ภัยรอบด้านจ่อคุกคาม! คนไทยพร้อมแค่ไหน?

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ เตือน เตือนโลกยุคใหม่เสี่ยงภัยรอบด้าน! ไทยต้องปรับตัว รับมือภัยพิบัติ–สงคราม–วิกฤตภูมิอากาศ
ดร.เสรีระบุว่า สังคมไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือโลกแห่งความไม่แน่นอน ทั้งภัยพิบัติรุนแรง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สงคราม และความขัดแย้งระหว่างประเทศ หลังหลายประเทศเริ่มส่งเสริมให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่มไว้ใช้ยามฉุกเฉิน พร้อมเสนอหลักการ “3 HELPS” สร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงประเทศ เพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน
สรุปข่าว
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ เตือน เตือนโลกยุคใหม่เสี่ยงภัยรอบด้าน! ไทยต้องปรับตัว รับมือภัยพิบัติ–สงคราม–วิกฤตภูมิอากาศ
ดร.เสรีระบุว่า สังคมไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือโลกแห่งความไม่แน่นอน ทั้งภัยพิบัติรุนแรง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สงคราม และความขัดแย้งระหว่างประเทศ หลังหลายประเทศเริ่มส่งเสริมให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่มไว้ใช้ยามฉุกเฉิน พร้อมเสนอหลักการ “3 HELPS” สร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงประเทศ เพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน
ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เปิดเผยแนวทางติดตามและเฝ้าระวังภัยคุกคามที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ทั้งสภาพอากาศรุนแรง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตลอดจนความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่อาจก่อให้เกิดสึนามิ โดยเน้นย้ำว่าการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
สำหรับแนวโน้มสภาพอากาศในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 คาดว่าประเทศไทยยังคงมีอากาศร้อนในหลายพื้นที่ ก่อนที่อุณหภูมิจะเริ่มลดลงบ้างหลังวันที่ 4 พฤศจิกายน แต่ภาพรวมยังมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ขณะที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคตะวันออก ยังมีโอกาสเกิดฝนเล็กน้อยถึงปานกลางในช่วงบ่ายถึงค่ำ ส่วนภาคใต้ยังมีฝนตกตั้งแต่ช่วงสายถึงเย็น
สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ที่เตือนว่าหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคตะวันออก จึงต้องระมัดระวังอันตรายจากสภาพอากาศแปรปรวนในระยะนี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตามองไม่ได้มีเพียงความแปรปรวนของสภาพอากาศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแนวโน้มที่หลายประเทศทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีการแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นให้เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตในช่วงที่ระบบสาธารณูปโภคหรือการขนส่งอาจหยุดชะงัก
แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงมุมมองเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ เพราะภัยพิบัติในปัจจุบันไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะพื้นที่ที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบต่อระบบไฟฟ้า น้ำประปา การสื่อสาร การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก
ทั้งนี้ ระยะเวลาสำรองสิ่งของฉุกเฉินแตกต่างกันไปตามคำแนะนำของแต่ละประเทศ เช่น หน่วยงาน FEMA ของสหรัฐอเมริกาแนะนำให้มีน้ำดื่มและอาหารที่เก็บรักษาได้นานอย่างน้อย 3 วัน เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน
ประเด็นสำคัญคือ การเตรียมเสบียงฉุกเฉินไม่ได้หมายความว่าจะเกิดภัยพิบัติรุนแรงหรือสงครามขึ้นในเร็ว ๆ นี้ แต่เป็นการสร้างความพร้อมเพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเองได้ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอแนวคิด “3 HELPS” หรือ 3 ระดับการช่วยเหลือ เพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย
1. SELF-HELP พึ่งพาตนเอง เริ่มต้นจากการเรียนรู้ความเสี่ยงรอบตัว เตรียมอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็น ฝึกทักษะการเอาตัวรอด รวมถึงวางแผนรับมือภัยพิบัติร่วมกับสมาชิกในครอบครัว เพื่อให้สามารถดูแลตัวเองได้ในช่วงแรกของสถานการณ์ฉุกเฉิน
2. COMMUNITY HELP ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน สร้างเครือข่ายความร่วมมือและอาสาสมัคร แบ่งปันทรัพยากร ดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วย รวมถึงร่วมกันจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติ เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรง ความช่วยเหลือจากคนในชุมชนอาจเป็นกลไกสำคัญที่สุดในช่วงแรก
3. NATIONAL HELP พลังสนับสนุนระดับประเทศ ภาครัฐต้องมีระบบเตือนภัยที่แม่นยำและรวดเร็ว โครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ระบบช่วยเหลือฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร น้ำ และพลังงาน เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือกับวิกฤตได้อย่างต่อเนื่อง
แนวคิดทั้ง 3 ระดับนี้สะท้อนว่า การรับมือภัยพิบัติไม่สามารถเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ประชาชนทั่วไปไปจนถึงภาครัฐ เพื่อสร้างสังคมที่มีความยืดหยุ่นและสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว
ท้ายที่สุด โลกที่กำลังเผชิญทั้งภัยธรรมชาติรุนแรง วิกฤตภูมิอากาศ สงคราม และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจทำให้ความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ในรูปแบบที่คาดไม่ถึง การเตรียมพร้อมจึงไม่ใช่เรื่องของความตื่นตระหนก แต่เป็นเรื่องของการเรียนรู้และปรับตัว เพราะการอยู่รอดอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากการช่วยเหลือตัวเอง สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง และมีระบบสนับสนุนจากประเทศที่พร้อมรับมือทุกสถานการณ์
- ไทยเผชิญความเสี่ยงขยับอันดับภัยพิบัติระดับโลก
- “บ้านไม่มีเลขที่” เสี่ยงชวด “ประกันภัยพิบัติ” เริ่ม 1 ต.ค. นี้
- โลกเดือด เขย่าเศรษฐกิจ! โครงสร้างพื้นฐานเปราะบาง เสี่ยงหายนะทางการเงิน
- BDI เร่งเชื่อม 118 ชุด “ข้อมูลภัยพิบัติ” หนุนรัฐเห็นสถานการณ์เร็ว - ช่วยประชาชนตรงจุด
- ภัยพิบัติถล่มหิมาลัย! โรงไฟฟ้าพลังน้ำเสียหาย บทเรียนราคาแพงจาก Climate Change
ที่มาข้อมูล : รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์
ที่มารูปภาพ : Reuters
