วิกฤตโลกร้อนสะเทือนอิตาลี กระทบ “ชีส” ในตำนาน 800 ปี ผู้ผลิตหวั่นส่งต่อไม่ถึงคนรุ่นหลัง

Share on Line Share on Facebook Share on X
วิกฤตโลกร้อนสะเทือนอิตาลี กระทบ “ชีส” ในตำนาน 800 ปี ผู้ผลิตหวั่นส่งต่อไม่ถึงคนรุ่นหลัง

อุตสาหกรรมผลิต “ชีสพาร์มิจาโน เรจจาโน” (Parmigiano Reggiano) อันเป็นสินค้าขึ้นชื่อของแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา ทางตอนเหนือของอิตาลี กำลังเผชิญผลกระทบจากคลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรและผู้ประกอบการต้องเพิ่มมาตรการดูแลโคนมและควบคุมอุณหภูมิในโรงเก็บชีส ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณและคุณภาพน้ำนมลดลง


ในอดีต เกษตรกรในพื้นที่จะเปิดหน้าต่างโรงเรือนเฉพาะช่วงกลางคืนในฤดูร้อนเพื่อช่วยระบายความร้อนให้โคนม แต่ปัจจุบันอุณหภูมิที่พุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ทำให้ต้องเปิดหน้าต่างตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมติดตั้งพัดลมและระบบพ่นละอองน้ำเพื่อบรรเทาความร้อนให้สัตว์


“นิโคลา แบร์ติเนลลี” ประธานสมาคมผู้ผลิตชีสพาร์มิจาโน เรจจาโน เปิดเผยว่า อากาศร้อนจัดส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งปริมาณและคุณภาพของน้ำนม โดยโคนมจะนอนพักมากขึ้น กินอาหารน้อยลง และให้น้ำนมลดลงได้ถึงร้อยละ 10 ซึ่งน้ำนมถือเป็นวัตถุดิบหลักของการผลิตชีส นอกจากนี้ การผลิตชีสพาร์มิจาโน เรจจาโนของแท้ยังจำกัดเฉพาะ 5 จังหวัดในอิตาลี โดยโคนมต้องกินเฉพาะหญ้าและฟางที่ปลูกในพื้นที่ดังกล่าว หากฝนตกน้อยจนหญ้าไม่เติบโต ก็จะกระทบต่อการผลิตอาหารสัตว์และปริมาณน้ำนมสำหรับทำชีส


สรุปข่าว

คลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงในอิตาลี ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อประชาชน แต่ยังลุกลามถึงอุตสาหกรรมผลิต “ชีสพาร์มิจาโน เรจจาโน” สินค้าขึ้นชื่อระดับโลกของประเทศ เมื่อโคนมให้น้ำนมลดลง ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงจากการใช้พลังงานเพื่อรับมือกับอากาศร้อน ขณะที่ผู้ผลิตกังวลว่า หากสภาพอากาศสุดขั้วยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง อนาคตของชีสที่สืบทอดมายาวนานกว่า 800 ปี อาจตกอยู่ในความเสี่ยง

อุตสาหกรรมผลิต “ชีสพาร์มิจาโน เรจจาโน” (Parmigiano Reggiano) อันเป็นสินค้าขึ้นชื่อของแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา ทางตอนเหนือของอิตาลี กำลังเผชิญผลกระทบจากคลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรและผู้ประกอบการต้องเพิ่มมาตรการดูแลโคนมและควบคุมอุณหภูมิในโรงเก็บชีส ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณและคุณภาพน้ำนมลดลง


ในอดีต เกษตรกรในพื้นที่จะเปิดหน้าต่างโรงเรือนเฉพาะช่วงกลางคืนในฤดูร้อนเพื่อช่วยระบายความร้อนให้โคนม แต่ปัจจุบันอุณหภูมิที่พุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ทำให้ต้องเปิดหน้าต่างตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมติดตั้งพัดลมและระบบพ่นละอองน้ำเพื่อบรรเทาความร้อนให้สัตว์


“นิโคลา แบร์ติเนลลี” ประธานสมาคมผู้ผลิตชีสพาร์มิจาโน เรจจาโน เปิดเผยว่า อากาศร้อนจัดส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งปริมาณและคุณภาพของน้ำนม โดยโคนมจะนอนพักมากขึ้น กินอาหารน้อยลง และให้น้ำนมลดลงได้ถึงร้อยละ 10 ซึ่งน้ำนมถือเป็นวัตถุดิบหลักของการผลิตชีส นอกจากนี้ การผลิตชีสพาร์มิจาโน เรจจาโนของแท้ยังจำกัดเฉพาะ 5 จังหวัดในอิตาลี โดยโคนมต้องกินเฉพาะหญ้าและฟางที่ปลูกในพื้นที่ดังกล่าว หากฝนตกน้อยจนหญ้าไม่เติบโต ก็จะกระทบต่อการผลิตอาหารสัตว์และปริมาณน้ำนมสำหรับทำชีส


ขณะเดียวกัน โรงเก็บชีสที่ต้องควบคุมอุณหภูมิระหว่างการบ่ม ซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 12 เดือน และอาจนานถึง 3 ปีหรือมากกว่า ก็ได้รับผลกระทบจากค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน


บริษัท Magazzini Generali delle Tagliate หรือ MGT ซึ่งบริหารคลังเก็บชีส มูลค่ารวมมากกว่า 300 ล้านยูโร ระบุว่า ในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อนรุนแรงปีนี้ การใช้พลังงานต่อวันเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 30 แม้จะมีการปรับปรุงระบบทำความเย็น ระบบหม้อไอน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพฉนวนอาคาร และใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นแล้วก็ตาม


คลังเก็บชีสที่ควบคุมอุณหภูมิในภูมิภาคแห่งนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ "ธนาคารพาร์มิจาโน" ซึ่งใช้เทคโนโลยีควบคู่กับภูมิปัญญาดั้งเดิมในการดูแลชีส โดยชีสต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด ทั้งการเอกซเรย์และการเคาะด้วยค้อนขนาดเล็กเพื่อค้นหารอยตำหนิที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการบ่ม


ด้านเปาโล กันแซร์ลี ผู้อำนวยการฝ่ายขายต่างประเทศของบริษัทแกรนแตร์เร (GranTerre) กล่าวว่า หากสภาพอากาศสุดขั้วยังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น จะส่งผลต่อทั้งปริมาณและคุณภาพของน้ำนม รวมถึงทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


อุตสาหกรรมชีสพาร์มิจาโน เรจจาโน สร้างรายได้ประมาณ 4.5 พันล้านยูโรต่อปี และเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของภูมิภาค โดยในปี 2568 การส่งออกคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 50 ของยอดจำหน่ายทั่วโลก และสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุด


ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมระบุว่า ชีสพาร์มิจาโน เรจจาโนมีประวัติยาวนานกว่า 800 ปี และทุกฝ่ายหวังว่าจะไม่ใช่คนรุ่นสุดท้ายที่ยังได้ผลิตและบริโภคชีสอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของอิตาลี ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters