
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมว่า สหรัฐฯ ได้เพิกถอนวีซ่าของ “มาเรีย ลุยซา ริเบโร วีโอตตี” เอกอัครราชทูตบราซิลประจำสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตที่ทวีความรุนแรงขึ้น ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีบราซิลซึ่งจะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า มาตรการดังกล่าว “สามารถยกเลิกได้” หากรัฐบาลบราซิลอนุมัติการแต่งตั้งผู้ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำบราซิล ซึ่งก็คือ “แดเนียล เปเรซ” นักการเมืองจากพรรครีพับลิกัน รัฐฟลอริดา ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำบราซิล
สรุปข่าว
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมว่า สหรัฐฯ ได้เพิกถอนวีซ่าของ “มาเรีย ลุยซา ริเบโร วีโอตตี” เอกอัครราชทูตบราซิลประจำสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตที่ทวีความรุนแรงขึ้น ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีบราซิลซึ่งจะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า มาตรการดังกล่าว “สามารถยกเลิกได้” หากรัฐบาลบราซิลอนุมัติการแต่งตั้งผู้ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำบราซิล ซึ่งก็คือ “แดเนียล เปเรซ” นักการเมืองจากพรรครีพับลิกัน รัฐฟลอริดา ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำบราซิล
แม้ว่าการแต่งตั้งยังต้องผ่านการรับรองจากวุฒิสภาสหรัฐฯ แต่เปเรซจะยังไม่สามารถเข้ารับตำแหน่งได้ จนกว่ารัฐบาลบราซิลจะให้ความเห็นชอบตามหลักการทางการทูต
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ชี้แจงว่า มาเรีย ลุยซา ริเบโร วีโอตตี เอกอัครราชทูตบราซิลประจำสหรัฐฯ ไม่ได้ถูกประกาศให้เป็นบุคคลไม่พึงปรารถนา และไม่ได้ถูกบังคับให้ออกจากสหรัฐฯ
ด้านรัฐบาลบราซิลตอบโต้ทันที โดยระบุว่าการตัดสินใจของสหรัฐฯ เป็นการยกระดับความขัดแย้งทางการทูตอย่างจงใจ โดยแถลงการณ์จากสำนักงานประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ระบุว่า "การตัดสินใจในวันนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบราซิลอย่างมีเจตนา ซึ่งมีแรงจูงใจจากอุดมการณ์ทางการเมือง"
ก่อนหน้านี้ บราซิลเพิ่งปฏิเสธการออกวีซ่าให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ สองคน ซึ่งมีแผนเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งของบราซิลเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยแหล่งข่าวทางการทูตของบราซิลระบุว่า การปฏิเสธดังกล่าวเกิดจากความกังวลว่า การเดินทางครั้งนี้อาจถูกนำไปใช้เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลบราซิลประกาศ “ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต” กับอาร์เจนตินาลงสู่ระดับ “อุปทูต” (Chargé d'Affaires) พร้อมขอให้อาร์เจนตินาเรียกเอกอัครราชทูตประจำกรุงบราซิเลียกลับประเทศ หลังเกิดข้อพิพาททางการทูตจากคำพูดของประธานาธิบดีฮาบิเอร์ มิเลย์ ที่กล่าวหาประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ว่าเป็น "หัวขโมย"
การลดระดับเหลือ "อุปทูต" หมายความว่า ทั้งสองประเทศจะไม่มีเอกอัครราชทูตประจำประเทศอีกฝ่ายเป็นการชั่วคราว และให้เจ้าหน้าที่ระดับรองทำหน้าที่ดูแลความสัมพันธ์แทน ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณทางการทูตว่าความสัมพันธ์กำลังตึงเครียด
- หุ่นยนต์จีนรุ่นใหม่ ถูกสหรัฐฯ แบน อ้างเสี่ยงต่อความมั่นคง
- สหรัฐฯ เปิดศึกภาษี ไทยโดนด้วย 12.5% อ้างปัญหาแรงงานบังคับ
- อาร์เจนตินาเสี่ยงถูกฟีฟ่าลงโทษชูป้ายหนุนสิทธิ์หมู่เกาะฟอล์กแลนด์
- สหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย จับมือพัฒนาโดรนใต้น้ำ ปกป้องสายเคเบิลใต้ทะเล
- บุคคลปริศนาปีนรั้วรันเวย์ ถูกเครื่องบินชนเสียชีวิต ที่สนามบินเดนเวอร์ สหรัฐฯ
ที่มาข้อมูล : AFP, euronews.com
ที่มารูปภาพ : Reuters, Canva
