“กรุงเทพฯ” แบกไม่ไหว ดันไทยเศรษฐกิจรายได้สูง

Share on Line Share on Facebook Share on X

“กรุงเทพมหานคร” ได้ชื่อว่าเป็นเมืองศิวิไลซ์ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาเป็นระยะเวลานาน โดยได้รับการจัดอันดับอย่างต่อเนื่องให้เป็นหนึ่งในเมืองที่มีการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคชั้นนำของเอเชีย ด้วยฐานทุนมนุษย์ที่แข็งแกร่ง ความเชื่อมโยง ระหว่างประเทศในระดับสูง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใหับริการบรอดแบรนด์ในต้นทุน “เพียงเศษเสี้ยว” เมื่อเทียบกับศูนย์กลางระดับภูมิภาคอย่างสิงคโปร์และญี่ปุ่น


จากข้อมูลธนาคารโลกในรายงาน “รายงานเมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย: รากฐานเมืองเพื่อเศรษฐกิจรายได้สูง (Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy) “ ซึ่งเผยแพร่ล่าสุดในเดือนกันยายนที่ผ่านมา (22 ก.ย.) ระบุว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเกิดขึ้นในเขตเมืองเป็นหลัก โดยประมาณร้อยละ 89 ของการเติบโตของ GDP ระหว่างปี 2021-2020 มาจากเขตเมือง 


โดยกรุงเทพฯ ถูกพัฒนาให้เป็นเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ และโลจิสติกส์ของประเทศไทย ทำหน้าที่ เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เนื่องจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลสร้าง GDP คิดเป็นสัดส่วน “เกือบครึ่งหนึ่ง” ของ GDP ของประเทศ และทำหน้าที่เป็นประดูหลักของประเทศสำหรับการค้า การเงิน และการท่องเที่ยว เฉพาะกรุงเทพฯ แห่งเดียว สร้าง GDP ราว 5 ล้านล้านบาทในปี 2019 และเมื่อรวมปริมณฑลจะสูงถึงราว 7.1 ล้านล้านบาท 


อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมของภาคบริการมูลค่าสูงส่วนใหญ่ ซึ่งรวมถึงการเงิน การค้าส่งและค้าปลีก การขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ และบริการทางธุรกิจ โดยกรุงเทพฯ มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 12 ของโลกในกลุ่มเมืองหลัก โดยมีประชากรผู้อยู่อาศัยประมาณ 17 ถึง 18 ล้านคน 


สิ่งที่ทำให้กรุงเทพฯ โดดเด่นคือขนาดของความเป็นเมืองโตเดี่ยว (Primacy) ในระบบเมืองของประเทศ ประชากรกรุงเทพฯ มีขนาดใหญ่กว่าเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของไทย เกือบ 27 เท่า ขณะที่ อัตราส่วนความเป็นเมืองโตเดี่ยวของประเทศรายได้สูงโดยทั่วไปอยู่ที่ 4-6 เท่า และอยู่ที่ราว 5.3 เท่าใน กลุ่มประเทศ ASEAN-5 


อย่างไรก็ดี ศักยภาพความเป็นเมืองใหญ่ของกรุงเทพฯ มีสัญญาณเริ่มถึงขีดจำกัด โดยธนาคารโลกคาดการณ์ว่าแนวโน้มการเติบโต หรือ GDP ของกรุงเทพฯจะลดลงจากราวร้อยละ 3.5-3.7 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษ 2030 (ราว พ.ศ. 2574) เหลือเพียงมากกว่าร้อยละ 2 เล็กน้อยภายในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษ (ราว ปี 2051) ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเติบโตที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเพื่อบรรลุสถานะประเทศรายได้สูงก่อนปี 2037 (พ.ศ. 2580) ที่ประมาณร้อยละ 5 


สอดคล้องกับ ดัชนีเมืองโลก Kearney ประจำปี 2025 (Kearney 2025 Global Cities Index) ที่สะท้อนภาพในทิศทางเดียวกัน โดยปัจจุบันกรุงเทพฯ อยู่ในอันดับที่ 33 แต่ในดัชนีแนวโน้มเมืองโลก (Global Cities Outlook) ซึ่งประเมินศักยภาพการแข่งขันในอนาคต กรุงเทพฯ กลับอยู่ที่ราวอันดับ 105 


