WHO ประกาศให้ "อีโบลา" เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

Share on Line Share on Facebook Share on X
WHO ประกาศให้ "อีโบลา" เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรคอีโบลาในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่นานาชาติกังวล” หรือ Public Health Emergency of International Concern (PHEIC) แต่การระบาดครั้งนี้ยังไม่เข้าเกณฑ์ที่จะถูกประกาศเป็น “ภาวะโรคระบาดใหญ่ระดับโลก” หรือ Pandemic

ขณะนี้มีรายงานผู้ติดเชื้อที่ต้องสงสัยราว 246 คน และมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 80 ราย

สรุปข่าว

องค์การอนามัยโลกประกาศให้ "อีโบลา" ที่ระบาดอย่างหนักในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เป็น“ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ" แต่ยังไม่ใช่“ภาวะโรคระบาดใหญ่ระดับโลก” หรือ Pandemic

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรคอีโบลาในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่นานาชาติกังวล” หรือ Public Health Emergency of International Concern (PHEIC) แต่การระบาดครั้งนี้ยังไม่เข้าเกณฑ์ที่จะถูกประกาศเป็น “ภาวะโรคระบาดใหญ่ระดับโลก” หรือ Pandemic

ขณะนี้มีรายงานผู้ติดเชื้อที่ต้องสงสัยราว 246 คน และมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 80 ราย

ดร.ทีโดรส อัดฮานอม เกบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก เตือนว่า ขณะนี้ยังมี “ความไม่แน่นอนอย่างมาก” ทั้งในเรื่องจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริง และขอบเขตการแพร่กระจายของโรค

WHO ระบุว่า เชื้ออีโบลาสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในครั้งนี้เกิดจาก “ไวรัสบุนดิบูเกียว” (Bundibugyo virus) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการสำหรับสายพันธุ์นี้ ซึ่งจนถึงตอนนี้ มีผู้ติดเชื้อที่ยืนยันผลทางห้องปฏิบัติการแล้ว 8 ราย ขณะที่ผู้ป่วยต้องสงสัยและผู้เสียชีวิตกระจายอยู่ในอย่างน้อย 3 เขตสุขภาพ ได้แก่

  • เมืองบูเนีย เมืองเอกของจังหวัดอิตูรี 
  • เมืองเหมืองทองมองกวาลู 
  • เมืองรวามปารา 

WHO ยังเปิดเผยว่า เชื้อได้แพร่ข้ามพรมแดนออกจากคองโกแล้ว โดยพบผู้ติดเชื้อยืนยัน 2 คนในประเทศยูกันดา ด้านเจ้าหน้าที่ยูกันดาระบุว่า ชายวัย 59 ปีที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีผลตรวจยืนยันว่าติดเชื้ออีโบลา

องค์การอนามัยโลกเตือนว่า ประเทศที่มีพรมแดนติดกับคองโกมีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดเพิ่มเติม เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายประชากร การค้า และการเดินทางข้ามแดนอย่างต่อเนื่อง จึงแนะนำให้คองโกและยูกันดาจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน เพื่อเฝ้าระวัง ติดตามผู้สัมผัสโรค และดำเนินมาตรการป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่ยืนยันผลติดเชื้อจะต้องถูกแยกตัวและรักษาทันที จนกว่าจะมีผลตรวจเฉพาะต่อไวรัสบุนดิบูเกียวเป็นลบ 2 ครั้งติดต่อกัน โดยเว้นระยะห่างอย่างน้อย 48 ชั่วโมง

สำหรับประเทศที่อยู่ใกล้พื้นที่ระบาด WHO เรียกร้องให้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและการรายงานด้านสาธารณสุข ส่วนประเทศนอกพื้นที่ระบาดไม่ควรปิดพรมแดน หรือจำกัดการเดินทางและการค้า เพราะมาตรการเช่นนี้ “มักเกิดจากความหวาดกลัว และไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ”

การระบาดครั้งนี้ถือเป็นการระบาดของอีโบลาครั้งที่ 17 ของประเทศ

เชื้ออีโบลาสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยตรง หรือผ่านบาดแผลบนผิวหนัง ทำให้เกิดอาการเลือดออกอย่างรุนแรงและอวัยวะล้มเหลว

อาการเริ่มต้น ได้แก่

  • มีไข้ 
  • ปวดกล้ามเนื้อ 
  • อ่อนเพลีย 
  • ปวดศีรษะ 
  • เจ็บคอ 

ก่อนจะลุกลามไปสู่อาการอาเจียน ท้องเสีย ผื่น และภาวะเลือดออก

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาอีโบลาที่ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผลแน่ชัด โดย WHO ระบุว่า อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยของโรคอยู่ที่ประมาณ 50%

ตลอดช่วง 50 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากอีโบลาในทวีปแอฟริการวมแล้วราว 15,000 คน

สำหรับการระบาดที่รุนแรงที่สุดในคองโกเกิดขึ้นระหว่างปี 2018-2020 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนเกือบ 2,300 ราย ส่วนเมื่อปีที่แล้ว มีผู้เสียชีวิตอีก 45 ราย จากการระบาดในพื้นที่ห่างไกลของประเทศ

ที่มาข้อมูล : AFP, BBC

ที่มารูปภาพ : AFP