7 เรื่องลับ เกี่ยวกับยาคลายกังวล หรือยานอนหลับ "Lorazepam" ที่คุณต้องรู้เท่าทัน

Share on Line Share on Facebook Share on X
7 เรื่องลับ เกี่ยวกับยาคลายกังวล หรือยานอนหลับ "Lorazepam" ที่คุณต้องรู้เท่าทัน

นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก "คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา" โดยระบุว่า


7 ความลับของยา Lorazepam ที่หมออยากให้เรารู้

Lorazepam เป็นยากลุ่ม Benzodiazepine ที่หลายคนรู้จักในฐานะยาคลายกังวลหรือยานอนหลับ มันทำงานโดยช่วยเพิ่มฤทธิ์ของสาร GABA ซึ่งเหมือน “เบรกของสมอง” ทำให้สมองที่กำลังตื่นกลัว กระสับกระส่าย หรือแพนิค ค่อยๆ ลดความเร็วลง


แต่ความลับคือ

1.ยานี้ไม่ได้รักษาต้นเหตุของความกังวล มันเหมือนถังดับเพลิงที่ช่วยดับไฟตรงหน้า

แต่ไม่ได้ซ่อมสายไฟทั้งบ้าน เวลาเรามีอาการแพนิค ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือกังวลจนร่างกายเหมือนเข้าสู่โหมดฉุกเฉิน Lorazepam อาจช่วยให้ระบบประสาทสงบลงได้ แต่ยานี้ไม่ได้แก้รากของปัญหา เช่น ความเครียดเรื้อรัง บาดแผลทางใจ ปัญหาการนอน หรือโรควิตกกังวลที่อยู่ลึกกว่านั้น


2.ยาออกฤทธิ์ค่อนข้างเร็ว จึงทำให้บางคนเผลอผูกใจว่า ถ้าไม่มียา เราจะรับมือไม่ไหว

Lorazepam มักช่วยให้คนที่กำลังทุกข์ทรมานรู้สึกดีขึ้นได้ค่อนข้างเร็ว ความเร็วนี้ทำให้สมองเรียนรู้ว่า “ถ้ากินแล้วดีขึ้นทันที” จนอาจเกิดความมั่นใจแบบพึ่งยา เช่น ถ้าไม่มียาติดตัวจะไม่กล้าออกจากบ้าน ไม่กล้านอน หรือไม่กล้าเผชิญสถานการณ์บางอย่าง เหมือนใจเราเริ่มฝากรีโมตควบคุมความสงบไว้ในเม็ดยา แทนที่จะค่อยๆฝึกให้ระบบประสาทกลับมาคุมตัวเองได้


3.ถ้าใช้ต่อเนื่องนานเกินไป ร่างกายอาจเริ่มชินยา ยาเดิมอาจไม่พอ หรือรู้สึกไม่สบายเมื่อไม่ได้กิน

Lorazepam มีประโยชน์มากเมื่อใช้ถูกจังหวะ ถูกขนาด และถูกระยะเวลา แต่ถ้าใช้ต่อเนื่องนานเกินไป บางคนอาจเริ่มรู้สึกว่ายาเดิม “ไม่ค่อยเอาอยู่” ต้องเพิ่มขนาด หรือไม่สบายเมื่อไม่ได้กินยา ซึ่งเป็นผลจากสมองปรับตัวเข้ากับยา 

สรุปข่าว

Lorazepam ที่ดี ไม่ใช่ยาที่ทำให้เราต้องพึ่งไปตลอด แต่ควรเป็นสะพานชั่วคราว พาเราไปสู่การรักษาหลัก เช่น การปรับพฤติกรรม การทำจิตบำบัด หรือยาหลักที่เหมาะสมกว่าในระยะยาว เป้าหมายระยะยาวไม่ควรจบที่การพึ่งยาเพียงอย่างเดียว เพราะการปรับการนอน ฝึกหายใจ ทำ CBT ลดคาเฟอีน ออกกำลังกาย และรักษาโรคพื้นฐาน คือการซ่อมระบบไฟทั้งบ้าน ไม่ใช่แค่ถือถังดับเพลิงไว้ทุกคืน

นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก "คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา" โดยระบุว่า


7 ความลับของยา Lorazepam ที่หมออยากให้เรารู้

Lorazepam เป็นยากลุ่ม Benzodiazepine ที่หลายคนรู้จักในฐานะยาคลายกังวลหรือยานอนหลับ มันทำงานโดยช่วยเพิ่มฤทธิ์ของสาร GABA ซึ่งเหมือน “เบรกของสมอง” ทำให้สมองที่กำลังตื่นกลัว กระสับกระส่าย หรือแพนิค ค่อยๆ ลดความเร็วลง


