สัญญาณเอลนีโญอันตราย! อาจรุนแรงสุดในประวัติการณ์ ไทยเสี่ยงร้อนแล้งยาว

Share on Line Share on Facebook Share on X
สัญญาณเอลนีโญอันตราย! อาจรุนแรงสุดในประวัติการณ์  ไทยเสี่ยงร้อนแล้งยาว

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว เกี่ยวกับ มีความเป็นไปได้ที่ “เอลนีโญ” ปี 2026-2027 อาจแตะระดับ “Unprecedented” ดังนั้นต้องตื่นตัว ไม่ตื่นกลัว และเตรียมความพร้อมรับมืออย่างมีสติ

 

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์  ระบุว่า มหาวิทยาลัยรังสิต โดยศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ ได้เฝ้าติดตามสภาพอากาศที่มีความแปรปรวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำหน้าที่เป็นยามเฝ้า “ภัยพิบัติ” ให้กับสังคมไทย พร้อมเดินหน้าสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมความพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที ภายใต้แนวคิด “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก”


สรุปข่าว

“ดร.เสรี” เตือน “เอลนีโญ” ปี 2026-2027 มีโอกาสมากกว่า 60% ที่จะพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงพิเศษ (Unprecedented) ซึ่งอาจส่งผลกระทบหนักกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เนื่องจากโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน โดยแบบจำลองสภาพอากาศชี้ว่า ช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญอากาศร้อนจัดและฝนน้อยลงในหลายพื้นที่ เพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้ง ขณะที่โอกาสเกิดฝนหนักและน้ำท่วมยังมีอยู่ในบางพื้นที่แต่ค่อนข้างต่ำ โดย El Niño จะค่อย ๆ พัฒนา ไม่ได้เกิดขึ้นทันที จึงควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมรับมือทุกฉากทัศน์ และ "ตื่นตัว ไม่ตื่นตระหนก" เพื่อบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว เกี่ยวกับ มีความเป็นไปได้ที่ “เอลนีโญ” ปี 2026-2027 อาจแตะระดับ “Unprecedented” ดังนั้นต้องตื่นตัว ไม่ตื่นกลัว และเตรียมความพร้อมรับมืออย่างมีสติ

 

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์  ระบุว่า มหาวิทยาลัยรังสิต โดยศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ ได้เฝ้าติดตามสภาพอากาศที่มีความแปรปรวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำหน้าที่เป็นยามเฝ้า “ภัยพิบัติ” ให้กับสังคมไทย พร้อมเดินหน้าสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมความพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที ภายใต้แนวคิด “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก”


ข้อมูลย้อนหลังในรอบ 1,000 ปี บ่งชี้ว่า โลกเคยเผชิญปรากฏการณ์ Super El Niño ซึ่งมีความแตกต่างของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลมากกว่า 2 องศาเซลเซียส จำนวน 37 ครั้ง และเคยเกิด El Niño ระดับรุนแรงมาก หรือ Unprecedented ซึ่งมีความแตกต่างของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลมากกว่า 3 องศาเซลเซียส จำนวน 10 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.43 องศาเซลเซียส ตามข้อมูลจาก C3S ส่งผลให้การเกิด El Niño ในยุคปัจจุบันมีแนวโน้มสร้างผลกระทบที่รุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

 

แม้แนวโน้มสถานการณ์ล่าสุดในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 จะชี้ว่ามีความเป็นไปได้มากกว่า 60% ที่ El Niño จะค่อย ๆ ยกระดับความรุนแรงขึ้นจนแตะระดับ “Unprecedented” แต่สิ่งสำคัญคือการรับมืออย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนกกับข้อมูลข่าวสาร เพราะ El Niño ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากแต่ค่อย ๆ พัฒนาและส่งผลกระทบตามลำดับเวลา การติดตามข้อมูลจากหลากหลายแหล่งและการเตรียมพร้อมรับมือในแต่ละฉากทัศน์จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด


ข้อมูลการจำลองสภาพอากาศจากปีที่เกิด El Niño ในอดีต พบว่า ตั้งแต่ช่วงกลางปีต่อเนื่องไปจนถึงปลายปีและต้นปีถัดไป อุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้นตามระดับความรุนแรงของ El Niño ขณะที่ปริมาณฝนซึ่งโดยปกติยังคงอยู่ในระดับปกติช่วงกลางปี จะเริ่มลดลงในช่วงปลายปีและต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีถัดไป สำหรับดัชนีภัยแล้ง SPEI-3 ก็แสดงแนวโน้มสอดคล้องกับการกระจายตัวของปริมาณฝนที่ลดลงเช่นเดียวกัน


เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ใกล้ตัวในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการเกิด Super El Niño จำนวน 3 ครั้ง และ Strong El Niño อีก 1 ครั้ง พบว่าทุกภูมิภาคของประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าปกติตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นไป และอาจร้อนจัดในช่วงครึ่งแรกของปีถัดไป ขณะที่ปริมาณฝนในช่วงกลางปียังคงมีมากกว่าปกติในบางพื้นที่ของภาคตะวันตกและภาคใต้ แต่หลังจากนั้นปริมาณฝนจะลดลงในทุกภูมิภาคต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งแรกของปีถัดไป ก่อนที่จะเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางปีถัดไป

 

สำหรับการคาดการณ์สภาพอากาศในช่วงปลายปี 2569 จากแบบจำลองหลายชุด พบว่าส่วนใหญ่ให้น้ำหนักไปในทิศทางเดียวกัน คือประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญปริมาณฝนที่น้อยกว่าปกติและสภาพอากาศร้อนแล้งมากขึ้น โดยมีข้อยกเว้นเพียงบางพื้นที่ในภาคตะวันตกและภาคเหนือที่อาจมีฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย ขณะที่มีแบบจำลองเพียงส่วนน้อยที่ประเมินว่าภาคใต้อาจเผชิญฝนตกหนักจนก่อให้เกิดน้ำท่วมได้ แต่มีโอกาสเกิดขึ้นต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์

 

ด้วยเหตุนี้ การบริหารจัดการความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในภาคเกษตรกรรม การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภาคพลังงาน และการดำรงชีวิตของประชาชน การติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมแผนรับมือในทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น จะช่วยลดผลกระทบจาก El Niño ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือการตื่นตัวโดยไม่ตื่นกลัว รับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน และเตรียมพร้อมอย่างมีสติ เพราะไม่ว่าฉากทัศน์ในอนาคตจะเป็นเช่นไร หากทุกภาคส่วนร่วมกันวางแผนและรับมืออย่างเหมาะสม เราจะสามารถผ่านความท้าทายจาก El Niño ครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน