
ข้อมูลจากหน่วยงานด้านสภาพอากาศทั่วโลกต่างชี้ตรงกันว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่โลกเผชิญกับปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เนื่องจากอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มสูงเป็นประวัติการณ์ โดยอิทธิพลจากเอลนีโญนั้นส่งผลให้หลายพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง คลื่นความร้อนรุนแรง ขณะที่อีกหลายพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน
สำหรับประเทศไทย แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาหลายพื้นที่จะมีฝนตกหนักต่อเนื่องและน้ำท่วมฉับพลันเช่นที่จังหวัดน่าน และเพชรบูรณ์ แต่ก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ฝนจากร่องมรสุมที่พาดผ่านพื้นที่ภาคเหนือและอีสานตอนบน ทำให้ฝนตกเฉพาะจุดเท่านั้น ไม่ใช่ฝนที่ตกกระจายตัวทั่วประเทศ ขณะเดียวกันอิทธิพลจาก “เอลนีโญ” ยังคงส่งผลให้บางพื้นที่ยังเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน อาจมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกและทำการเกษตรได้
สรุปข่าว
ข้อมูลจากหน่วยงานด้านสภาพอากาศทั่วโลกต่างชี้ตรงกันว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่โลกเผชิญกับปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เนื่องจากอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มสูงเป็นประวัติการณ์ โดยอิทธิพลจากเอลนีโญนั้นส่งผลให้หลายพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง คลื่นความร้อนรุนแรง ขณะที่อีกหลายพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน
สำหรับประเทศไทย แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาหลายพื้นที่จะมีฝนตกหนักต่อเนื่องและน้ำท่วมฉับพลันเช่นที่จังหวัดน่าน และเพชรบูรณ์ แต่ก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ฝนจากร่องมรสุมที่พาดผ่านพื้นที่ภาคเหนือและอีสานตอนบน ทำให้ฝนตกเฉพาะจุดเท่านั้น ไม่ใช่ฝนที่ตกกระจายตัวทั่วประเทศ ขณะเดียวกันอิทธิพลจาก “เอลนีโญ” ยังคงส่งผลให้บางพื้นที่ยังเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน อาจมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกและทำการเกษตรได้
นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมนเนจเมนท์ (ทีมกรุ๊ป) ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำและภัยพิบัติ เปิดเผยว่า ปรากฎการณ์ “เอลนีโญ” ในปี 2026 ยังคงน่าเป็นห่วง ซึ่งปัจจุบันแตะระดับปานกลาง-แรงในเดือนกันยายน และจะรุนแรงที่สุดในช่วงปลายปีราวเดือนพฤศจิกายน โดยถูกเรียกว่าเป็น “ก็อตซิลลา เอลนีโญ” เนื่องจากเกินระดับ 2 อิทธิพลจากเอลนีโญระดับรุนแรงจะส่งผลให้ปริมาณฝนตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไปลดน้อยลงกว่าปกติ
สำหรับปริมาณฝนเฉลี่ยปกติในภาคกลางจะอยู่ที่ประมาณ 1,300 มิลลิเมตร แต่อิทธิพลจากเอลนีโญอาจทำให้ปริมาณฝนลดลงอยู่ที่ราว 1,100 มิลลิเมตร ส่วนภาคอีสานตอนใต้อยู่ที่ประมาณ 1,000 มิลลิเมตร ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออก ปริมาณฝนเฉลี่ยปกติอยู่ที่ 1,800 มิลลิเมตร อาจลดลงเหลือประมาณ 1,500 มิลลิเมตร ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติราว 4% แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาพื้นที่ดังกล่าวจะมีฝนตกต่อเนื่องและบางพื้นที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมฉับพลันก็ตาม ขณะที่พื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคอีสานตอนใต้ ปริมาณฝนเฉลี่ยต่ำกว่าปกติ 11%
โดยปกติแล้วปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” หมายถึง ภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรมหาสมุทรแปซิฟิกเพิ่มสูงขึ้นจากค่าปกติตั้งแต่ 0.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป และหากอุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส จะถือว่าเป็นจุดที่ปรากฏการณ์เอลนีโญแตะระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” แต่ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรมหาสมุทรแปซิฟิกอาจสูงมากกว่า 3 องศาเซลเซียส และอาจแตะระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา ทำให้นักวิทยาศาสตร์เปรียบเปรยความรุนแรงของปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ที่สูงผิดปกตินี้ว่าเป็น “ก็อตซิลลา เอลนีโญ”
อย่างไรก็ตามคำว่า “ก็อตซิลลา เอลนีโญ” และ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ไม่ใช่ชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นศัพท์เฉพาะที่ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้เพื่อให้มองเห็นภาพอิทธิพล และความรุนแรงของปรากฏการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติทั่วโลก ทั้งอากาศร้อนจัด คลื่นความร้อนรุนแรง ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน รวมถึงไฟป่าครั้งใหญ่
- เปิดสาเหตุมหาอุทกภัยเนปาล ดินถล่ม-ธารน้ำแข็งพังทลาย ก่อนมวลน้ำซัดลงหุบเขา
- เตือนภัยทั่วโลก! “เอลนีโญ” จ่อรุนแรงสุด ในรอบหลายชั่วอายุคน
- “เอลนีโญ” ปลุกพายุปี 69 คาดก่อตัวเยอะสุดเป็นประวัติการณ์
- จับตา “เอลนีโญ” 2026 กำลังเร่งตัวแตะระดับรุนแรง ปี 2027 เสี่ยงร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์
- “เอลนีโญ” เขย่าฝนเอเชีย ทำกรุงเทพฯ เสี่ยงแล้งมากขึ้น แต่หลายเมืองจ่อน้ำท่วม
ที่มาข้อมูล : Moning Focus TNN 16, Reuters
ที่มารูปภาพ : Canva
