์เซนต์
นักวิจัยระบุว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวตอกย้ำว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นประจำทุกปียังคงช่วยลดความเสี่ยงของผลลัพธ์รุนแรงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกหลังได้รับวัคซีน และในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
ผลการศึกษายุโรปยืนยันวัคซีนรุ่นใหม่ยังทำงานได้ดี
ขณะเดียวกัน การศึกษาแบบผู้ป่วยและกลุ่มควบคุมในยุโรป ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร JAMA Network Open พบว่า วัคซีนโควิด-19 ฤดูกาล 2025-2026 ให้ผลใกล้เคียงกับวัคซีนของฤดูกาลก่อนหน้า
ในกลุ่มผู้สูงอายุ วัคซีนมีประสิทธิภาพโดยรวมในการป้องกันโรคโควิด-19 ที่มีอาการได้ 59 เปอร์เซนต์
ผู้เชี่ยวชาญชี้ ประโยชน์ต่อหัวใจมากกว่าความเสี่ยง
ศาสตราจารย์โรเบิร์ต คาลิฟฟ์ อดีตกรรมาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA แสดงความคิดเห็นในบทบรรณาธิการประกอบงานวิจัยว่า เมื่ออัตราการเสียชีวิตและความพิการจากโควิด-19 ลดลงอย่างมาก โรคนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นโรคพิเศษอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อหลายชนิดที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน
เขาระบุว่า ประเด็นสำคัญในการตัดสินใจทางการแพทย์คือ ประโยชน์ที่ได้รับจากวัคซีนนั้นคุ้มค่ากับต้นทุนและความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่พบได้ไม่บ่อยหรือไม่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุน้อยที่มีความเสี่ยงต่ำ
วัคซีนอาจช่วยลดเหตุการณ์หัวใจและการเสียชีวิตจำนวนมาก
ในการวิเคราะห์เพิ่มเติม นักวิจัยพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่บางคนอาจเคยติดเชื้อ SARS-CoV-2 โดยไม่ทราบมาก่อน จึงประเมินผลของวัคซีนต่อภาวะ MACE การนอนโรงพยาบาล และการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ
ผลพบว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดร้ายแรง จากทุกสาเหตุ 6.2 เปอร์เซนต์ ลดการนอนโรงพยาบาลจากทุกสาเหตุ 6.6 เปอร์เซนต์ และลดการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ 7.1 เปอร์เซนต์
ทีมวิจัยสรุปว่า ประโยชน์ของวัคซีนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการป้องกันโรคโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังอาจสะท้อนถึงการลดภาระของการติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยและภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยอมรับว่าการศึกษานี้มีข้อจำกัด เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นทหารผ่านศึกชาวอเมริกันที่มีอายุมาก เป็นเพศชาย และเป็นคนผิวขาว สำหรับผลลัพธ์ไปใช้กับประชากรทุกกลุ่มต้องศึกษาลงไปในรายละเอียดอีกครั้ง อีกทั้งยังไม่ได้ประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนต่อสายพันธุ์ย่อยของโควิด-19 แต่ละสายพันธุ์แยกกัน
- พบสารสกัดจากธรรมชาติ ที่ช่วยยับยั้งเชื้อโควิด-19
- โควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 เช็กอาการเด่น ยังไม่พบสัญญาณรุนแรง
- โควิด NB.1.8.1 ที่กำลังระบาดที่สิงคโปร์ หมอยงประเมินสถานการณ์ มีผลต่อประเทศไทยหรือไม่?
- ไขข้อสงสัย “โควิด” กำลังระบาดที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยหรือไม่?
- ทำความรู้จัก “NB.1.8.1” โควิดสายพันธุ์หลักในไทย น่ากังวลแค่ไหน? แตกต่างจากเดิมอย่างไร?
ที่มาข้อมูล : JAMA Internal Medicine
ที่มารูปภาพ : CANVA
เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย
