34 ปีของคำสัญญา โลกยังล้มเหลว เรื่องการปกป้องธรรมชาติ ส่วนใหญ่ดีแต่พูดแต่ไร้ผลงาน

ความพยายามของประชาคมโลกในการหยุดยั้งการทำลายธรรมชาติและฟื้นฟูระบบนิเวศกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ หลังการประชุม COP17 ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของสหประชาชาติปิดฉากลง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าระบบการเจรจาระหว่างประเทศขาดประสิทธิภาพ และอาจทำให้โลกพลาดเป้าหมายสำคัญในการปกป้องธรรมชาติภายในปี 2573 อีกครั้ง
การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 17 หรือ COP17 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย เป็นเวลาสองสัปดาห์ สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 โดยประเทศสมาชิกให้คำมั่นว่าจะเร่งดำเนินมาตรการเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่เคยตกลงร่วมกันไว้เมื่อ 4 ปีก่อน
สรุปข่าว
ความพยายามของประชาคมโลกในการหยุดยั้งการทำลายธรรมชาติและฟื้นฟูระบบนิเวศกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ หลังการประชุม COP17 ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของสหประชาชาติปิดฉากลง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าระบบการเจรจาระหว่างประเทศขาดประสิทธิภาพ และอาจทำให้โลกพลาดเป้าหมายสำคัญในการปกป้องธรรมชาติภายในปี 2573 อีกครั้ง
การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 17 หรือ COP17 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย เป็นเวลาสองสัปดาห์ สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 โดยประเทศสมาชิกให้คำมั่นว่าจะเร่งดำเนินมาตรการเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่เคยตกลงร่วมกันไว้เมื่อ 4 ปีก่อน
เป้าหมายสำคัญประกอบด้วย การคุ้มครองพื้นที่ธรรมชาติอย่างน้อย 30% ของโลก การฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมเกือบหนึ่งในสาม และการปฏิรูประบบเงินอุดหนุนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้หลายประเทศจะมีความคืบหน้าในบางด้าน แต่ภาพรวมยังห่างไกลจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยมีแนวโน้มว่าประชาคมโลกจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้อีกครั้ง หลังจากตลอดระยะเวลา 34 ปีของอนุสัญญาฉบับนี้ ยังไม่เคยมีการบรรลุเป้าหมายระดับโลกตามที่กำหนดไว้อย่างครบถ้วน
ตัวอย่างที่สะท้อนปัญหาดังกล่าวคือ สหราชอาณาจักร ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะบรรลุเป้าหมายเพียง 3 ข้อ จากทั้งหมด 23 ข้อภายในปี 2573
แม้การเจรจาที่ดำเนินต่อเนื่องตลอดคืนวันศุกร์จนถึงเช้าวันเสาร์จะนำไปสู่ข้อตกลงหลายประการ รวมถึงการยืนยันเป้าหมายเพิ่มเงินทุนด้านความหลากหลายทางชีวภาพเป็น 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในสิ้นทศวรรษนี้ แต่หลายฝ่ายมองว่าความคืบหน้าดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อการหยุดยั้งวิกฤตธรรมชาติที่กำลังรุนแรงขึ้น
หนึ่งในเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงที่สุดมาจาก ฮวน คาร์ลอส นาวาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของปานามา ซึ่งระบุว่า กระบวนการประชุม COP ถูกออกแบบมาในลักษณะที่ทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากการตัดสินใจต้องอาศัยฉันทามติจากทุกประเทศ ส่งผลให้ประเทศเพียงประเทศเดียวสามารถขัดขวางข้อตกลงที่ประเทศส่วนใหญ่สนับสนุนได้
นาวาร์โรเสนอให้เปลี่ยนระบบการตัดสินใจมาใช้เสียงข้างมากแทน พร้อมวิจารณ์ว่าการประชุมจำนวนมากเต็มไปด้วยถ้อยแถลงสวยหรู แต่กลับไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมได้
