Editor's Pick: 1991 สู่ 2026: ‘ไทย’ เจ้าภาพ ‘โอลิมปิกการเงินโลก’ IMF-World Bank

เมื่อปีพุทธศักราช 2534 หรือ ค.ศ. 1991 ประเทศไทยเคยเนรมิตพื้นที่แห่งนี้ เพื่อต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจและผู้ว่าการธนาคารกลางจากทั่วโลกในการประชุมใหญ่ระดับสถาบันการเงินโลกอย่าง IMF และ World Bank... วันนี้ ผ่านไปกว่าสามทศวรรษ ไทยกำลังจะกลับมารับหน้าที่ 'เจ้าภาพ' อีกครั้งในปี 2026"

และนี่คือ โอลิมปิกแห่งการเงิน-การคลังโลก
ย้อนกลับไปในปี 1991 บริบทของประเทศไทยในวันนั้นอยู่วัยที่ยังเป็นประเทศปานกลางระดับล่าง หรือ Lower-Middle-Income country
แต่เป็นประเทศที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงจากภาคอุตสาหกรรม การลงทุนจากต่างประเทศ และการส่งออก จนถูกมองว่าเป็น 'เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย'
ในทางสังคมและเมือง กรุงเทพฯ ในปี 1991 ยังไม่มีรถไฟฟ้า BTS หรือ MRT ทางด่วนเพิ่งเริ่มขยายตัว การเดินทางและโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นบทเรียนราคาแพงที่เมืองหลวงต้องเผชิญ การเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Annual Meetings ในปี 1991 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเวทีทางการเงิน แต่เป็น 'โชว์เคส' แรกที่เปิดประตูให้โลกเห็นว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไทย พร้อมก้าวขึ้นมามีบทบาทบนเวทีเศรษฐกิจโลก
35 ปี ประเทศไทยเปลี่ยนไปแค่ไหน?
หากต้องการดูพัฒนาการด้านเศรษฐกิจของไทยแบบชัด ๆ ก็คงต้องดูจากตัวเลขที่น่าจะเป็นตัวอ้างอิงได้ดีที่สุด โดยข้อมูลจากธนาคารโลก ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา ประเทศไทยสร้างงานในระบบเพิ่มขี้น 11 ล้านตำแหน่ง และ GDP ต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า
ซึ่งหมายถึงว่า รายได้ต่อหัวเพิ่มจากประมษร 1,765 ดอลลาร์ (เทียบเท่าประมาณ 4,340 ดอลลาร์) ในปี 1991 - เพิ่มเป็นกว่า 8,000 ดอลลาร์ (เกือบ 2.7 แสนบาท) ในปี 2025
ในด้านความยากจน - ธนาคารโลกรายงานว่า สัดส่วนประชากรใต้เส้นความยากจนแห่งชาติ ลดลงเหลือเพียง 5.4% ซึ่งเป็นการวัดครั้งล่าสุดในปี 2022 เทียบจากตัวเลข 58% ในช่วงปี 1990 - ซึ่งหากใช้มาตรวัดด้วยเกณฑ์มาตรฐานของประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง.. ก็ถือว่าความยากจนลดลงไปอย่างมาก 
ขณะที่กรุงเทพมหานคร จากเมืองที่มีประชากรราว 5 ล้านคนในปี 1991 เติบโตกลายเป็นมหานครที่มีประชากรในเขตเมืองที่รวมถึงประชากรแฝงเกือบ 18 ล้านคนในปัจจุบัน
สรุปข่าว
เมื่อปีพุทธศักราช 2534 หรือ ค.ศ. 1991 ประเทศไทยเคยเนรมิตพื้นที่แห่งนี้ เพื่อต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจและผู้ว่าการธนาคารกลางจากทั่วโลกในการประชุมใหญ่ระดับสถาบันการเงินโลกอย่าง IMF และ World Bank... วันนี้ ผ่านไปกว่าสามทศวรรษ ไทยกำลังจะกลับมารับหน้าที่ 'เจ้าภาพ' อีกครั้งในปี 2026"

และนี่คือ โอลิมปิกแห่งการเงิน-การคลังโลก
ย้อนกลับไปในปี 1991 บริบทของประเทศไทยในวันนั้นอยู่วัยที่ยังเป็นประเทศปานกลางระดับล่าง หรือ Lower-Middle-Income country
แต่เป็นประเทศที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงจากภาคอุตสาหกรรม การลงทุนจากต่างประเทศ และการส่งออก จนถูกมองว่าเป็น 'เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย'
ในทางสังคมและเมือง กรุงเทพฯ ในปี 1991 ยังไม่มีรถไฟฟ้า BTS หรือ MRT ทางด่วนเพิ่งเริ่มขยายตัว การเดินทางและโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นบทเรียนราคาแพงที่เมืองหลวงต้องเผชิญ การเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Annual Meetings ในปี 1991 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเวทีทางการเงิน แต่เป็น 'โชว์เคส' แรกที่เปิดประตูให้โลกเห็นว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไทย พร้อมก้าวขึ้นมามีบทบาทบนเวทีเศรษฐกิจโลก
35 ปี ประเทศไทยเปลี่ยนไปแค่ไหน?
