ยกระดับศักยภาพ “ไทย” สู่ฐานการผลิต “สินค้าสีเขียว” ตอบโจทย์ความยั่งยืนตลาดโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X
ยกระดับศักยภาพ “ไทย” สู่ฐานการผลิต “สินค้าสีเขียว” ตอบโจทย์ความยั่งยืนตลาดโลก

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า แนวโน้มการค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านต้นทุนและราคา ไปสู่การแข่งขันด้านความยั่งยืน โดยประเทศคู่ค้าสำคัญเริ่มใช้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures: NTMs) เป็นเงื่อนไขทางการค้ามากขึ้น ส่งผลให้สินค้าและกระบวนการผลิตจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล


ในมุมมองของ สนค. การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตสีเขียวไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ แต่ควรถูกมองเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีมูลค่าสูง


ข้อมูลจากรายงานของธนาคารโลก (World Bank) สะท้อนว่า ไทยยังมีโอกาสเติบโตในด้านนี้อีกมาก โดยประเทศไทยมี ดัชนีความซับซ้อนสีเขียว (Green Complexity Index: GCI) อยู่ที่ 0.7 และ ดัชนีศักยภาพสีเขียว (Green Complexity Potential: GCP) อยู่ที่ 1.4 แสดงให้เห็นว่ายังมีช่องว่างในการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวและการต่อยอดเทคโนโลยีอีกอย่างมีนัยสำคัญ


สรุปข่าว

ท่ามกลางกระแสการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เชื่อมั่นว่า ไทยยังมีศักยภาพแฝงในการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตสินค้าสีเขียวระดับสูง หากเร่งต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิมไปสู่ Advanced Green Manufacturing ซึ่งจะเป็นทั้งโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มและเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า แนวโน้มการค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านต้นทุนและราคา ไปสู่การแข่งขันด้านความยั่งยืน โดยประเทศคู่ค้าสำคัญเริ่มใช้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures: NTMs) เป็นเงื่อนไขทางการค้ามากขึ้น ส่งผลให้สินค้าและกระบวนการผลิตจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล


ในมุมมองของ สนค. การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตสีเขียวไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ แต่ควรถูกมองเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีมูลค่าสูง


ข้อมูลจากรายงานของธนาคารโลก (World Bank) สะท้อนว่า ไทยยังมีโอกาสเติบโตในด้านนี้อีกมาก โดยประเทศไทยมี ดัชนีความซับซ้อนสีเขียว (Green Complexity Index: GCI) อยู่ที่ 0.7 และ ดัชนีศักยภาพสีเขียว (Green Complexity Potential: GCP) อยู่ที่ 1.4 แสดงให้เห็นว่ายังมีช่องว่างในการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวและการต่อยอดเทคโนโลยีอีกอย่างมีนัยสำคัญ


สำหรับกลุ่มสินค้าที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ระบบทำความเย็น ไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศอันดับ 1 ของโลก มูลค่า 1,127.51 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น ร้อยละ 18.2 ของตลาดโลก

 

พลังงานแสงอาทิตย์ มีความเชี่ยวชาญสินค้าซับซ้อน เช่น อุปกรณ์ทัศนศาสตร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มีฐานอุตสาหกรรมเดิมแข็งแกร่ง สามารถต่อยอดชิ้นส่วนเดิมเข้าสู่ห่วงโซ่ EV ได้

 

 นอกจากนี้ ไทยยังมีโอกาสในเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบจัดการน้ำเสีย การควบคุมมลพิษ และการดักจับคาร์บอน รวมถึงกลุ่มพลาสติกชีวภาพ ที่มีฐานวัตถุดิบจากอ้อยและมันสำปะหลัง รองรับโมเดลเศรษฐกิจ BCG


ทั้งนี้ การก้าวสู่ Advanced Green Manufacturing ไม่ใช่ทางเลือกเพื่อภาพลักษณ์ทางการค้าอีกต่อไป แต่คือทางรอดที่จะรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในเวทีโลก 

 

โดยกุญแจสำคัญคือ การขับเคลื่อนนโยบายร่วมกันอย่างตรงจุดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งการส่งเสริมมาตรฐานสินค้าสีเขียว ให้สอดคล้องกับสากล การเชื่อมโยงและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ ตลอดจนการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าและการปรับตัว เพื่อเปลี่ยนศักยภาพแฝงให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Reuters