“ความมืด” กำลังหายไป ท้องฟ้าทั่วโลกสว่างขึ้น 10% ต่อปี

Share on Line Share on Facebook Share on X
“ความมืด” กำลังหายไป ท้องฟ้าทั่วโลกสว่างขึ้น 10% ต่อปี

ท้องฟ้ายามค่ำคืนทั่วโลกกำลังสว่างขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยงานวิจัยระบุว่า ความสว่างของท้องฟ้าในยามค่ำคืนเพิ่มขึ้นราว 10% ต่อปี ขณะที่ประชากรราว 80% ของโลก อาศัยอยู่ภายใต้ท้องฟ้าที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางแสง ส่งผลให้การมองเห็นดวงดาวลดลง และอาจกระทบต่อระบบนิเวศ สุขภาพมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก


มลพิษทางแสงเกิดจากการใช้แสงประดิษฐ์ในเวลากลางคืนมากเกินความจำเป็น ทั้งจากไฟถนน อาคาร ลานจอดรถ สนามกีฬา และไฟภายนอกอาคาร โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีการใช้แสงสว่างอย่างหนาแน่น


นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์ด้านท้องฟ้ามืดเสนอว่า การแก้ปัญหาไม่จำเป็นต้องหมายถึงการปิดไฟถนนทั้งหมด แต่ควรควบคุม ความสว่าง ทิศทาง และช่วงเวลาการใช้ไฟ ให้เหมาะสมกับความจำเป็น เช่น ใช้ไฟที่สว่างเท่าที่จำเป็น ติดตั้งอุปกรณ์บังแสงเพื่อไม่ให้แสงส่องขึ้นสู่ท้องฟ้า และหลีกเลี่ยงการติดตั้งไฟหลายดวงในพื้นที่ที่ใช้เพียงดวงเดียวก็เพียงพอ


สรุปข่าว

ท้องฟ้ายามค่ำคืนทั่วโลกกำลังสว่างขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมลพิษทางแสง โดยมีข้อมูลระบุว่าความสว่างเพิ่มขึ้นราว 10% ต่อปี ขณะที่ประชากรถึง 80% ของโลกอาศัยอยู่ภายใต้ท้องฟ้าที่ได้รับผลกระทบ นักวิทยาศาสตร์เตือน แสงไม่ได้เพียงบดบังดวงดาว แต่ยังรบกวนการนอนหลับของมนุษย์ กระทบพฤติกรรมของสัตว์ และเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ จน “ความมืดตามธรรมชาติ” กำลังกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากขึ้น

ท้องฟ้ายามค่ำคืนทั่วโลกกำลังสว่างขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยงานวิจัยระบุว่า ความสว่างของท้องฟ้าในยามค่ำคืนเพิ่มขึ้นราว 10% ต่อปี ขณะที่ประชากรราว 80% ของโลก อาศัยอยู่ภายใต้ท้องฟ้าที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางแสง ส่งผลให้การมองเห็นดวงดาวลดลง และอาจกระทบต่อระบบนิเวศ สุขภาพมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก


มลพิษทางแสงเกิดจากการใช้แสงประดิษฐ์ในเวลากลางคืนมากเกินความจำเป็น ทั้งจากไฟถนน อาคาร ลานจอดรถ สนามกีฬา และไฟภายนอกอาคาร โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีการใช้แสงสว่างอย่างหนาแน่น


นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์ด้านท้องฟ้ามืดเสนอว่า การแก้ปัญหาไม่จำเป็นต้องหมายถึงการปิดไฟถนนทั้งหมด แต่ควรควบคุม ความสว่าง ทิศทาง และช่วงเวลาการใช้ไฟ ให้เหมาะสมกับความจำเป็น เช่น ใช้ไฟที่สว่างเท่าที่จำเป็น ติดตั้งอุปกรณ์บังแสงเพื่อไม่ให้แสงส่องขึ้นสู่ท้องฟ้า และหลีกเลี่ยงการติดตั้งไฟหลายดวงในพื้นที่ที่ใช้เพียงดวงเดียวก็เพียงพอ


หลายพื้นที่เริ่มออกมาตรการควบคุมแสงสว่างแล้ว โดยเมืองแฟลกสตาฟ รัฐแอริโซนา สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในเมืองแรก ๆ ที่ออกกฎควบคุมไฟภายนอกอาคารตั้งแต่ปี 1958 และได้รับการรับรองให้เป็นเมืองท้องฟ้ามืด หรือ Dark Sky City ในปี 2001 กฎดังกล่าวกำหนดทั้งปริมาณแสง ประเภทของหลอดไฟ และทิศทางการส่องสว่าง


ขณะเดียวกัน เมืองและชุมชนอีกหลายแห่งในสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ก็เริ่มออกมาตรการในลักษณะเดียวกัน รวมถึงรัฐนิวยอร์กที่กำลังพิจารณากฎหมายคุ้มครองท้องฟ้ามืด ซึ่งจะเพิ่มข้อจำกัดเกี่ยวกับการใช้แสงสว่างภายนอกอาคาร


ผลกระทบจากมลพิษทางแสงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำให้มนุษย์มองไม่เห็นดวงดาว แต่ยังส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตที่ใช้ความมืดเป็นส่วนหนึ่งของวงจรชีวิต


สัตว์หลายชนิดอาศัยแสงจากดวงจันทร์และความมืดในการนำทาง เต่าทะเลวัยอ่อนอาจสับสนจากแสงไฟริมชายฝั่งและมุ่งหน้าไปยังบริเวณที่มีแสงแทนที่จะลงสู่ทะเล ขณะที่แมลงกลางคืน เช่น ผีเสื้อกลางคืน อาจบินวนรอบแหล่งกำเนิดแสงจนเสียพลังงานและตกเป็นเหยื่อของสัตว์อื่นได้ง่ายขึ้น


หิ่งห้อยและกบยังต้องอาศัยความมืดในการสื่อสารและผสมพันธุ์ ส่วนแสงจากเมืองยังสามารถรบกวนเส้นทางการอพยพของนกที่เดินทางในเวลากลางคืน


งานวิจัยยังพบว่า มลพิษทางแสงอาจรบกวนความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับแมลงผสมเกสร รวมถึงส่งผลต่อช่วงเวลาการออกดอกของต้นไม้ และรบกวน นาฬิกาชีวภาพ (circadian rhythm) ของสิ่งมีชีวิต


มนุษย์เองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน แสงจากภายในอาคารหรือแสงภายนอกที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่างในช่วงกลางคืนสามารถรบกวนการพักผ่อนและวงจรการนอนหลับ ขณะที่การลดการสัมผัสแสงในช่วงกลางคืนมีความสำคัญต่อการพักฟื้นและสุขภาพโดยรวม


ปัจจุบันมลพิษทางแสงไม่ได้มาจากพื้นโลกเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มขยายขึ้นไปบนท้องฟ้าจากจำนวนดาวเทียมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มดาวเทียมในวงโคจรต่ำของโลก ซึ่งสามารถมองเห็นเป็นจุดสว่างเคลื่อนผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน และรบกวนการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์


นักวิทยาศาสตร์ยังจับตาแนวคิดการใช้ดาวเทียมเพื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ลงมายังพื้นโลกในบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดคำถามใหม่เกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของการเพิ่มแหล่งกำเนิดแสงจากอวกาศ


ท้องฟ้ายามค่ำคืนมีความสำคัญต่อมนุษย์มายาวนาน ดวงดาวเคยเป็นทั้งเครื่องมือบอกทิศทาง ปฏิทิน และส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและความเชื่อของผู้คน แต่การขยายตัวของเมืองและการใช้แสงประดิษฐ์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนจำนวนมากต้องเดินทางออกจากเมืองจึงจะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน


นักอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดจึงเสนอให้สังคมมอง “ความมืดในยามค่ำคืน” เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ควรได้รับการปกป้อง เช่นเดียวกับอากาศและน้ำสะอาด โดยไม่จำเป็นต้องทำให้เมืองกลับไปมืดสนิท แต่สามารถออกแบบการใช้แสงให้มีประสิทธิภาพ ลดแสงที่ไม่จำเป็น และเปิดโอกาสให้ผู้คนและสิ่งมีชีวิตได้กลับมาสัมผัสกับความมืดตามธรรมชาติอีกครั้ง

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Getty Images