ธนาคารโลกระบุว่า ความแตกต่างระหว่างสองอันดับนี้สะท้อนว่า กรุงเทพฯ อาจตามไม่ทันเมืองในระดับเดียวกันในด้านขีดความสามารถด้านนวัตกรรม คุณภาพการบริหารจัดการ ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม และความน่าอยู่ การจะปิดช่องว่างนี้ได้กรุงเทพฯ จำเป็นต้องท้าหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ด้านผลิตภาพที่สามารถแข่งขันไต้ในระดับโลกไม่ใช่เพียงแค่เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของไทย 


สรุปข่าว

เปิดรายงานธนาคารโลก ชี้ "กรุงเทพมหานคร" เริ่มถึงขีดจำกัด เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง “จราจรติดขัด-ภูมิอากาศแปรรวน-โตกระจุก” บั่นทอนศักยภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศรายได้สูง แนะเปิดโอกาสเมืองรอง เปลี่ยน "เครื่องยนต์เดียว" เป็น “ระบบเมืองแบบหลายศูนย์” พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

“กรุงเทพมหานคร” ได้ชื่อว่าเป็นเมืองศิวิไลซ์ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาเป็นระยะเวลานาน โดยได้รับการจัดอันดับอย่างต่อเนื่องให้เป็นหนึ่งในเมืองที่มีการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคชั้นนำของเอเชีย ด้วยฐานทุนมนุษย์ที่แข็งแกร่ง ความเชื่อมโยง ระหว่างประเทศในระดับสูง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใหับริการบรอดแบรนด์ในต้นทุน “เพียงเศษเสี้ยว” เมื่อเทียบกับศูนย์กลางระดับภูมิภาคอย่างสิงคโปร์และญี่ปุ่น


จากข้อมูลธนาคารโลกในรายงาน “รายงานเมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย: รากฐานเมืองเพื่อเศรษฐกิจรายได้สูง (Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy) “ ซึ่งเผยแพร่ล่าสุดในเดือนกันยายนที่ผ่านมา (22 ก.ย.) ระบุว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเกิดขึ้นในเขตเมืองเป็นหลัก โดยประมาณร้อยละ 89 ของการเติบโตของ GDP ระหว่างปี 2021-2020 มาจากเขตเมือง 


โดยกรุงเทพฯ ถูกพัฒนาให้เป็นเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ และโลจิสติกส์ของประเทศไทย ทำหน้าที่ เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เนื่องจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลสร้าง GDP คิดเป็นสัดส่วน “เกือบครึ่งหนึ่ง” ของ GDP ของประเทศ และทำหน้าที่เป็นประดูหลักของประเทศสำหรับการค้า การเงิน และการท่องเที่ยว เฉพาะกรุงเทพฯ แห่งเดียว สร้าง GDP ราว 5 ล้านล้านบาทในปี 2019 และเมื่อรวมปริมณฑลจะสูงถึงราว 7.1 ล้านล้านบาท 


อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมของภาคบริการมูลค่าสูงส่วนใหญ่ ซึ่งรวมถึงการเงิน การค้าส่งและค้าปลีก การขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ และบริการทางธุรกิจ โดยกรุงเทพฯ มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 12 ของโลกในกลุ่มเมืองหลัก โดยมีประชากรผู้อยู่อาศัยประมาณ 17 ถึง 18 ล้านคน 


สิ่งที่ทำให้กรุงเทพฯ โดดเด่นคือขนาดของความเป็นเมืองโตเดี่ยว (Primacy) ในระบบเมืองของประเทศ ประชากรกรุงเทพฯ มีขนาดใหญ่กว่าเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของไทย เกือบ 27 เท่า ขณะที่ อัตราส่วนความเป็นเมืองโตเดี่ยวของประเทศรายได้สูงโดยทั่วไปอยู่ที่ 4-6 เท่า และอยู่ที่ราว 5.3 เท่าใน กลุ่มประเทศ ASEAN-5 


อย่างไรก็ดี ศักยภาพความเป็นเมืองใหญ่ของกรุงเทพฯ มีสัญญาณเริ่มถึงขีดจำกัด โดยธนาคารโลกคาดการณ์ว่าแนวโน้มการเติบโต หรือ GDP ของกรุงเทพฯจะลดลงจากราวร้อยละ 3.5-3.7 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษ 2030 (ราว พ.ศ. 2574) เหลือเพียงมากกว่าร้อยละ 2 เล็กน้อยภายในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษ (ราว ปี 2051) ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเติบโตที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเพื่อบรรลุสถานะประเทศรายได้สูงก่อนปี 2037 (พ.ศ. 2580) ที่ประมาณร้อยละ 5 


สอดคล้องกับ ดัชนีเมืองโลก Kearney ประจำปี 2025 (Kearney 2025 Global Cities Index) ที่สะท้อนภาพในทิศทางเดียวกัน โดยปัจจุบันกรุงเทพฯ อยู่ในอันดับที่ 33 แต่ในดัชนีแนวโน้มเมืองโลก (Global Cities Outlook) ซึ่งประเมินศักยภาพการแข่งขันในอนาคต กรุงเทพฯ กลับอยู่ที่ราวอันดับ 105 


ธนาคารโลกระบุว่า ความแตกต่างระหว่างสองอันดับนี้สะท้อนว่า กรุงเทพฯ อาจตามไม่ทันเมืองในระดับเดียวกันในด้านขีดความสามารถด้านนวัตกรรม คุณภาพการบริหารจัดการ ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม และความน่าอยู่ การจะปิดช่องว่างนี้ได้กรุงเทพฯ จำเป็นต้องท้าหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ด้านผลิตภาพที่สามารถแข่งขันไต้ในระดับโลกไม่ใช่เพียงแค่เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของไทย 


อย่างไรก็ดี กรุงเทพฯ กำลังเผชิญแรงเสียดทาน 3 ประการที่กลายเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ที่ไม่ใช่เพียงปัญหาตามวัฏจักรอีกต่อไป กำลังบั่นทอนศักยภาพของมหานครแห่งนี้ 


1. ปัญหาการจราจรติดขัด กรุงเทพฯ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีการจราจรติดขัดเป็นอันดับสองของโลกในกลุ่มมหานครขนาดใหญ่ที่ได้รับการสำรวจ ในแต่ละวันการจราจรราวครึ่งหนึ่งได้รับผลกระบจากภาวะติดขัด ส่งผลให้แต่ละคนสูญเสียเวลาเฉลี่ย 96 ชั่วโมงต่อปี ผลการศึกษาประเมินว่าปัญหาการจราจรติดขัดและต้นทุนภายนอกที่เกี่ยวข้องกับความสูญเสียแก่เศรษฐกิจของเมืองคิดเป็นร้อยละ 7-10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมกรุงเทพฯ ( GRP : Gross Regional Product ) ต่อปี ขณะที่งานวิจัยอื่นประเมินว่าภาระตุ้นทุนรวมสูงกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ปัญหานี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงความผันผวนตามวัฏจักร 


และพบว่าประชากรในเขตเมืองกรุงเทพฯ เพียงร้อยละ 28.9 เท่านั้นที่อาศัยอยู่ในระยะ 1 กิโลเมตรจากสถานีรถไฟฟ้า เทียบร้อยละ 76.1 ในฮ่องกง ร้อยละ 67.1 ในโซล และร้อยละ 56.7 ในสิงคโปร์ ขณะเดียวกันค่าโดยสารรถไฟฟ้าในเขตเมืองอยู่ที่ร้อยละ 34-250 ของค่าแรงขึ้นต่ำต่อชั่วโมง ซึ่งจัดว่าสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งในเอเชียเมื่อเทียบรายได้ของประชากรที่มีรายได้น้อย 


ธนาคารโลกระบุว่า เบื้องหลังข้อจำกัดด้านการเดินทางเหล่านี้คือปัญหารูปแบบเมืองที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน การเติบโตของกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในรูปแบบ "ซูเปอร์บล็อก" (Superblock) กล่าวคือ พื้นที่ขนาดใหญ่เข้าถึงได้ผ่านถนนสายหลักเพียงไม่กี่สาย ขณะที่ถนนภายในย่านขาดทั้งความสามารถในการเชื่อมผ่านและความต่อเนื่อง ส่งผลให้การจราจรกระจุกตัวอยู่บนเส้นทางเพียงไม่กี่สาย และเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางที่ไม่ใช้รถยนต์ 



2. ปัญหาความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ กรุงเทพฯ เผชิญแรงกดดันด้านสภาพภูมิอากาศที่ทวีความแรงขึ้นใน 3 ทิศทางทางซํ้าเดิมกัน การคาดการณ์สภาพภูมิอากาศชี้ว่า จำนวนวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้ทุกสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยคาดว่ากรุงเทพฯ จะเผชิญวันร้อนจัดเกือบ 300 วันต่อ ปีภายในช่วงกลางศตวรรษ 


ทั้งนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของเมืองที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสอาจทำให้ผลิตภาพแรงงานกลางแจ้งลดลงได้สูงสุดถึงร้อยละ 3.4 ส่งผลกระทบต่อประชากรกว่าหนึ่งล้านคน และก่อให้เกิดความสูญเสียรายได้มากกว่า 4.4 หมื่นล้านบาทต่อปี หรือประมาณร้อยละ 1 ของ GDP ของกรุงเทพมหานคร 


ปัญหาน้ำท่วมยิ่งซํ้าเดิมสถานการณ์ดังกล่าว โดยธนาคารโลกประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมจากน้ำท่วมในประเทศไทยในปัจจุบันมีมูลค่าเฉลี่ยราว 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือใกล้เคียงร้อยละ 3 ของ GDP โดยกรุงเทพฯแบกรับความเสียหายในสัดส่วนที่สูงกว่าพื้นที่อื่น 


และเมื่อมองไปข้างหน้าความสูญสียเฉลี่ยต่อปีจากน้ำท่วมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพียงปัจจัยเดียว คาดว่าจะอยู่ที่ราว 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 0.5 ของ GDP ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) หากยังดำเนินไปตามแนวทางปกติ ขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่มีโอกาสเกิดขึ้นหนึ่งครั้งในรอบ 50 ปี หากเกิดขึ้นในปีเดียวกัน อาจสร้างความเสียหายสูงถึงร้อยละ 10-15 ของ GDP ประเทศ 


ทั้งนี้ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของกรุงเทพฯ ยิ่งขยายความเสี่ยงเหล่านี้โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ของเขตมหานครอยู่สูงกว่าระดับนี้าทะเลเพียง 1-2 เมตรในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งปัญหาแผ่นดินทรุด การขยายตัวของเมือง อย่างต่อเนื่อง อิทธิพลจากนี้าทะเลหนุน และปริมาณฝนที่รุนแรงขึ้นส่งผลซํ้าเดิมกัน


3. ปัญหาการกระจุกตัวของกรุงเทพฯ ความเสี่ยงนี้มีนัยสำคัญในระดับชาติ เนื่องจากระบบการผลิตของไทยมีการกระจุกตัวสูง เมื่อกิจกรรมมูลค่าสูงและจุดเชื่อมโยงสำคัญจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ ทำให้ความเปราะบางของประเทศจะเพิ่มขึ้น 


โดยธนาคารโลกได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2011 (พ.ศ. 2554) แม้น้ำท่วมจะเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง แต่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอย่างมากในกรุงเทพฯ และจังหวัดโดยรอบ โดยความเสียหายรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 7 แห่งทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทที่เชื่อมโยงอย่างถึกขึ้งกับห่วงโซ่อุปทานโลกในอุตสาหกรรมยานยนต์อิเล็กทรอนิกส์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ มูลค่าความเสียหายและความสูญเสียรวมประเมินไว้ที่ราว 1.43 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 4.65 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นราวร้อยละ 13 ของ GDP ในปีนั้น เนื่องจากการหยุดชะงักของเครือข่ายการผลิตที่มีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางส่งผลต่อ ห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะในภาคส่วนที่ไทยมีบทบาทสำคัญ


ธนาคารโลกชี้ว่า ข้อสรุปในที่นี้มิใช่ว่ากรุงเทพฯ ควรเติบโตน้อยลง แต่หมายความว่ารูปแบบการเติบโตของเมืองหลวงกำลังเผชิญกับขีดจำกัดของการกระจุกตัวของตนเองมากขึ้นเรื่อย ๆ จากปัญหาการจราจร ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และความเสี่ยงเชิงระบบที่เกิดจากการกระจุกตัว


ท่ามกลางการเติบโตของกรุงเทพฯ เริ่มมีต้นทุนที่สูงขึ้น ในขณะที่เมืองอื่นๆ ของประเทศไทยยังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก ธนาคารโลกเสนอว่า หากประเทศไทยจะก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ว่าควรมุ่งไปที่การสร้าง “ระบบเมืองแบบหลายศูนย์” (multi- nodal urban system) ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น 


