ไทยเผชิญความเสี่ยงขยับอันดับภัยพิบัติระดับโลก
ภัยพิบัติกำลังกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ทั่วโลกต้องจับตา และประเทศไทยเองก็อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องรับมือกับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหากไปดูดัชนีความเสี่ยงโลก หรือ World Risk Index ประจำปี 2026 ประเมิน 193 เขตเศรษฐกิจที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ โดยพิจารณาทั้งโอกาสที่ประเทศจะเผชิญภัยธรรมชาติ และความเปราะบางของสังคม รวมถึงความสามารถในการรับมือและปรับตัวเมื่อเกิดภัยพิบัติ ผลการจัดอันดับปีนี้ ฟิลิปปินส์ขึ้นเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติสูงที่สุดในโลกต่อเนื่องจากปีก่อน ด้วยคะแนน 46.69 ทั้งจากแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ พายุและน้ำท่วมตามด้วยอินเดีย 44.97 และอินโดนีเซีย 44.63 ขณะที่เม็กซิโกอยู่ในอันดับ 4 โคลอมเบียอันดับ 5
เมียนมาอันดับ 6 โมซัมบิกอันดับ 7 รัสเซียอันดับ 8 บังกลาเทศอันดับ 9 และจีนอันดับ 10 ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับ 24 ของโลก ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงระดับปานกลางค่อนไปทางสูงความเสี่ยงสำคัญที่ต้องเผชิญ ได้แก่ น้ำท่วม ภัยแล้ง และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น
เมื่อมองเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความแตกต่างของความเสี่ยงระหว่างประเทศก็สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของทั้งทำเลที่ตั้งและศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติ โดยข้อมูลที่ส่งมาระบุว่า สิงคโปร์และบรูไนอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในภูมิภาค
แต่ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น เพราะอีกหนึ่งดัชนีที่ต้องจับตาคือ Climate Risk Index หรือ CRI ของ Germanwatch ซึ่งวิเคราะห์ผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่เกิดขึ้นจริง ทั้งต่อชีวิตมนุษย์และเศรษฐกิจ
ข้อมูล CRI ที่วิเคราะห์ช่วงปี 1995–2024 พบว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงมากกว่า 9,700 ครั้งเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 832,000 ราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยตรงมากกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในบรรดาภัยต่างๆ คลื่นความร้อนและพายุมีสัดส่วนการเสียชีวิตสูงสุด โดยแต่ละประเภทคิดเป็น 33% ขณะที่น้ำท่วมคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 48% ของจำนวนผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดด้านความเสียหายทางเศรษฐกิจ พายุเป็นภัยที่สร้างความสูญเสียสูงที่สุด คิดเป็น 58% หรือประมาณ 2.64 ล้านล้านดอลลาร์และ
สำหรับประเทศไทย ข้อมูล CRI ปี 2026 ไทยอยู่ในอันดับ 17 ของโลก ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากอันดับที่ 72 ในการประเมินปี 2022 สะท้อนถึงความเปราะบางต่อสภาพอากาศสุดขั้วที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่เพื่อยบ้านอาเซียนอย่างฟิลิปปินส์ เมียนมา และเวียดนาม อยู่ในอันดับ 7, 9 และ 10 ตามลำดับภาพรวมจึงสะท้อนว่า ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กำลังเชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประชาชน โครงสร้างพื้นฐาน และต้นทุนทางเศรษฐกิจ
สรุปข่าว
ภัยพิบัติกำลังกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ทั่วโลกต้องจับตา และประเทศไทยเองก็อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องรับมือกับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหากไปดูดัชนีความเสี่ยงโลก หรือ World Risk Index ประจำปี 2026 ประเมิน 193 เขตเศรษฐกิจที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ โดยพิจารณาทั้งโอกาสที่ประเทศจะเผชิญภัยธรรมชาติ และความเปราะบางของสังคม รวมถึงความสามารถในการรับมือและปรับตัวเมื่อเกิดภัยพิบัติ ผลการจัดอันดับปีนี้ ฟิลิปปินส์ขึ้นเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติสูงที่สุดในโลกต่อเนื่องจากปีก่อน ด้วยคะแนน 46.69 ทั้งจากแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ พายุและน้ำท่วมตามด้วยอินเดีย 44.97 และอินโดนีเซีย 44.63 ขณะที่เม็กซิโกอยู่ในอันดับ 4 โคลอมเบียอันดับ 5
เมียนมาอันดับ 6 โมซัมบิกอันดับ 7 รัสเซียอันดับ 8 บังกลาเทศอันดับ 9 และจีนอันดับ 10 ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับ 24 ของโลก ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงระดับปานกลางค่อนไปทางสูงความเสี่ยงสำคัญที่ต้องเผชิญ ได้แก่ น้ำท่วม ภัยแล้ง และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น
เมื่อมองเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความแตกต่างของความเสี่ยงระหว่างประเทศก็สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของทั้งทำเลที่ตั้งและศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติ โดยข้อมูลที่ส่งมาระบุว่า สิงคโปร์และบรูไนอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในภูมิภาค
แต่ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น เพราะอีกหนึ่งดัชนีที่ต้องจับตาคือ Climate Risk Index หรือ CRI ของ Germanwatch ซึ่งวิเคราะห์ผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่เกิดขึ้นจริง ทั้งต่อชีวิตมนุษย์และเศรษฐกิจ
