ไขปริศนา "ทะเลทราย" ทำไมร้อนระอุที่สุดบนโลก? นักวิทย์ฯ เผยไม่ใช่แค่แดดแรง

Share on Line Share on Facebook Share on X
ไขปริศนา "ทะเลทราย"  ทำไมร้อนระอุที่สุดบนโลก?  นักวิทย์ฯ เผยไม่ใช่แค่แดดแรง

หากพูดถึง "ทะเลทราย" ภาพที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นผืนทรายสีทองสุดลูกหูลูกตา อากาศร้อนระอุ และดวงอาทิตย์ที่แผดเผาจนแทบไม่มีที่หลบแดด แต่แท้จริงแล้ว ความร้อนอันโหดร้ายของทะเลทรายไม่ได้เกิดจากการอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าพื้นที่อื่น หากแต่เป็นผลลัพธ์จากกระบวนการทางธรรมชาติหลายอย่างที่ทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อน จนทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ร้อนที่สุดบนโลก

 

นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศอธิบายว่า ทะเลทรายร้อนส่วนใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นทะเลทรายซาฮาราในแอฟริกา ทะเลทรายอาหรับ หรือทะเลทรายในออสเตรเลีย ล้วนตั้งอยู่บริเวณละติจูดประมาณ 30 องศาเหนือและใต้ของโลก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มวลอากาศจากชั้นบรรยากาศด้านบนเคลื่อนตัวจมลงสู่พื้นโลก

 

เมื่ออากาศจมตัวลง จะเกิดการอัดตัวจนมีอุณหภูมิสูงขึ้น ขณะเดียวกันความชื้นภายในอากาศก็ลดลง ทำให้เมฆก่อตัวได้ยากและฝนแทบไม่ตก พื้นที่จึงแห้งแล้งต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนกลายเป็นทะเลทราย


สรุปข่าว

นักวิทยาศาสตร์เผยว่า ความร้อนสุดขั้วของทะเลทรายไม่ได้เกิดจากแสงแดดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากอากาศแห้ง ไม่มีเมฆ และขาดความชื้น ทำให้พื้นดินสะสมความร้อนได้เต็มที่ ทะเลทรายบางแห่งมีอุณหภูมิพื้นผิวสูงกว่า 80 องศาเซลเซียส ขณะที่สถิติอุณหภูมิอากาศสูงสุดของโลกอยู่ที่ 56.7 องศาเซลเซียส ในเดธวัลเลย์ แม้กลางวันจะร้อนระอุ แต่กลางคืนกลับเย็นลงอย่างรวดเร็ว เพราะอากาศแห้งและไม่มีเมฆช่วยกักเก็บความร้อน ทำให้เกิดความต่างของอุณหภูมิอย่างมากในแต่ละวัน

หากพูดถึง "ทะเลทราย" ภาพที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นผืนทรายสีทองสุดลูกหูลูกตา อากาศร้อนระอุ และดวงอาทิตย์ที่แผดเผาจนแทบไม่มีที่หลบแดด แต่แท้จริงแล้ว ความร้อนอันโหดร้ายของทะเลทรายไม่ได้เกิดจากการอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าพื้นที่อื่น หากแต่เป็นผลลัพธ์จากกระบวนการทางธรรมชาติหลายอย่างที่ทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อน จนทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ร้อนที่สุดบนโลก

 

นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศอธิบายว่า ทะเลทรายร้อนส่วนใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นทะเลทรายซาฮาราในแอฟริกา ทะเลทรายอาหรับ หรือทะเลทรายในออสเตรเลีย ล้วนตั้งอยู่บริเวณละติจูดประมาณ 30 องศาเหนือและใต้ของโลก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มวลอากาศจากชั้นบรรยากาศด้านบนเคลื่อนตัวจมลงสู่พื้นโลก

 

เมื่ออากาศจมตัวลง จะเกิดการอัดตัวจนมีอุณหภูมิสูงขึ้น ขณะเดียวกันความชื้นภายในอากาศก็ลดลง ทำให้เมฆก่อตัวได้ยากและฝนแทบไม่ตก พื้นที่จึงแห้งแล้งต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนกลายเป็นทะเลทราย