นอกจากนี้ ยังเสนอให้สหประชาชาติพิจารณารวมการประชุมด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือมลพิษพลาสติก ให้เป็นการประชุมใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อมเพียงครั้งเดียวในแต่ละปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการเจรจา
ความขัดแย้งระหว่างประเทศยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการประชุมครั้งนี้ โดยอาร์เจนตินา ซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย มีบทบาทในการผลักดันให้ถ้อยคำเกี่ยวกับความทะเยอทะยานด้านสิ่งแวดล้อมในข้อตกลงสุดท้ายอ่อนลง ขณะที่ประเทศร่ำรวยยังไม่สามารถตกลงกันได้อย่างชัดเจนว่าใครควรรับภาระสนับสนุนเงินทุนเพิ่มเติม
ประเทศในยุโรปต้องการให้ขยายรายชื่อประเทศผู้บริจาคเงินทุน โดยมองว่าจีนและบางประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ ซึ่งมีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาภายใต้ระบบของสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปในการประชุมที่อาร์เมเนีย
อีกหนึ่งความล้มเหลวที่ถูกจับตามองคือ ความล่าช้าของกองทุนเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งมีเป้าหมายระดมเงินจากบริษัทที่ได้รับผลประโยชน์จากการใช้ข้อมูลพันธุกรรมและทรัพยากรชีวภาพในรูปแบบดิจิทัล เช่น บริษัทเภสัชกรรม
เดิมทีคาดหวังว่ากองทุนดังกล่าวจะระดมเงินได้ประมาณ 1,000 ล้านปอนด์ต่อปี เพื่อนำไปสนับสนุนการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเงินส่วนสำคัญจะจัดสรรให้แก่ชุมชนชนพื้นเมือง แต่จนถึงขณะนี้กลับระดมทุนได้เพียงกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ขณะที่การตัดสินใจสำคัญเกี่ยวกับกองทุนถูกเลื่อนออกไปจนถึงการประชุมครั้งต่อไปที่ประเทศเอกวาดอร์ในอีกสองปีข้างหน้า
เสียงเรียกร้องให้ปฏิรูประบบ COP ด้านความหลากหลายทางชีวภาพครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมที่เคยเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการประชุม COP29 ด้านสภาพภูมิอากาศที่ประเทศอาเซอร์ไบจานเมื่อปี 2567 โดยเห็นว่าระบบการประชุมแบบเดิมอาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และควรให้ความสำคัญกับการนำข้อตกลงไปปฏิบัติจริงมากกว่าการเจรจาเพื่อสร้างคำมั่นสัญญาใหม่
ด้าน รูธ เดวิส ผู้แทนพิเศษด้านธรรมชาติของสหราชอาณาจักร ยอมรับว่ากระบวนการประชุมระหว่างประเทศอาจสร้างความผิดหวังในหลายครั้ง แต่ย้ำว่ายังมีการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วโลก และสิ่งสำคัญคือการทำให้ระบบดังกล่าวสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ
ขณะที่ อิงเกอร์ แอนเดอร์เซน ผู้อำนวยการบริหารโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP ระบุว่า แม้กลไกความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันจะช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ความคืบหน้ายังเป็นไปอย่างล่าช้า
เธอชี้ว่า ปัจจุบันโลกมีอนุสัญญาและการประชุมด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก ตั้งแต่การค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย การคุ้มครองสัตว์อพยพ ความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งแม้แต่ละกลไกจะมีความสำคัญ แต่ความซ้ำซ้อนของภารกิจและการประชุมจำนวนมากอาจทำให้การดำเนินงานสูญเสียทั้งเวลาและทรัพยากรโดยไม่จำเป็น
การปิดฉาก COP17 จึงสะท้อนความท้าทายสำคัญของประชาคมโลกว่า การประกาศเป้าหมายเพื่อปกป้องธรรมชาติเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากประเทศต่าง ๆ ไม่สามารถเปลี่ยนคำมั่นสัญญาให้กลายเป็นการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้ เพราะในขณะที่การเจรจาระหว่างประเทศยังดำเนินไปอย่างล่าช้า ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของโลกก็ยังคงเผชิญแรงกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง และเวลาที่เหลืออยู่ก่อนถึงเส้นตายปี 2573 กำลังลดน้อยลงทุกขณะ
