พนักงาน Meta ยื่นฟ้องบริษัท ฐานใช้ AI คัดคนออก ไม่สนสิทธิลา

Share on Line Share on Facebook Share on X
พนักงาน Meta ยื่นฟ้องบริษัท ฐานใช้ AI คัดคนออก ไม่สนสิทธิลา

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) ควรมีบทบาทมากน้อยแค่ไหนในการบริหารบุคลากรขององค์กร และเส้นแบ่งระหว่าง “ผู้ช่วยวิเคราะห์” กับ “ผู้ตัดสินใจ” ควรอยู่ตรงไหน 


คำถามดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง หลังพนักงานของ Meta จำนวน 26 คน ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันจันทร์ (13 ก.ค.) ที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่าบริษัทใช้ระบบ AI ภายในมาช่วยคัดเลือกพนักงานที่จะถูกเลิกจ้างจากแผนการปรับโครงสร้างที่ต้องการลดพนักงานราว 8,000 ตำแหน่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา


Meta ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Facebook, Instagram และ Whatsapp ถูกกล่าวหาว่าใช้ระบบ AI หลายระบบร่วมกัน ทั้งคะแนนประเมินผลการทำงานของพนักงาน เทคโนโลยีในการติดตามข้อมูลการกดแป้นพิมพ์ (keystrokes) และข้อมูลกิจกรรมการใช้งานของพนักงาน เพื่อจัดอันดับและคัดเลือกผู้ที่จะถูกเลิกจ้าง


ในคำฟ้องระบุว่า รายชื่อผู้ถูกเลิกจ้างไม่ได้เกิดจากการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาที่รู้จักการทำงานหรือแม้แต่พฤติกรรมของพนักงานแต่ละคน แต่เกิดจากระบบ AI ที่ถูกใช้มาให้คะแนน จัดลำดับ และแม้แต่มาตัดสินใจคัดเลือกพนักงานเข้าสู่รายชื่อดังกล่าว 


ผู้ฟ้องร้องกำลังขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการเลิกจ้างนี้ชั่วคราวในระหว่างการดำเนินคดี พร้อมเรียกร้องให้มีการรับพนักงานกลับเข้าไปทำงาน จ่ายค่าจ้างย้อนหลัง เรียกคืนผลประโยชน์ที่สูญเสีย รวมถึงค่าเสียหายอื่นๆ หากศาลวินิจฉัยว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 


ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ตรงที่ข้อกล่าวหาว่า ระบบ AI ของ Meta ใช้ข้อมูลด้านประสิทธิภาพการทำงานและของพนักงานในการประเมินตัวพนักงาน จนทำให้เกิดข้อมูลที่ผิดพลาด อย่างเช่น พนักงานที่ลาคลอด ลาป่วย หรือได้รับสิทธิช่วยเหลือจากความพิการ พบว่ามีข้อมูลประสิทธิภาพของงานน้อยกว่า หรือบางรายไม่มีข้อมูลในช่วงที่ลางานเลย เพราะใช้สิทธิตามกฎหมายแรงงาน และผลสุดท้ายกลับได้รับคะแนนประเมินในระดับที่ต่ำ  


ผู้ฟ้องร้องจึงอ้างว่า พนักงานที่ใช้สิทธิการลาตามที่กฎหมายคุ้มครอง ถูกคัดเลือกให้เลิกจ้างในสัดส่วนที่สูงกว่าปกติ เนื่องจากระบบไม่ได้คำนึงถึงการลาที่ได้รับสิทธิตามกฎหมาย และอาจส่งผลให้การใช้สิทธิดังกล่าวเป็นปัจจัยเสียเปรียบในการประเมิน 

สรุปข่าว

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) ควรมีบทบาทมากน้อยแค่ไหนในการบริหารบุคลากรขององค์กร และเส้นแบ่งระหว่าง “ผู้ช่วยวิเคราะห์” กับ “ผู้ตัดสินใจ” ควรอยู่ตรงไหน คำถามดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง หลังพนักงานของ Meta จำนวน 26 คน ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันจันทร์ (13 ก.ค.) ที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่าบริษัทใช้ระบบ AI ภายในมาช่วยคัดเลือกพนักงานที่จะถูกเลิกจ้างจากแผนการปรับโครงสร้างที่ต้องการลดพนักงานราว 8,000 ตำแหน่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) ควรมีบทบาทมากน้อยแค่ไหนในการบริหารบุคลากรขององค์กร และเส้นแบ่งระหว่าง “ผู้ช่วยวิเคราะห์” กับ “ผู้ตัดสินใจ” ควรอยู่ตรงไหน 


คำถามดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง หลังพนักงานของ Meta จำนวน 26 คน ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันจันทร์ (13 ก.ค.) ที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่าบริษัทใช้ระบบ AI ภายในมาช่วยคัดเลือกพนักงานที่จะถูกเลิกจ้างจากแผนการปรับโครงสร้างที่ต้องการลดพนักงานราว 8,000 ตำแหน่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา


Meta ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Facebook, Instagram และ Whatsapp ถูกกล่าวหาว่าใช้ระบบ AI หลายระบบร่วมกัน ทั้งคะแนนประเมินผลการทำงานของพนักงาน เทคโนโลยีในการติดตามข้อมูลการกดแป้นพิมพ์ (keystrokes) และข้อมูลกิจกรรมการใช้งานของพนักงาน เพื่อจัดอันดับและคัดเลือกผู้ที่จะถูกเลิกจ้าง