กล่าวคือ ทำให้กรุงเทพฯ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิกาพยิ่งขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้เมืองระดับภูมิภาค หรือ “เมืองรอง” ที่มีศักยกาพสามารถพัฒนาความเขี่ยวชาญเฉพาะด้าน เชื่อมโยงถึงกันและรองรับการเติบโตได้มากขึ้น โดยเป้าหมายไม่ใช่การแทนที่กรุงเทพฯ แค่เป็นการเปลี่ยนระบบเมืองของประเทศไทยจาก “เครื่องยนต์เดียว” ให้เป็น “เครือข่ายเมืองที่มีผลิตกาพสูงและทำงานประสานกัน” ผ่านองค์ประกอบ 5 ด้าน เพื่อขับเคลื่อนระบบเมืองแบบหลายศูนย์ให้มีประสิทธิภาพ


1. ความเชี่ยวชาณเฉพาะด้านทางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนกันระหว่างเมือง จะช่วยเสริมผลประโยชน์จากการรวมตัวทางเศรษฐกิจ เช่น ชลบุรีและนครปฐมเชื่อมโยงกับการผลิต โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทาน อุตสาหกรรม ขณะที่เชียงใหม่ผสมผสานการท่องเที่ยว การศึกษา สุขภาพ และบริการ สร้างสรรค์ภูเก็ตเป็นศูนย์กลางของบริการสำหรับผู้มาเยือน ส่วนขอนแก่น นครราชสีมา และอุบลราชธานีทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบริการระดับภูมิภาค เป็นต้น


2. ความหนาแน่นเชิงผลิตภาพ การเพิ่มความหนาแน่นภายในแต่ละศูนย์กลางเมืองช่วยขยายตลาดแรงงานที่มีประสิทธิผลและฐานผู้บริโภค ทำให้บริษัทสามารถ ขยายขนาดและนำเทคโนโลยีที่ดีขึ้นมาใช้ได้


3. การเชื่อมโยงที่เข้มแข็งทั้งภายในเมืองระหว่างเมือง และกับพื้นที่ภายนอก ครอบคลุมทั้งระบบขนส่ง เครือข่ายดิจิทัล และระบบระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกัน ทั้งนี้เมืองรองหลักได้รับประโยชน์จากเครือข่ายถนนที่ข้างครอบคลุมและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยลดข้อเสียเปรียบของการดำเนินกิจกรรมเศรษฐกิจนอกกรุงเทพฯ  

4. โครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่มีความยืดหยุ่น เนื่องจากแรงกระแทกจากสภาพภูมิอากาศและความล้มเหลวของโครงสร้างพื้นฐานสามารถส่งต่อไปยังภูมิภาคเมืองทีเชื่อมโยงกันได้ 


เมืองรองหลายแห่งยังมีโอกาสกำหนดรูปแบบการ เติบโตในอนาคต ก่อนที่รูปแบบเมืองจะถูกตรึงไว้จนแก้ไขได้ยาก จึงเป็นโอกาสที่จะวางแผนการใช้ที่ดิน ระบบระบายน้ำ การป้องกันน้ำท่วม ระบบขนส่งสาธารณะ ที่ดินพร้อมบริการ และสาธารณูปโภคให้สอดคล้องก้นตั้งแต่ตัน ต่างจากกรุงเทพฯ  


5. สถาบันที่มีขีดความสามารถในการวางแผน ประสานงาน และขับเคลื่อนนโยบายเชิงพื้นที่ โดยทำให้อำนาจหน้าที่ แหล่งเงิน และการบริหารจัดการสอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง ระดับจังหวัด และระดับเมือง ซึงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถ จัดตั้งกลไกการประสานงานเฉพาะสำหรับการเปลี่ยนผ่านเชิงพื้นที่ได้


ดังนั้น เมืองรองของไทยจึงมีส่วนผสมพื้นฐานของระบบเมืองแบบหลายศูนย์อยู่แล้วความมุ่งหวังในการก้าวสู่สถานะประเทศรายได้สูงจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเมืองต่าง ๆ ของประเทศไทย ไม่ได้จำกัดอยู่ที่กรุงเทพฯเพียงแห่งเดียวอีกต่อไป