หากต้องการดูพัฒนาการด้านเศรษฐกิจของไทยแบบชัด ๆ ก็คงต้องดูจากตัวเลขที่น่าจะเป็นตัวอ้างอิงได้ดีที่สุด โดยข้อมูลจากธนาคารโลก ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา ประเทศไทยสร้างงานในระบบเพิ่มขี้น 11 ล้านตำแหน่ง และ GDP ต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า
ซึ่งหมายถึงว่า รายได้ต่อหัวเพิ่มจากประมษร 1,765 ดอลลาร์ (เทียบเท่าประมาณ 4,340 ดอลลาร์) ในปี 1991 - เพิ่มเป็นกว่า 8,000 ดอลลาร์ (เกือบ 2.7 แสนบาท) ในปี 2025
ในด้านความยากจน - ธนาคารโลกรายงานว่า สัดส่วนประชากรใต้เส้นความยากจนแห่งชาติ ลดลงเหลือเพียง 5.4% ซึ่งเป็นการวัดครั้งล่าสุดในปี 2022 เทียบจากตัวเลข 58% ในช่วงปี 1990 - ซึ่งหากใช้มาตรวัดด้วยเกณฑ์มาตรฐานของประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง.. ก็ถือว่าความยากจนลดลงไปอย่างมาก 
ขณะที่กรุงเทพมหานคร จากเมืองที่มีประชากรราว 5 ล้านคนในปี 1991 เติบโตกลายเป็นมหานครที่มีประชากรในเขตเมืองที่รวมถึงประชากรแฝงเกือบ 18 ล้านคนในปัจจุบัน
แต่เส้นทางตลอด 3 ทศวรรษ ก็ไม่ได้มีแต่กลีบกุหลาบ เพราะแค่ 6 ปี หลังเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank ที่ไทยเติบโตอย่างร้อนแรง กลับต้องเจอวิกฤตที่เลวร้ายที่สุด ที่ประเทศไทยได้กลายเป็นศูนย์กลางวิกฤตการเงินของเอเชียในปี 1997 หรือ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” - ค่าเงินบาทถูกโจมตี ธุรกิจล้มละลาย สถาบันการเงินถูกปิด จนต้องพึ่งสภาพคล่องจาก IMF ตามมาด้วยความผันผวนทางการเมืองนับครั้งไม่ถ้วน วิกฤตการเงินโลกในปี 2008 มหาอุทกภัย 2011 และการระบาดของโควิด-19
แต่วิกฤตเหล่านั้น ได้สร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศไทย เพราะทำให้ “ทุนสำรองระหว่างประเทศ” แข็งแรงขึ้น ระบบการเงินมีเสถียรภาพ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพคมนาคมขยายตัว และเกิดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างการชำระเงิน (Promtpay) ที่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
แม้จะโตเร็ว แต่ยังติดกับดัก “ประเทศรายได้ปานกลาง” มานานนับสิบปี และยังไปไม่ถึงกลุ่ม “ประเทศรายได้สูง” เสียที
ธนาคารโลกปรับไทยจาก “ประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง” สู่ “ประเทศรายได้ปานกลางระดับบน” ในปี 2011 แต่เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกลับเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่ไทยโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2.4% ต่อปี ในขณะที่เป้าหมายการเป็น “ประเทศรายได้สูง” ภายในปี 2037 กำหนดให้ GDP ต่อหัวที่แท้จริงจะต้องโตเฉลี่ยถึง 5.4% ต่อปี ในทศวรรษข้างหน้า .. ซึ่งนั่นหมายความว่า ไทยต้องโตให้ได้เร็วว่า pace ปัจจุบันถึง 2 เท่า

แต่จากการประมาณการของ IMF ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2026 อาจโตเพียง 1.6% เพราะเรายังเจอแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจาก - สังคมผู้สูงวัย / Productivity / หนี้ครัวเรือน / การแข่งขันจากเพื่อนบ้าน และดิสรัปชั่น จากทั้งเทคโนโลยี AI , climate change และความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์
ไทย เจ้าภาพสมัย 2 ในรอบ 35 ปี