ในคำฟ้องระบุว่า รายชื่อผู้ถูกเลิกจ้างไม่ได้เกิดจากการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาที่รู้จักการทำงานหรือแม้แต่พฤติกรรมของพนักงานแต่ละคน แต่เกิดจากระบบ AI ที่ถูกใช้มาให้คะแนน จัดลำดับ และแม้แต่มาตัดสินใจคัดเลือกพนักงานเข้าสู่รายชื่อดังกล่าว 


ผู้ฟ้องร้องกำลังขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการเลิกจ้างนี้ชั่วคราวในระหว่างการดำเนินคดี พร้อมเรียกร้องให้มีการรับพนักงานกลับเข้าไปทำงาน จ่ายค่าจ้างย้อนหลัง เรียกคืนผลประโยชน์ที่สูญเสีย รวมถึงค่าเสียหายอื่นๆ หากศาลวินิจฉัยว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 


ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ตรงที่ข้อกล่าวหาว่า ระบบ AI ของ Meta ใช้ข้อมูลด้านประสิทธิภาพการทำงานและของพนักงานในการประเมินตัวพนักงาน จนทำให้เกิดข้อมูลที่ผิดพลาด อย่างเช่น พนักงานที่ลาคลอด ลาป่วย หรือได้รับสิทธิช่วยเหลือจากความพิการ พบว่ามีข้อมูลประสิทธิภาพของงานน้อยกว่า หรือบางรายไม่มีข้อมูลในช่วงที่ลางานเลย เพราะใช้สิทธิตามกฎหมายแรงงาน และผลสุดท้ายกลับได้รับคะแนนประเมินในระดับที่ต่ำ  


ผู้ฟ้องร้องจึงอ้างว่า พนักงานที่ใช้สิทธิการลาตามที่กฎหมายคุ้มครอง ถูกคัดเลือกให้เลิกจ้างในสัดส่วนที่สูงกว่าปกติ เนื่องจากระบบไม่ได้คำนึงถึงการลาที่ได้รับสิทธิตามกฎหมาย และอาจส่งผลให้การใช้สิทธิดังกล่าวเป็นปัจจัยเสียเปรียบในการประเมิน 

ในบรรดาผู้ฟ้องร้อง มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างลาคลอด ก่อนที่เธอจะให้กำเนิด ปรากฏว่าเธอได้รับแจ้งว่าจะถูกเลิกจ้างเพียง 2 วันก่อนคลอดบุตร ขณะที่วิศวกรอีกคนระบุว่า ได้รับคะแนนประเมินลดลงหลังลางานเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ส่วนผู้จัดการอีกคนถูกแจ้งเลิกจ้างหลังเริ่มลาป่วยได้เพียง 16 วัน 


อย่างไรก็ตาม เดอะ การ์เดียน รายงานว่า Meta ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยโฆษกของบริษัทระบุว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้ “ไม่มีมูลและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง” พร้อมยืนยันว่า การบริหารกำลังคนและการตัดสินใจด้านองค์กรเป็นการตัดสินใจที่มาจากคน ไม่ใช่มาจาก AI 


ก่อนหน้านี้ Meta เปิดตัวโครงการติดตามข้อมูลการทำงานของพนักงาน ซึ่งเก็บข้อมูลการพิมพ์ การใช้เมาส์ ประวัติการใช้งานเบราวเซอร์ ข้อความ อีเมล และข้อมูลตำแหน่งจากอุปกรณ์ของบริษัท โดย มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก CEO ของ Meta ระบุว่า มีเป้าหมายเพื่อให้ระบบ AI เรียนรู้รูปแบบการทำงานของพนักงาน 


อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเผชิญกระแสคัดค้านจากพนักงาน โดยมีพนักงานกว่า 1,600 คน ร่วมลงชื่อในคำร้องแสดงความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ก่อนที่ซักเคอร์เบิร์กจะประกาศระงับโครงการเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 


ขณะที่ในคดีล่าสุด ฝ่ายผู้ฟ้องร้องยังขอให้ศาลสั่งตรวจสอบระบบ AI ของ Meta โดยอิสระ เพื่อเปิดเผยกลไกการคัดเลือกผู้ถูกเลิกจ้าง พร้อมระบุว่า บริษัทไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดของกระบวนการดังกล่าวแก่พนักงาน 


ตามข้อมูลของทนายความ ผู้ฟ้องร้องทั้ง 26 คน ยังมีสถานะเป็นพนักงานของ Meta จนถึงวันที่ 22 กรกฎาคม ก่อนจะพ้นสถานะ โดยฝ่ายผู้ฟ้องร้องยังขอให้ศาลอนุญาตให้ปกปิด9ตัวตนของพนักงาน เนื่องจากกังวลว่าจะถูกตอบโต้ระหว่างการดำเนินคดี 

ที่มาข้อมูล : https://www.theguardian.com/technology/2026/jul/14/meta-ai-mass-layoffs-lawsuit?CMP

ที่มารูปภาพ : Reuters