ข้อมูล CRI ที่วิเคราะห์ช่วงปี 1995–2024 พบว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงมากกว่า 9,700 ครั้งเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 832,000 ราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยตรงมากกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในบรรดาภัยต่างๆ คลื่นความร้อนและพายุมีสัดส่วนการเสียชีวิตสูงสุด โดยแต่ละประเภทคิดเป็น 33% ขณะที่น้ำท่วมคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 48% ของจำนวนผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดด้านความเสียหายทางเศรษฐกิจ พายุเป็นภัยที่สร้างความสูญเสียสูงที่สุด คิดเป็น 58% หรือประมาณ 2.64 ล้านล้านดอลลาร์และ
สำหรับประเทศไทย ข้อมูล CRI ปี 2026 ไทยอยู่ในอันดับ 17 ของโลก ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากอันดับที่ 72 ในการประเมินปี 2022 สะท้อนถึงความเปราะบางต่อสภาพอากาศสุดขั้วที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่เพื่อยบ้านอาเซียนอย่างฟิลิปปินส์ เมียนมา และเวียดนาม อยู่ในอันดับ 7, 9 และ 10 ตามลำดับภาพรวมจึงสะท้อนว่า ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กำลังเชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประชาชน โครงสร้างพื้นฐาน และต้นทุนทางเศรษฐกิจ
สำหรับไทย ความเสี่ยงสำคัญทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และสภาพอากาศรุนแรง จึงเป็นโจทย์ที่ต้องมองไปไกลกว่าการเยียวยาหลังเกิดภัย เพราะอันดับความเสี่ยงเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าประเทศจะเสียหายมากน้อยเพียงใด แต่สะท้อนถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อม ลดความเปราะบาง และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติในระยะยาว
หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้คงมีคำถามเกิดขึ้นกับหลายคนว่ากรุงเทพฯยังน่าอยู่อีกต่อไปหรือไม่//// เพราะข้อมูลจากธนาคารโลกก่อนหน้านี้วิเคระาห์ว่ากรุงเทพฯ กำลังกลายเป็น “เมืองต้นทุนแพง” และปัญหานี้อาจไม่ได้กระทบแค่คนกรุงเทพฯ แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย หากต้องการก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูง
เพราะกรุงเทพมหานครและปริมณฑลถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ สร้าง GDP เกือบครึ่งหนึ่งของไทย หรือประมาณ 7.1 ล้านล้านบาทแต่การกระจุกตัวของเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ ก็มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหนึ่งในปัญหาสำคัญคือ “รถติด” ซึ่งธนาคารโลกระบุว่า การจราจรติดขัดสร้างความสูญเสียคิดเป็นประมาณ 7–10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมกรุงเทพมหานคร หรือ GRP ในแต่ละปีและปัญหาการจราจรติดขัดอยู่ในอันดับ 2 ของโลก โดยประชาชนเสียเวลาไปกับการเดินทางเฉลี่ยประมาณ 96 ชั่วโมงต่อปี และมีงานวิจัยอื่นประเมินว่าภาระต้นทุนจากปัญหานี้อาจสูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี
ที่น่าสนใจคือ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่จำนวนรถ แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเมืองด้วยประชากรในเขตเมืองกรุงเทพฯ เพียง 28.9% เท่านั้นที่อาศัยอยู่ภายในระยะ 1 กิโลเมตรจากสถานีรถไฟฟ้า ขณะที่ฮ่องกงอยู่ที่ 76.1% กรุงโซล 67.1% และสิงคโปร์ 56.7% ขณะเดียวกัน ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในเขตเมืองของกรุงเทพฯ อยู่ที่ประมาณ 34–250% ของค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมง ทำให้ต้นทุนการเดินทางกลายเป็นภาระสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับประชาชนรายได้น้อย
ธนาคารโลกมองว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากรูปแบบการพัฒนาเมืองแบบ “ซูเปอร์บล็อก” ซึ่งมีพื้นที่ขนาดใหญ่ เข้าถึงผ่านถนนสายหลักเพียงไม่กี่เส้น แต่ถนนภายในมีความเชื่อมโยงไม่มากพอ ทำให้รถจำนวนมากไปรวมตัวอยู่บนถนนสายหลัก และกลายเป็นปัญหารถติดสะสมเมื่อรวมกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ จึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ธนาคารโลกเสนอ 3 แนวทางสำคัญ คือ การเพิ่มผลิตภาพของกรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การวางรากฐานด้านเมืองให้แข็งแรงทั่วประเทศ และการเตรียมเมืองรองที่มีศักยภาพให้เข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น
สิ่งที่ต้องตามมาคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน การรับมือความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ การจัดหาเงินทุน และการประสานงานระหว่างหน่วยงานและรัฐบาลในแต่ละระดับเพราะหากกรุงเทพฯ ยังคงมีต้นทุนสูงจากรถติด โครงสร้างพื้นฐาน และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ขณะที่เมืองรองยังเชื่อมโยงกันไม่มากพอ การเพิ่มผลิตภาพของประเทศก็อาจทำได้ยากแต่หากแต่ละเมืองสามารถใช้จุดแข็งของตัวเอง และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเศรษฐกิจเดียวกันได้มากขึ้น นี่อาจเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเพิ่มการลงทุน สร้างงาน และเพิ่มผลิตภาพ เพื่อพาประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมายเศรษฐกิจรายได้สูงในอนาคต
- กทม. อัปเดตสิ่งของที่ต้องการเร่งด่วน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
- กทม. เร่งจัดเก็บขยะพื้นที่น้ำท่วมขัง พร้อมขอรับสนับสนุนเรือท้องแบนขนาดเล็ก
- ดูแลใจคนรอบข้างในช่วงที่น้ำท่วม เราจะผ่านวิกฤตไปด้วยกัน
- ประกาศเขตช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่กทม. 38 เขต 118 แขวง
- จับตาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ระบบระบายน้ำไร้ประสิทธิภาพ เตือน “แม่กลอง” รับมวลน้ำก้อนใหญ่
ที่มาข้อมูล : TNN รวบรวม
ที่มารูปภาพ : TNN
