ทะเลกำลังป่วย! ระยองเจอ “แพลงก์ตอนบลูม” ภัยเงียบคุกคามคนและสัตว์น้ำ

Share on Line Share on Facebook Share on X
ทะเลกำลังป่วย! ระยองเจอ “แพลงก์ตอนบลูม” ภัยเงียบคุกคามคนและสัตว์น้ำ

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับช่วงฝนตกน้ำเสียไหลลงทะเล เสี่ยงเกิด "แพลงก์ตอนบลูม" กระทบทั้งระบบนิเวศและสุขภาพ

ระยะนี้หลายพื้นที่ของประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำฝนชะล้างสิ่งสกปรก สารเคมีจากภาคเกษตรกรรม รวมถึงน้ำเสียจากชุมชนและอุตสาหกรรม ไหลลงสู่แม่น้ำลำคลองและทะเลมากกว่าปกติ จึงเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังการเกิดปรากฏการณ์ "แพลงก์ตอนบลูม" หรือการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของแพลงก์ตอนพืชในแหล่งน้ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทั้งต่อระบบนิเวศ สัตว์น้ำ และสุขภาพของมนุษย์

สรุปข่าว

ดร.สนธิ คชวัฒน์ เตือนฝนที่ตกหนักต่อเนื่องทำให้น้ำเสียและสารอาหารจากชุมชน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมไหลลงทะเล เพิ่มความเสี่ยงเกิด "แพลงก์ตอนบลูม" หรือสาหร่ายสะพรั่ง โดยล่าสุดพบลักษณะเข้าข่ายบริเวณหาดแม่รำพึง จ.ระยอง ซึ่งแพลงก์ตอนบางชนิดสามารถสร้างสารพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาท ตับ และระบบนิเวศ ทำให้สัตว์น้ำขาดออกซิเจนจนตาย และเกิดการสะสมสารพิษในห่วงโซ่อาหารประชาชนควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำหรือบริโภคสัตว์น้ำจากพื้นที่ที่พบความผิดปกติ และติดตามประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในช่วงฤดูฝนนี้

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับช่วงฝนตกน้ำเสียไหลลงทะเล เสี่ยงเกิด "แพลงก์ตอนบลูม" กระทบทั้งระบบนิเวศและสุขภาพ

ระยะนี้หลายพื้นที่ของประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำฝนชะล้างสิ่งสกปรก สารเคมีจากภาคเกษตรกรรม รวมถึงน้ำเสียจากชุมชนและอุตสาหกรรม ไหลลงสู่แม่น้ำลำคลองและทะเลมากกว่าปกติ จึงเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังการเกิดปรากฏการณ์ "แพลงก์ตอนบลูม" หรือการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของแพลงก์ตอนพืชในแหล่งน้ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทั้งต่อระบบนิเวศ สัตว์น้ำ และสุขภาพของมนุษย์

ล่าสุดบริเวณหาดแม่รำพึง จังหวัดระยอง พบฟองสีขาวปนเขียว เศษสาหร่าย และสารอินทรีย์สีดำกระจายตัวตามแนวคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ลักษณะดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของการเกิดแพลงก์ตอนบลูม ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อในน้ำมีสารอาหารจำพวกไนโตรเจนและฟอสฟอรัสในปริมาณสูง ส่งผลให้แพลงก์ตอนบางชนิดเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วผิดปกติ

แพลงก์ตอนบลูมที่น่ากังวลส่วนใหญ่เกิดจากสิ่งมีชีวิตกลุ่มไซยาโนแบคทีเรีย หรือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ซึ่งสามารถสร้างสารพิษที่เรียกว่า "ไซยาโนท็อกซิน" ได้ สารพิษสำคัญ ได้แก่ ไมโครซิสติน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเซลล์ตับและอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับในระยะยาว รวมถึงอนาทอกซิน ซึ่งมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง อาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ชัก หรือส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ เมื่อแพลงก์ตอนจำนวนมากตายและสลายตัว ยังอาจก่อให้เกิดแอมโมเนียและก๊าซไข่เน่า ส่งกลิ่นเหม็นคาวและทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมลงอีกด้วย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในน้ำทะเลเท่านั้น เพราะเมื่อแพลงก์ตอนมีปริมาณมากเกินไป จะใช้ออกซิเจนในน้ำจำนวนมหาศาล ทำให้ปลาและสัตว์น้ำขาดออกซิเจนจนตายได้ ขณะเดียวกันสารพิษยังสามารถสะสมในหอยและสัตว์น้ำหลายชนิด ก่อนส่งต่อไปตามห่วงโซ่อาหารจนถึงมนุษย์

สำหรับประชาชน อันตรายอาจเกิดได้ทั้งจากการสัมผัสและการบริโภค การลงเล่นน้ำหรือสัมผัสน้ำในบริเวณที่มีแพลงก์ตอนบลูมอาจทำให้เกิดผื่นคัน แสบตา หรือผิวหนังอักเสบ ขณะที่การรับประทานอาหารทะเลหรือสัตว์น้ำที่มีสารพิษสะสมอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องร่วง หรือส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและตับได้ ที่สำคัญ สารพิษบางชนิดไม่สามารถทำลายได้ด้วยการต้ม จึงไม่ควรนำน้ำจากแหล่งที่สงสัยว่ามีการบลูมมาใช้เพื่อการบริโภค

ปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมจึงไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทำให้น้ำทะเลเปลี่ยนสีหรือเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงผลกระทบจากมลพิษและน้ำเสียที่ถูกปล่อยสู่ธรรมชาติ ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำในพื้นที่เสี่ยง และติดตามประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่โอกาสเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : Sonthi Kotchawat

แท็กบทความ

แพลงก์ตอนบลูมปัญหาสิ่งแวดล้อม
หาดแม่รำพึง
ทะเลเปลี่ยนสี
ฤดูฝน