“เอลนีโญ” เร่งกำลังแรงมาก ฝนปลายปีเสี่ยงน้อย ทำน้ำต้นทุนปี 70 ตึงตัว!

Share on Line Share on Facebook Share on X
“เอลนีโญ” เร่งกำลังแรงมาก ฝนปลายปีเสี่ยงน้อย ทำน้ำต้นทุนปี 70 ตึงตัว!

สถานการณ์ภูมิอากาศโลกส่งสัญญาณน่าจับตา เมื่อปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี 2569 ขณะที่ประเทศไทยอาจเผชิญฝนปลายฤดูต่ำกว่าปกติในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม ซึ่งถือเป็นช่วงสำคัญของการเติมน้ำเข้าสู่เขื่อนและแหล่งน้ำ ก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง หากฝนพลาดเป้า อาจส่งผลให้น้ำต้นทุนสำหรับปี 2570 ตึงตัวมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้ง ความร้อน ไฟป่า และปัญหา PM2.5 ตามมา

รองศาสตราจารย์วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ เปิดเผยว่า ข้อมูลพยากรณ์ล่าสุดสะท้อนสัญญาณเอลนีโญที่แรงขึ้นอย่างชัดเจน โดย NOAA ประเมินโอกาสเกิดเอลนีโญเกือบ 100% ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกรกฎาคม–กันยายน 2569 ไปจนถึงช่วงมกราคม–มีนาคม 2570 ขณะที่โอกาสเกิดเอลนีโญระดับ “รุนแรงมาก” หรือ Very Strong El Niño เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสูงกว่า 90% ในช่วงกันยายน–ธันวาคม 2569 โดยอาจแตะประมาณ 95% ในช่วงตุลาคม–ธันวาคม ก่อนแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงในปี 2570

สรุปข่าว

เอลนีโญส่อเค้ารุนแรงกว่าที่คาด! รองศาสตราจารย์วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ เผยว่าสัญญาณพยากรณ์ล่าสุดชี้ ช่วง ก.ย.–ต.ค. 2569 ไทยหลายพื้นที่เสี่ยงฝนน้อยกว่าปกติ ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเติมน้ำเข้าเขื่อน หากฝนปลายฤดูไม่มาตามเป้า อาจกระทบปริมาณน้ำต้นทุนปี 2570 ขณะที่อุณหภูมิที่มีแนวโน้มสูงกว่าปกติยังเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้ง ไฟป่า และ PM2.5 โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนปีหน้า

สถานการณ์ภูมิอากาศโลกส่งสัญญาณน่าจับตา เมื่อปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี 2569 ขณะที่ประเทศไทยอาจเผชิญฝนปลายฤดูต่ำกว่าปกติในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม ซึ่งถือเป็นช่วงสำคัญของการเติมน้ำเข้าสู่เขื่อนและแหล่งน้ำ ก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง หากฝนพลาดเป้า อาจส่งผลให้น้ำต้นทุนสำหรับปี 2570 ตึงตัวมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้ง ความร้อน ไฟป่า และปัญหา PM2.5 ตามมา

รองศาสตราจารย์วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ เปิดเผยว่า ข้อมูลพยากรณ์ล่าสุดสะท้อนสัญญาณเอลนีโญที่แรงขึ้นอย่างชัดเจน โดย NOAA ประเมินโอกาสเกิดเอลนีโญเกือบ 100% ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกรกฎาคม–กันยายน 2569 ไปจนถึงช่วงมกราคม–มีนาคม 2570 ขณะที่โอกาสเกิดเอลนีโญระดับ “รุนแรงมาก” หรือ Very Strong El Niño เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสูงกว่า 90% ในช่วงกันยายน–ธันวาคม 2569 โดยอาจแตะประมาณ 95% ในช่วงตุลาคม–ธันวาคม ก่อนแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงในปี 2570

ด้านแบบจำลองของ ECMWF ชี้ว่า เอลนีโญมีแนวโน้มเร่งกำลังขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และอาจถึงจุดสูงสุดช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องต้นปี 2570 ก่อนอ่อนกำลังลงราวเดือนมีนาคม–เมษายน 2570 อย่างไรก็ตาม ความอุ่นของมหาสมุทรแปซิฟิกอาจยังคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2570

ขณะที่ดัชนี IOD หรือ Indian Ocean Dipole มีแนวโน้มขยับเข้าสู่ภาวะเป็นบวกในช่วงเดือนสิงหาคม–ธันวาคม 2569 แม้ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่หากเกิด Positive IOD พร้อมกับเอลนีโญ อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ประเทศอินโดนีเซียและบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีฝนลดลงและแห้งแล้งกว่าปกติ

สำหรับประเทศไทย สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม 2569 ซึ่งผลพยากรณ์เฉลี่ยจากสำนักอุตุนิยมวิทยา 11 แห่งทั่วโลก บ่งชี้ว่าหลายพื้นที่มีแนวโน้มฝนต่ำกว่าค่าปกติ โดยสัญญาณดังกล่าวปรากฏในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการเติมน้ำเข้าสู่เขื่อนก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง

แม้ฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฝนตกหนักหรือน้ำท่วม แต่ความเสี่ยงสำคัญคือ “ฝนตกไม่ตรงจังหวะ” หรือมีฝนหนักเป็นช่วง ๆ แต่ปริมาณฝนสะสมไม่เพียงพอต่อการเติมน้ำต้นทุนในภาพรวม หากพลาดฝนช่วงปลายฤดู อาจทำให้ปริมาณน้ำสำหรับการบริหารจัดการในปี 2570 มีความตึงตัวมากขึ้น

