แผ่นดินไหวถี่ ทั่ว “วงแหวนแห่งไฟ” หวั่นโลกกำลังสั่นสะเทือนหนักขึ้น

Share on Line Share on Facebook Share on X
แผ่นดินไหวถี่  ทั่ว “วงแหวนแห่งไฟ”  หวั่นโลกกำลังสั่นสะเทือนหนักขึ้น

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับปีนี้แผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะบริเวณ “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of Fire) ซึ่งเป็นแนวที่มีการเคลื่อนตัวและมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกหลายแผ่น ข้อมูลถึงเดือนสิงหาคม 2026 พบแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปทั่วโลกแล้ว 11 ครั้ง โดยส่วนใหญ่เกิดในประเทศที่อยู่ตามแนววงแหวนแห่งไฟ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เม็กซิโก และโคลอมเบีย

สาเหตุหลักของแผ่นดินไหวในพื้นที่ดังกล่าวมาจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก เมื่อแผ่นเปลือกโลกชน เบียด หรือมุดตัว แรงเค้นจะสะสมตามรอยต่อ เมื่อหินไม่สามารถรับแรงได้อีกต่อไป พลังงานจึงถูกปลดปล่อยออกมาเป็นแผ่นดินไหว นอกจากนี้ เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ พลังงานและแรงเค้นที่กระจายไปยังรอยเลื่อนอื่นอาจทำให้เกิดแผ่นดินไหวตามมาเป็นชุดได้

สรุปข่าว

ดร.สนธิ คชวัฒน์ เตือน แผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปเกิดแล้ว 11 ครั้งในปีนี้ ส่วนใหญ่ตามแนว “วงแหวนแห่งไฟ” แต่ยังอยู่ในความผันแปรตามธรรมชาติ สาเหตุหลักยังมาจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก การสะสมและปลดปล่อยแรงเค้น ไม่ใช่ภาวะโลกร้อนโดยตรง แต่ “โลกร้อน” อาจเป็น “ตัวกระตุ้น” ทางอ้อมจากน้ำแข็งละลาย ระดับน้ำทะเลและฝนสุดขั้ว

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับปีนี้แผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะบริเวณ “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of Fire) ซึ่งเป็นแนวที่มีการเคลื่อนตัวและมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกหลายแผ่น ข้อมูลถึงเดือนสิงหาคม 2026 พบแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปทั่วโลกแล้ว 11 ครั้ง โดยส่วนใหญ่เกิดในประเทศที่อยู่ตามแนววงแหวนแห่งไฟ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เม็กซิโก และโคลอมเบีย

สาเหตุหลักของแผ่นดินไหวในพื้นที่ดังกล่าวมาจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก เมื่อแผ่นเปลือกโลกชน เบียด หรือมุดตัว แรงเค้นจะสะสมตามรอยต่อ เมื่อหินไม่สามารถรับแรงได้อีกต่อไป พลังงานจึงถูกปลดปล่อยออกมาเป็นแผ่นดินไหว นอกจากนี้ เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ พลังงานและแรงเค้นที่กระจายไปยังรอยเลื่อนอื่นอาจทำให้เกิดแผ่นดินไหวตามมาเป็นชุดได้

อย่างไรก็ตาม การที่ปีนี้ดูเหมือนเกิดแผ่นดินไหวถี่ขึ้น ไม่ได้หมายความว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่แผ่นดินไหวรุนแรงผิดปกติเสมอไป เพราะข้อมูลจากสถาบันสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ USGS ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วทั่วโลกเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปประมาณ 15 ครั้งต่อปี การเกิดถี่ในบางช่วงจึงอาจเป็นความผันแปรทางสถิติหรือการรวมกลุ่มแบบสุ่ม

ส่วนประเด็น “ภาวะโลกร้อน” นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้มองว่าเป็นสาเหตุโดยตรงของการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจมีส่วนกระตุ้นแผ่นดินไหวบางพื้นที่ โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักและแรงกดทับบนผิวโลก

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการละลายของธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็ง เมื่อมวลน้ำแข็งบนพื้นดินลดลง น้ำหนักที่กดทับเปลือกโลกก็ลดลง ทำให้เปลือกโลกเกิดการ “ดีดตัวกลับ” หรือ Isostatic Rebound ซึ่งอาจกระตุ้นให้รอยเลื่อนที่มีความตึงตัวอยู่แล้วเกิดการขยับและปลดปล่อยพลังงานออกมาได้

ขณะเดียวกัน ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้มวลน้ำเพิ่มแรงกดทับต่อเปลือกโลกใต้ทะเล โดยเฉพาะบริเวณเขตมุดตัวรอบวงแหวนแห่งไฟ อีกทั้งแรงดันน้ำที่เพิ่มขึ้นอาจซึมเข้าไปตามรอยแตกและช่วยให้รอยเลื่อนบางแห่งเคลื่อนตัวได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ สภาพอากาศสุดขั้วและฝนตกหนักอาจเพิ่มแรงดันน้ำใต้ดิน หรือ Pore Water Pressure ซึ่งมีหลักฐานว่าสามารถกระตุ้นแผ่นดินไหวขนาดเล็กถึงปานกลางในพื้นที่ที่มีความไวต่อแรงกระตุ้นได้

ดังนั้น แม้ภาวะโลกร้อนอาจมีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงแรงกดทับและกระตุ้นแผ่นดินไหวบางพื้นที่ แต่ยังไม่ควรสรุปว่า “โลกร้อนเป็นสาเหตุทำให้แผ่นดินไหวทั่วโลกถี่และรุนแรงขึ้น” เพราะสาเหตุหลักยังคงเป็นกระบวนการทางธรณีวิทยาและการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก ขณะที่ความถี่ของแผ่นดินไหวในแต่ละช่วงเวลายังสามารถเกิดจากความผันแปรตามธรรมชาติได้เช่นกัน

ที่มาข้อมูล : ฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : Reuters