ทะเลเกาะล้านเปลี่ยนสี! เหตุ “แพลงก์ตอนบลูม” บุก

ทะเลเกาะล้าน จ.ชลบุรี เปลี่ยนเป็นสีเขียวอย่างเห็นได้ชัด พร้อมมีกลิ่นคล้ายหญ้า หลังเกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมหรือการเพิ่มจำนวนของแพลงก์ตอนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนไม่กล้าลงเล่นน้ำ ขณะที่นักวิจัยเร่งเก็บตัวอย่างน้ำตรวจสอบคุณภาพและติดตามผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล
วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา บริเวณชายฝั่งเกาะล้านพบผืนน้ำทะเลเปลี่ยนเป็นสีเขียวในหลายจุด พร้อมมีกลิ่นคล้ายหญ้า โดยบางพื้นที่มีสีเขียวเข้ม ขณะที่บางจุดยังคงมีสภาพน้ำตามปกติ ความเข้มของสีแตกต่างกันไปตามกระแสน้ำและความหนาแน่นของแพลงก์ตอน
การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า สีเขียวที่เห็นเกิดจากแพลงก์ตอนชนิด Noctiluca ซึ่งสามารถเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วเมื่อมีสารอาหารในน้ำทะเลมากขึ้น โดยทีมวิจัยได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ ตรวจวัดคุณภาพน้ำ และนำกลับไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ เพื่อระบุชนิดของแพลงก์ตอนและประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด
สรุปข่าว
ทะเลเกาะล้าน จ.ชลบุรี เปลี่ยนเป็นสีเขียวอย่างเห็นได้ชัด พร้อมมีกลิ่นคล้ายหญ้า หลังเกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมหรือการเพิ่มจำนวนของแพลงก์ตอนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนไม่กล้าลงเล่นน้ำ ขณะที่นักวิจัยเร่งเก็บตัวอย่างน้ำตรวจสอบคุณภาพและติดตามผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล
วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา บริเวณชายฝั่งเกาะล้านพบผืนน้ำทะเลเปลี่ยนเป็นสีเขียวในหลายจุด พร้อมมีกลิ่นคล้ายหญ้า โดยบางพื้นที่มีสีเขียวเข้ม ขณะที่บางจุดยังคงมีสภาพน้ำตามปกติ ความเข้มของสีแตกต่างกันไปตามกระแสน้ำและความหนาแน่นของแพลงก์ตอน
การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า สีเขียวที่เห็นเกิดจากแพลงก์ตอนชนิด Noctiluca ซึ่งสามารถเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วเมื่อมีสารอาหารในน้ำทะเลมากขึ้น โดยทีมวิจัยได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ ตรวจวัดคุณภาพน้ำ และนำกลับไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ เพื่อระบุชนิดของแพลงก์ตอนและประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด
แพลงก์ตอนบลูมเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้เป็นระยะ เมื่อสารอาหารจากบนบกไหลลงสู่ทะเล ทำให้แพลงก์ตอนมีอาหารเพียงพอและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม กิจกรรมของมนุษย์สามารถทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะปุ๋ยจากพื้นที่เกษตร และน้ำเสียที่มีสารอาหารสูง ซึ่งไหลผ่านแม่น้ำและคลองลงสู่ทะเล
โดยทั่วไปแพลงก์ตอนบลูมอาจเกิดขึ้นประมาณ 2–3 วัน แต่เมื่อแพลงก์ตอนตายและย่อยสลาย จะใช้ออกซิเจนในน้ำจำนวนมาก ทำให้ระดับออกซิเจนลดต่ำลง และอาจนำไปสู่ “เขตน้ำขาดออกซิเจน” หรือ Dead Zone ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยเฉพาะสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นทะเลและไม่สามารถเคลื่อนย้ายหนีได้
สถานการณ์อาจรุนแรงขึ้นจากปริมาณน้ำจืดจำนวนมากที่ไหลลงสู่อ่าวไทยในช่วงที่ผ่านมา หลังประเทศไทยเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมหลายพื้นที่ โดยน้ำจืดที่มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำทะเลจะลอยตัวอยู่ด้านบน และอาจขัดขวางการถ่ายเทออกซิเจนลงสู่ชั้นน้ำด้านล่าง
ขณะเดียวกัน ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่แรงกว่าปกติในปีนี้ อาจมีส่วนทำให้แพลงก์ตอนบลูมเคลื่อนตัวลงไปตามแนวชายฝั่งด้านตะวันออกของอ่าวไทย ส่วนอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ก็อาจทำให้แพลงก์ตอนเพิ่มจำนวนและทำให้ภาวะน้ำขาดออกซิเจนรุนแรงขึ้น เนื่องจากน้ำอุ่นสามารถละลายออกซิเจนได้น้อยลง แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความเชื่อมโยงดังกล่าว
ผลกระทบยังสะเทือนถึงภาคการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวบางส่วนหลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำ และย้ายไปยังบริเวณที่น้ำทะเลยังเป็นปกติ เนื่องจากกังวลเรื่องการระคายเคืองผิวหนัง
สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงสีเขียวที่เห็นบนผิวน้ำ แต่คือผลกระทบที่อาจสะสมอยู่ใต้ทะเล หากพื้นที่น้ำขาดออกซิเจนขยายตัว อาจกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว ซึ่งความเสียหายบางส่วนอาจยังไม่สามารถมองเห็นได้ในทันที
- ป่าเขตร้อนอาจเปลี่ยนครั้งใหญ่ เทียบเท่า 3.3 ล้านปี ในเวลาไม่กี่สิบปี
- ทะเลกำลังป่วย! ระยองเจอ “แพลงก์ตอนบลูม” ภัยเงียบคุกคามคนและสัตว์น้ำ
- วิกฤตใต้ผืนน้ำ! มหาสมุทรร้อนจัด จนระบบนิเวศใกล้ล่มสลาย
- สิ่งแวดล้อมฟื้นไม่ทัน วิกฤตโลกร้อนซัดระบบนิเวศ ทะเลออสเตรเลียทรุดหนัก
- ทะเลอังกฤษเดือด! ระบบนิเวศปั่นป่วน สัตว์ทะเลเปลี่ยนถิ่น