เมื่อเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน 2569 ประเทศไทยตอนบนจะเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง โอกาสที่ฝนจะช่วยเติมน้ำเข้าสู่ระบบจะลดลงอย่างมาก ขณะที่ภาคใต้กลับต้องเผชิญสถานการณ์ที่แตกต่างกัน โดยช่วงต้นอาจมีพื้นที่เสี่ยงฝนน้อย แต่ในช่วงพฤศจิกายน–ธันวาคมมีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย จึงต้องเตรียมรับมือทั้งฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำท่วมเมืองควบคู่กัน

ผลพยากรณ์ในช่วงมกราคม–กุมภาพันธ์ 2570 ยังสะท้อนว่า แม้ประเทศไทยตอนบนอาจมีฝนใกล้เคียงค่าปกติ แต่เนื่องจากอยู่ในฤดูแล้ง ปริมาณดังกล่าวแทบไม่ช่วยเพิ่มน้ำต้นทุน หากการเติมน้ำในช่วงปลายฤดูฝนปี 2569 ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ความตึงตัวของน้ำจะเริ่มเห็นได้ชัดขึ้น ขณะที่ภาคใต้บางพื้นที่อาจมีสัญญาณฝนน้อย ประกอบกับอุณหภูมิที่มีแนวโน้มสูงกว่าปกติ จึงต้องเตรียมรับมือภัยแล้งและภัยร้อน รวมถึงความเสี่ยงไฟป่าและ PM2.5

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก IRI มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ยังชี้ว่า ช่วงกันยายน–ธันวาคม 2569 หลายพื้นที่ของประเทศไทยมีโอกาสฝนต่ำกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันตก ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้บางส่วนก็มีพื้นที่เสี่ยงเช่นกัน จึงควรเริ่มวางแผนบริหารจัดการน้ำข้ามปีตั้งแต่ก่อนสิ้นสุดฤดูฝน

อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือ “ความร้อน” โดย IRI ประเมินว่า ช่วงกันยายน 2569–กุมภาพันธ์ 2570 เกือบทั่วประเทศมีโอกาสสูงมากที่อุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงกว่าค่าปกติ ความร้อนจะเพิ่มการระเหยของน้ำและความต้องการใช้น้ำ รวมถึงสร้างความเครียดต่อภาคการเกษตร ปศุสัตว์ และสุขภาพของประชาชน

หากความร้อนเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะฝนต่ำ ความเสี่ยงไฟป่า การเผาในพื้นที่เกษตร และปัญหา PM2.5 ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยผลกระทบของเอลนีโญอาจไม่ได้สิ้นสุดลงทันทีเมื่อปรากฏการณ์เริ่มอ่อนกำลัง เพราะอิทธิพลด้านอุณหภูมิอาจลากยาวต่อเนื่องเข้าสู่ปี 2570

รองศาสตราจารย์วิษณุแนะนำว่า การรับมือสถานการณ์ดังกล่าวควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะการบริหารน้ำข้ามปี ควรจัดทำหลายฉากทัศน์ตามระดับฝน พร้อมกำหนดเป้าหมายน้ำต้นทุนและแผนจัดสรรน้ำปี 2570 ให้ชัดเจนก่อนสิ้นฤดูฝน รวมทั้งพัฒนาระบบเตือนภัยเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงข้อมูลฝน ความชื้นในดิน ปริมาณน้ำในอ่าง อุณหภูมิ และจุดความร้อน เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ภัยร้อน และไฟป่าล่วงหน้า

ภาคเกษตรควรปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำ แจ้งเตือนเกษตรกรล่วงหน้า ปรับปฏิทินการเพาะปลูก ลดการปลูกพืชที่ใช้น้ำมาก และส่งเสริมพันธุ์พืชทนแล้งหรือระบบใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาภัยแล้ง ภัยร้อน และ PM2.5 ควรบูรณาการเป็นแผนเดียวกัน ทั้งการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร การสร้างแรงจูงใจลดการเผา การจัดการเชื้อเพลิงในป่า และเพิ่มประสิทธิภาพการดับไฟ

นอกจากนี้ ควรเตรียมมาตรการปกป้องกลุ่มเปราะบางล่วงหน้า ทั้งแผนรับมือความร้อน ห้องปลอดฝุ่น ระบบแจ้งเตือนภัย และมาตรการช่วยเหลือที่ตรงกลุ่มสำหรับเกษตรกรรายย่อย แรงงานกลางแจ้ง ผู้สูงอายุ และผู้มีรายได้น้อย เพราะการใช้งบประมาณเพื่อ “ป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย” ย่อมคุ้มค่ากว่าการรอแก้ไขและชดเชยหลังเกิดภัยพิบัติ

สถานการณ์เอลนีโญครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ปลายฤดูฝน ไม่ใช่รอจนเข้าสู่ฤดูแล้ง เพราะหากฝนช่วงสำคัญไม่เป็นไปตามคาด น้ำต้นทุนปี 2570 อาจกลายเป็นโจทย์ใหญ่ ขณะที่ความร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า และ PM2.5 อาจซ้ำเติมผลกระทบในหลายพื้นที่ ดังนั้น การติดตามข้อมูลพยากรณ์อย่างต่อเนื่องและปรับแผนให้ทันกับข้อมูลใหม่ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการรับมือในยุค “โลกรวน”

ที่มาข้อมูล : FB รองศาสตราจารย์วิษณุ อรรถวานิช

ที่มารูปภาพ : Envato