เมื่อไม่มีเมฆปกคลุม รังสีจากดวงอาทิตย์จึงส่องถึงพื้นดินได้โดยตรงเกือบตลอดทั้งวัน แตกต่างจากพื้นที่อื่นที่เมฆช่วยสะท้อนและกรองพลังงานบางส่วนออกไป พื้นผิวของทะเลทรายจึงรับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

อีกปัจจัยสำคัญคือ "ทราย" มีคุณสมบัติแตกต่างจากน้ำหรือดินที่มีความชื้น ทรายมีค่าความจุความร้อนต่ำ หมายความว่าใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่พื้นทรายกลางทะเลทรายในช่วงบ่ายจะร้อนจนไม่สามารถเดินเท้าเปล่าได้

 

นอกจากนี้ ทะเลทรายยังขาดแคลนน้ำ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมอุณหภูมิของโลก โดยปกติแล้ว พลังงานจากดวงอาทิตย์ส่วนหนึ่งจะถูกใช้ไปกับกระบวนการระเหยของน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำในดิน แม่น้ำ หรือการคายน้ำของพืช กระบวนการนี้ช่วยดึงพลังงานความร้อนออกจากพื้นผิว ทำให้อุณหภูมิไม่สูงจนเกินไป แต่ในทะเลทรายที่แทบไม่มีน้ำ พลังงานเกือบทั้งหมดจากแสงอาทิตย์จึงเปลี่ยนเป็นความร้อนโดยตรง ทำให้อุณหภูมิของพื้นดินและอากาศพุ่งสูงกว่าพื้นที่ที่มีความชื้นอย่างชัดเจน


ผลลัพธ์คือ ทะเลทรายหลายแห่งสร้างสถิติความร้อนระดับโลก โดย เดธวัลเลย์ (Death Valley) ในสหรัฐอเมริกา เคยบันทึกอุณหภูมิอากาศสูงถึง 56.7 องศาเซลเซียส ซึ่งยังคงเป็นสถิติอุณหภูมิอากาศสูงสุดที่เคยวัดได้บนโลก ขณะที่การสำรวจด้วยดาวเทียมพบว่า ทะเลทรายลุต (Lut Desert) ในอิหร่าน เคยมีอุณหภูมิพื้นผิวสูงถึงประมาณ 80 องศาเซลเซียส ร้อนมากพอที่จะทำให้ไข่สุกได้ภายในเวลาไม่นาน

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้กลางวันจะร้อนระอุ แต่เมื่อพระอาทิตย์ตก อุณหภูมิในทะเลทรายกลับลดลงอย่างรวดเร็ว หลายพื้นที่มีอากาศเย็นจัดจนต้องสวมเสื้อกันหนาว สาเหตุเป็นเพราะอากาศที่แห้งมากและไม่มีเมฆทำหน้าที่กักเก็บความร้อน ความร้อนที่สะสมอยู่บนพื้นดินในช่วงกลางวันจึงแผ่ออกสู่อวกาศได้อย่างรวดเร็ว แตกต่างจากพื้นที่ชื้นซึ่งมีไอน้ำในบรรยากาศช่วยรักษาอุณหภูมิเอาไว้ ทำให้ทะเลทรายมีความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนมากกว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก

 

นักวิทยาศาสตร์ยังชี้ให้เห็นอีกว่า คำว่า "ทะเลทราย" ไม่ได้หมายถึงสถานที่ที่ร้อนเสมอไป แต่หมายถึงพื้นที่ที่มีฝนตกน้อยเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ ทวีปแอนตาร์กติกา จึงถูกจัดให้เป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดของโลก แม้จะมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งตลอดเกือบทั้งปีก็ตาม เพราะได้รับปริมาณฝนน้อยมากจนจัดอยู่ในกลุ่มพื้นที่แห้งแล้ง

 

ท้ายที่สุด ความร้อนอันรุนแรงของทะเลทรายจึงไม่ใช่เพียงผลจากแสงแดดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของการไหลเวียนของบรรยากาศ การขาดความชื้น การไม่มีเมฆ และคุณสมบัติของพื้นผิวที่ทำให้พลังงานจากดวงอาทิตย์สะสมเป็นความร้อนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จนสร้างสภาพแวดล้อมที่ทั้งร้อนจัดในเวลากลางวัน และเย็นจัดในยามค่ำคืน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความมหัศจรรย์ของระบบภูมิอากาศโลกได้อย่างชัดเจน

ที่มาข้อมูล : theconversation.com

ที่มารูปภาพ : Reuters