แต่ความลับคือ

1.ยานี้ไม่ได้รักษาต้นเหตุของความกังวล มันเหมือนถังดับเพลิงที่ช่วยดับไฟตรงหน้า

แต่ไม่ได้ซ่อมสายไฟทั้งบ้าน เวลาเรามีอาการแพนิค ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือกังวลจนร่างกายเหมือนเข้าสู่โหมดฉุกเฉิน Lorazepam อาจช่วยให้ระบบประสาทสงบลงได้ แต่ยานี้ไม่ได้แก้รากของปัญหา เช่น ความเครียดเรื้อรัง บาดแผลทางใจ ปัญหาการนอน หรือโรควิตกกังวลที่อยู่ลึกกว่านั้น


2.ยาออกฤทธิ์ค่อนข้างเร็ว จึงทำให้บางคนเผลอผูกใจว่า ถ้าไม่มียา เราจะรับมือไม่ไหว

Lorazepam มักช่วยให้คนที่กำลังทุกข์ทรมานรู้สึกดีขึ้นได้ค่อนข้างเร็ว ความเร็วนี้ทำให้สมองเรียนรู้ว่า “ถ้ากินแล้วดีขึ้นทันที” จนอาจเกิดความมั่นใจแบบพึ่งยา เช่น ถ้าไม่มียาติดตัวจะไม่กล้าออกจากบ้าน ไม่กล้านอน หรือไม่กล้าเผชิญสถานการณ์บางอย่าง เหมือนใจเราเริ่มฝากรีโมตควบคุมความสงบไว้ในเม็ดยา แทนที่จะค่อยๆฝึกให้ระบบประสาทกลับมาคุมตัวเองได้


3.ถ้าใช้ต่อเนื่องนานเกินไป ร่างกายอาจเริ่มชินยา ยาเดิมอาจไม่พอ หรือรู้สึกไม่สบายเมื่อไม่ได้กิน

Lorazepam มีประโยชน์มากเมื่อใช้ถูกจังหวะ ถูกขนาด และถูกระยะเวลา แต่ถ้าใช้ต่อเนื่องนานเกินไป บางคนอาจเริ่มรู้สึกว่ายาเดิม “ไม่ค่อยเอาอยู่” ต้องเพิ่มขนาด หรือไม่สบายเมื่อไม่ได้กินยา ซึ่งเป็นผลจากสมองปรับตัวเข้ากับยา 

4.ห้ามหยุดยาเองทันที โดยเฉพาะถ้าใช้มานาน เพราะอาจมีอาการถอนยา เช่น นอนไม่หลับ ใจสั่น กระสับกระส่าย หรือรุนแรงถึงชักได้

หลายคนคิดว่ายาคลายกังวลหยุดเมื่อไรก็ได้ แต่การหยุด Lorazepam ทันทีหลังใช้ต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดอาการถอนยา ดังนั้นการหยุดยาควรค่อยๆลดภายใต้การดูแลของแพทย์ เหมือนค่อยๆลดแสงไฟในห้อง ไม่ใช่ปิดสวิตช์ทันที


5. ยานี้อาจทำให้ง่วง มึนงง ความจำสั้นลง ตอบสนองช้าลง

จึงต้องระวังการขับรถหรือทำงานเสี่ยง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ต้องระวังเรื่องหกล้ม สับสน และความจำแย่ลงมากเป็นพิเศษ


6.ห้ามใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์

ยานอนหลับ หรือยาแก้ปวดบางกลุ่มโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจกดการหายใจและอันตรายถึงชีวิตได้



7. Lorazepam ที่ดี ไม่ใช่ยาที่ทำให้เราต้องพึ่งไปตลอด

แต่ควรเป็นสะพานชั่วคราว พาเราไปสู่การรักษาหลัก เช่น การปรับพฤติกรรม การทำจิตบำบัด หรือยาหลักที่เหมาะสมกว่าในระยะยาว เป้าหมายระยะยาวไม่ควรจบที่การพึ่งยาเพียงอย่างเดียว เพราะการปรับการนอน ฝึกหายใจ ทำ CBT ลดคาเฟอีน ออกกำลังกาย และรักษาโรคพื้นฐาน คือการซ่อมระบบไฟทั้งบ้าน ไม่ใช่แค่ถือถังดับเพลิงไว้ทุกคืน


ดังนั้น Lorazepam ไม่ใช่ยาที่น่ากลัวถ้าใช้ถูกวิธี และไม่ใช่ยาวิเศษที่ควรใช้เองตามใจเรา แต่เป็นยาที่ควรใช้ด้วยความเข้าใจ และอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

ชื่นชอบ​ในการติดตามข่าวสาร​ และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง​ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง