“ซูเปอร์เอลนีโญ” เริ่มแล้ว! 20 เมืองเสี่ยงเผชิญ อากาศร้อนสุดขั้ว

Share on Line Share on Facebook Share on X
“ซูเปอร์เอลนีโญ” เริ่มแล้ว! 20 เมืองเสี่ยงเผชิญ อากาศร้อนสุดขั้ว

โลกกำลังจับตาการกลับมาของปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) หลังนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว และมีโอกาสถึง 63% ที่จะพัฒนาเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) หรือเอลนีโญระดับรุนแรงพิเศษ ซึ่งอาจนำไปสู่คลื่นความร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า และน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วโลก


ล่าสุด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดได้จัดอันดับ 220 เมืองทั่วโลก เพื่อประเมินความเสี่ยงจากความร้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากซูเปอร์เอลนีโญ โดยพบว่าเมืองในเอเชียและแอฟริกาหลายแห่งกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต


สรุปข่าว

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” ได้เริ่มก่อตัวแล้ว และมีโอกาสสูงที่จะทำให้โลกเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง ภัยแล้ง ไฟป่า และน้ำท่วมในหลายภูมิภาค ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดจัดอันดับ 20 เมืองเสี่ยงสูงสุด โดยส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียและแอฟริกา เนื่องจากมีทั้งอากาศร้อนจัด ความเปราะบางทางสังคม และศักยภาพรับมือที่จำกัด โดยนักวิจัยเตือนว่า หากไม่มีการเตรียมพร้อมที่เพียงพอ คลื่นความร้อนจากซูเปอร์เอลนีโญอาจกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตประชาชนและสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก

โลกกำลังจับตาการกลับมาของปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) หลังนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว และมีโอกาสถึง 63% ที่จะพัฒนาเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) หรือเอลนีโญระดับรุนแรงพิเศษ ซึ่งอาจนำไปสู่คลื่นความร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า และน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วโลก


ล่าสุด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดได้จัดอันดับ 220 เมืองทั่วโลก เพื่อประเมินความเสี่ยงจากความร้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากซูเปอร์เอลนีโญ โดยพบว่าเมืองในเอเชียและแอฟริกาหลายแห่งกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต


ข้อมูลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ระบุว่า อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่เข้าข่ายการเกิดซูเปอร์เอลนีโญ

ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดพบว่า เมืองที่มีความเสี่ยงสูงสุดไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่อากาศร้อนที่สุดเท่านั้น แต่เป็นเมืองที่ความร้อนรุนแรงเกิดขึ้นพร้อมกับปัจจัยด้านความเปราะบางทางสังคม เศรษฐกิจ และศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติที่จำกัด


20 เมืองที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุดจากซูเปอร์เอลนีโญ ได้แก่


  1. อัลบัสเราะห์ (Basra) ประเทศอิรัก 
  2. อาห์เมดาบัด (Ahmedabad) ประเทศอินเดีย 
  3. บามาโก (Bamako) ประเทศมาลี 
  4. นาคปุระ (Nagpur) ประเทศอินเดีย 
  5. เกซอนซิตี (Quezon City) ประเทศฟิลิปปินส์ 
  6. แบกแดด (Baghdad) ประเทศอิรัก 
  7. มทุไร (Madurai) ประเทศอินเดีย 
  8. ไฟซาลาบัด (Faisalabad) ประเทศปากีสถาน 
  9. ลากอส (Lagos) ประเทศไนจีเรีย 
  10. ไฮเดอราบัด (Hyderabad) ประเทศปากีสถาน 
  11. บาร์รังกียา (Barranquilla) ประเทศโคลอมเบีย 
  12. อิบาดัน (Ibadan) ประเทศไนจีเรีย 
  13. พอร์ตฮาร์คอร์ต (Port Harcourt) ประเทศไนจีเรีย 
  14. โคนาครี (Conakry) ประเทศกินี 
  15. โภปาล (Bhopal) ประเทศอินเดีย 
  16. นครโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City) ประเทศเวียดนาม 
  17. คาดูนา (Kaduna) ประเทศไนจีเรีย 
  18. บันดุง (Bandung) ประเทศอินโดนีเซีย 
  19. ปอร์ต-โอ-แพร็งซ์ (Port-au-Prince) ประเทศเฮติ 
  20. คานปูร์ (Kanpur) ประเทศอินเดีย

นักวิจัยระบุว่า เมืองเหล่านี้อาจไม่ได้เผชิญอุณหภูมิสูงที่สุดในโลก แต่มี "ส่วนผสมอันตราย" ระหว่างความร้อนจัด ความหนาแน่นของประชากร ความยากจน ความเปราะบางของระบบสาธารณสุข และความสามารถในการรับมือที่จำกัด

เนธมี จายารัตเน คาริยาวาซัม หัวหน้าคณะวิจัย กล่าวว่า ในหลายเมืองของเอเชียและแอฟริกา ความร้อนรุนแรงกำลังเกิดขึ้นพร้อมกับความเปราะบางทางสังคม ทำให้ความเสี่ยงจากคลื่นความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างมาก และในบางกรณีอาจส่งผลถึงชีวิตได้


คณะผู้วิจัยยังเตือนว่า คลื่นความร้อนทั่วโลกกำลังเกิดบ่อยขึ้น ยาวนานขึ้น และรุนแรงขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ

 

ผลการศึกษาครั้งนี้สะท้อนว่า ภัยจากซูเปอร์เอลนีโญไม่ได้วัดกันที่อุณหภูมิเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเมืองในการรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วด้วย

 

ขณะที่โลกกำลังร้อนขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การมาถึงของซูเปอร์เอลนีโญอาจผลักดันให้หลายเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤต โดยเฉพาะในเอเชียและแอฟริกา ซึ่งมีประชากรจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่เปราะบาง และหากไม่มีการเตรียมพร้อมที่เพียงพอ คลื่นความร้อนครั้งนี้อาจกลายเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากทั่วโลกได้

ที่มาข้อมูล : ladbible.com

ที่มารูปภาพ : Reuters