เปิดสาเหตุมหาอุทกภัยเนปาล ดินถล่ม-ธารน้ำแข็งพังทลาย ก่อนมวลน้ำซัดลงหุบเขา

Share on Line Share on Facebook Share on X
เปิดสาเหตุมหาอุทกภัยเนปาล ดินถล่ม-ธารน้ำแข็งพังทลาย ก่อนมวลน้ำซัดลงหุบเขา

มหาอุทกภัย” ใน “เนปาล” อาจไม่ได้เกิดจากน้ำฝนเพียงอย่างเดียว แต่มีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์ครั้งใหญ่บนเทือกเขาหิมาลัย นักธรณีฟิสิกส์ระบุว่า ดินถล่มขนาดมหึมาอาจพัดพาธารน้ำแข็งหรือชิ้นส่วนของธารน้ำแข็งลงมาจากภูเขา ก่อนเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ กลายเป็นมวลน้ำ น้ำแข็ง และเศษหินจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงหุบเขา จนนำไปสู่เหตุอุทกภัยรุนแรงที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก

 

นักธรณีฟิสิกส์ Göran Ekström จาก Lamont-Doherty Earth Observatory แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ให้ข้อมูลว่า ภัยพิบัติครั้งนี้อาจย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ทางธรณีฟิสิกส์ครั้งใหญ่บนเทือกเขาหิมาลัย โดยเกิดดินถล่มบริเวณช่องเขา ก่อนพัดพาธารน้ำแข็งหรือบางส่วนของธารน้ำแข็งลงมาด้วย แรงจากเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นสามารถตรวจจับได้จากเครื่องวัดแผ่นดินไหวทั่วโลกในลักษณะเทียบเท่าแผ่นดินไหวขนาด 5.2 แม้เหตุการณ์หลักจะเป็นการถล่มของมวลดินและน้ำแข็งก็ตาม


สรุปข่าว

นักธรณีฟิสิกส์ชี้มหาอุทกภัย “เนปาล” อาจเริ่มจาก ดินถล่มขนาดมหึมาบนเทือกเขาหิมาลัย ที่พัดพาธารน้ำแข็งลงมาด้วย ก่อนกลายเป็นมวลน้ำและเศษหินมหาศาลไหลลงหุบเขา นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าแรงจากการถล่มรุนแรงจนตรวจจับได้เทียบเท่า แผ่นดินไหวขนาด 5.2 และอาจทำให้เกิดคลื่นน้ำสูงถึงราว 40–49 เมตร นอกจากนี้ยังพบว่า “ภาวะโลกร้อน” อาจเพิ่มความเปราะบางของธารน้ำแข็ง แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นสาเหตุโดยตรงของภัยพิบัติครั้งนี้

มหาอุทกภัย” ใน “เนปาล” อาจไม่ได้เกิดจากน้ำฝนเพียงอย่างเดียว แต่มีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์ครั้งใหญ่บนเทือกเขาหิมาลัย นักธรณีฟิสิกส์ระบุว่า ดินถล่มขนาดมหึมาอาจพัดพาธารน้ำแข็งหรือชิ้นส่วนของธารน้ำแข็งลงมาจากภูเขา ก่อนเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ กลายเป็นมวลน้ำ น้ำแข็ง และเศษหินจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงหุบเขา จนนำไปสู่เหตุอุทกภัยรุนแรงที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก

 

นักธรณีฟิสิกส์ Göran Ekström จาก Lamont-Doherty Earth Observatory แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ให้ข้อมูลว่า ภัยพิบัติครั้งนี้อาจย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ทางธรณีฟิสิกส์ครั้งใหญ่บนเทือกเขาหิมาลัย โดยเกิดดินถล่มบริเวณช่องเขา ก่อนพัดพาธารน้ำแข็งหรือบางส่วนของธารน้ำแข็งลงมาด้วย แรงจากเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นสามารถตรวจจับได้จากเครื่องวัดแผ่นดินไหวทั่วโลกในลักษณะเทียบเท่าแผ่นดินไหวขนาด 5.2 แม้เหตุการณ์หลักจะเป็นการถล่มของมวลดินและน้ำแข็งก็ตาม


เมื่อก้อนหินและมวลดินมหาศาลพุ่งลงจากภูเขา จะเกิดพลังงานและความร้อนสูง ซึ่งอาจเร่งให้ธารน้ำแข็งละลาย กลายเป็นน้ำปริมาณมาก เมื่อรวมเข้ากับน้ำแข็ง เศษหิน และตะกอน จึงไหลลงสู่หุบเขาอย่างรุนแรงและรวดเร็ว


นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า มวลน้ำที่ไหลลงมาอาจมีความสูงถึงประมาณ 130-160 ฟุต หรือราว 40-49 เมตร และอาจเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้พื้นที่ด้านล่างแทบไม่มีเวลารับมือ

 

อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย Ekström ระบุว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเร่งการละลายของน้ำแข็งและธารน้ำแข็งทั่วโลก อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพียงแต่ภาวะโลกร้อนอาจทำให้เหตุการณ์รุนแรงขึ้นหรือเกิดได้ง่ายขึ้น


นักวิทยาศาสตร์ยังพบแนวโน้มว่า ดินถล่มในพื้นที่ภูเขาสูงกำลังเกิดถี่ขึ้น และหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือการละลายของธารน้ำแข็ง

 

ภัยพิบัติเนปาลอาจมีต้นตอจาก ดินถล่มครั้งใหญ่บนเทือกเขาหิมาลัยที่พัดพาธารน้ำแข็งลงมาด้วย ก่อนกลายเป็นมวลน้ำแข็ง หิน และน้ำมหาศาลไหลลงหุบเขา นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าเหตุการณ์อาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนเทียบเท่าแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ขณะที่ ภาวะโลกร้อนอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ธารน้ำแข็งละลายและเพิ่มความเปราะบางของพื้นที่ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสาเหตุโดยตรงของเหตุการณ์ครั้งนี้

ที่มาข้อมูล : abcnews.com

ที่มารูปภาพ : Reuters