ปกติแล้ว การจัดประชุมด้านการเงินที่ใหญ่ที่สุดของโลก จะจัดที่กรุงวอชิงตันดีซี เมืองหลวงของสหรัฐฯ 2 ปี แล้วย้ายไปจัดที่ประเทศสมาชิก 191 ชาติ จากการโหวตของสมาชิก - และไทยซึ่งเสนอตัวครั้งที่ 2 ก็ได้รับการโหวตแทบจะเป็นเอกฉันท์ ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 3 ประเทศเท่านั้น ที่มีการจัดงานประชุมใหญ่นี้เป็นครั้งที่ 2 คือ ตุรกี ญี่ปุ่น และไทย
คำถามคือ... ประเทศไทยได้อะไรจากการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้? งบประมาณที่ทุ่มไปในการจัดงานกว่า 1,160 ล้านบาท จะคุ้มค่าหรือไม่?
สิ่งที่ไทยจะได้รับแน่ ๆ จากการเป็นเจ้าภาพ นั่นคือ
เม็ดเงินสะพัดระยะสั้น: กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง ทั้งภาคการท่องเที่ยว โรงแรม การเดินทาง และการบริการระดับพรีเมียม ที่ชื่อเสียงด้านนี้ของไทย ก็ไม่แพ้ที่ไหนในโลกอยู่แล้ว
ดึงดูดการลงทุนระยะยาว (FDI): เพราะเป็นเวทีใหญ่ในการแสดงศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล, การลงทุนในพลังงานสะอาด (Green Economy) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
Soft Power & Nation Branding: ตอกย้ำภาพลักษณ์ความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับงานระดับโลก และแสดงถึงความพร้อมด้านวัฒนธรรมและการต้อนรับที่ไม่มีใครเหมือน
ไทยชู "เส้นขอบฟ้าใหม่" เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง-เสริมภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจ
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ถูกขนานนามว่าเป็น “โอลิมปิกทางการเงินการคลัง”
และ ปี 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่าง 12-18 ตุลาคมนี้ เราได้กำหนดหัวข้อสำคัญในการพูดคุยภายใต้ชื่อ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” - หรือ ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย มีเป้าหมายที่จะสะท้อนแนวคิดการพัฒนาที่ให้ “ประชาชน” เป็นศูนย์กลาง พร้อมเสริมสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้ระบบเศรษฐกิจและการเงินมีความพร้อมรับมือความเสี่ยงในอนาคต
4 ประเด็นหลักที่ไทยจะผลักดัน:
- Digital and AI Transformation
- Opportunities for Middle Powers
- Climate Adaptation
- Demographic Change/Longevity Economy
จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะสื่อสารวิสัยทัศน์การพัฒนาในอนาคตต่อเวทีโลก และใช้การประชุมฯ ครั้งนี้ เป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เสริมสร้างความร่วมมือ และผลักดันประเด็นด้านการเสริมศักยภาพประชาชนและความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ เพื่อก้าวไปสู่ “New Horizons” อนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และครอบคลุมสำหรับทุกคน
- “กรุงเทพฯ” แบกไม่ไหว ดันไทยเศรษฐกิจรายได้สูง
- “เอกนิติ” ชี้เจ้าภาพ IMF–World Bank พาไทยคืนเวทีโลก จัด Royal Pavilion 13 ต.ค. เชิดชูพระอัจฉริยภาพ ร.9
- IMF ชี้เศรษฐกิจโลก ยังรับมือไหว แม้สงครามอิหร่านยืดเยื้อ
- "ธนาคารโลก"ชี้ไทยเป็นประเทศรายได้สูงไม่ไกลเกินเอื้อม
- ธนาคารโลกหนุนไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2034
ที่มาข้อมูล : World Bank
ที่มารูปภาพ : am2026thailand
