
นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก "คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา" โดยระบุว่า
“ถ้าหวังแต่พึ่งยา เมื่อไหร่โรคจิตเวชจะหาย” ประโยคนี้จริงกี่% ?
ถ้าถามว่าประโยคนี้จริงไหม หมอคิดว่าจริงประมาณ 60–70% ครับ แต่ต้องพูดอย่างระวังมากๆ เพราะถ้าพูดผิดจังหวะ มันอาจทำให้คนไข้รู้สึกผิด เหมือนเขาอ่อนแอที่ต้องกินยา เหมือนมีแต่คนที่แพ้ที่ต้องกินยา
ทั้งที่จริงแล้ว "การกินยาจิตเวชไม่ใช่ความพ่ายแพ้" แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพยุงสมอง โดยเฉพาะช่วงที่อาการหนักจนเราไม่มีแรงลุกขึ้นมาจัดการชีวิตของตัวเองครับ
โรคจิตเวชหลายโรคไม่ได้เกิดจาก Bad mindset “คิดมากไปเอง” แต่เกี่ยวข้องกับสมอง สารสื่อประสาท ฮอร์โมน การนอน ความเครียดเรื้อรัง ประสบการณ์ชีวิต ความสัมพันธ์ และสภาพแวดล้อม ดังนั้นยาอาจช่วยลดอาการได้ดีมาก เช่น ซึมเศร้า แพนิค นอนไม่หลับ อารมณ์แกว่ง หรือเสียงหลอน

สรุปข่าว
นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก "คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา" โดยระบุว่า
“ถ้าหวังแต่พึ่งยา เมื่อไหร่โรคจิตเวชจะหาย” ประโยคนี้จริงกี่% ?
ถ้าถามว่าประโยคนี้จริงไหม หมอคิดว่าจริงประมาณ 60–70% ครับ แต่ต้องพูดอย่างระวังมากๆ เพราะถ้าพูดผิดจังหวะ มันอาจทำให้คนไข้รู้สึกผิด เหมือนเขาอ่อนแอที่ต้องกินยา เหมือนมีแต่คนที่แพ้ที่ต้องกินยา
ทั้งที่จริงแล้ว "การกินยาจิตเวชไม่ใช่ความพ่ายแพ้" แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพยุงสมอง โดยเฉพาะช่วงที่อาการหนักจนเราไม่มีแรงลุกขึ้นมาจัดการชีวิตของตัวเองครับ
โรคจิตเวชหลายโรคไม่ได้เกิดจาก Bad mindset “คิดมากไปเอง” แต่เกี่ยวข้องกับสมอง สารสื่อประสาท ฮอร์โมน การนอน ความเครียดเรื้อรัง ประสบการณ์ชีวิต ความสัมพันธ์ และสภาพแวดล้อม ดังนั้นยาอาจช่วยลดอาการได้ดีมาก เช่น ซึมเศร้า แพนิค นอนไม่หลับ อารมณ์แกว่ง หรือเสียงหลอน

แต่ถ้าความเครียดยังเหมือนเดิม รูปแบบความคิดยังทำร้ายตัวเองเหมือนเดิม และชีวิตยังไม่มีพื้นที่ให้พักเลย การหวังว่ายาอย่างเดียวจะทำให้ทุกอย่างหายสนิท ก็อาจเป็นความคาดหวังที่หนักเกินไป
การรักษาที่ดีจึงมักไม่ใช่การเลือก “ยา” หรือ “ไม่ยา” แบบขาวดำ แต่เป็นการผสมผสานระหว่างยา จิตบำบัด การปรับพฤติกรรม การออกกำลังกาย การลดสารเสพติด และการมีคนที่ปลอดภัยอยู่ข้างๆเพราะยาช่วยให้สมองมีแรงพอจะลุกขึ้น ส่วนการปรับชีวิตและจิตบำบัดช่วยให้เราเรียนรู้วิธีเดินต่อโดยไม่กลับไปล้มซ้ำที่เดิม
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราไม่ควรใช้คำว่า “อย่าหวังแต่พึ่งยา” เป็นคำตำหนิ เพราะบางช่วงคนไข้เหมือนคนกำลังจมน้ำ เราไม่ควรตะโกนบอกเขาว่า “ว่ายน้ำให้เก่งกว่านี้สิ” ก่อนจะโยนห่วงยางให้เขา ยาในบางช่วงจึงเหมือนห่วงยาง ไม่ได้สอนว่ายน้ำแทนเรา แต่ช่วยให้เรายังไม่จม
สรุปคือ ประโยคนี้ "จริงบางส่วน"
ถ้าหมายความว่าโรคจิตเวชควรรักษาแบบองค์รวม แต่ไม่จริงและอันตราย ถ้าถูกใช้เพื่อบอกว่าคนที่กินยาคือคนอ่อนแอ หรือยาไม่จำเป็นเลย เพราะสำหรับบางคน ยาคือประตูบานแรกที่ทำให้เขายังมีโอกาสเดินไปเจอคำตอบอื่นต่อครับ
ยาอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่บางครั้ง ยาคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เรายังมีแรงพอ จะตามหาคำตอบอื่นต่อไป
ที่มาข้อมูล : นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี
ที่มารูปภาพ : Envato
ชื่นชอบในการติดตามข่าวสาร และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
