"ทุเรียนจีน" มาแน่! หมอนทองก็มีด้วย! เกมนี้ไทยเสี่ยงแค่ไหน?

Share on Line Share on Facebook Share on X

"ทุเรียนจีน" มาแน่! หมอนทองก็มีด้วย! เกมนี้ไทยเสี่ยงแค่ไหน? 


จีนกำลังเอาจริงเรื่องการปลูกทุเรียนในประเทศ ไม่ใช่แค่ปลูกไว้กินเองในครัวเรือน แต่กำลังเร่งพัฒนาไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ไทยต้องจับตาและเตรียมพร้อมก่อนจะสายเกินไป


รายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง ระบุว่า ผลผลิตทุเรียนในจีนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยที่มณฑลยูนนาน เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรมเก็บเกี่ยวและชิมทุเรียนที่ปลูกในประเทศ ทั้งในอำเภอจินผิงและเมืองจิ่งหง เขตสิบสองปันนา ผลตรวจวัดพบว่าทุเรียนมีปริมาณน้ำตาลสูงถึง 32.9–38.5% และให้ผลผลิตต่อต้นในระดับสูง


แม้กระทั่งทุเรียนหมอนทอง จีนก็ปลูกได้แล้วเช่นกัน แต่ราคายังสูงกว่าทุเรียนไทยถึง 3 เท่า โดยเริ่มทดลองปลูกเพื่อการค้าเมื่อประมาณ 7 ปีก่อน


อีกพื้นที่ที่ต้องจับตาคือไห่หนาน ซึ่งเริ่มประสบความสำเร็จในการทดลองปลูกทุเรียนเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2562 ข้อมูลปี 2569 ระบุว่า ไห่หนานมีพื้นที่ปลูกทุเรียนมากกว่า 58,000 หมู่ หรือประมาณ 24,400 ไร่ และคาดว่าจะมีผลผลิตทุเรียนสดประมาณ 3,000 ตัน


ทุเรียนส่วนใหญ่เป็นพันธุ์หมอนทอง ขายในราคาประมาณ 80–140 หยวนต่อกิโลกรัม หรือสูงกว่าทุเรียนหมอนทองนำเข้าประมาณ 3 เท่า จุดขายสำคัญคือการปล่อยให้ทุเรียนสุกบนต้นได้ ต่างจากทุเรียนนำเข้า อีกทั้งยังเก็บเกี่ยวช้ากว่าฤดูกาลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1–2 เดือน แต่มีข้อได้เปรียบด้านการขนส่ง เพราะสามารถส่งถึงบ้านและนำไปขายได้ภายใน 2–3 วัน


อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่าผลผลิตทุเรียนจีนในวันนี้ยังมีน้อยมาก เมื่อรวมกันแล้วมีปริมาณไม่เกิน 10,000 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 0.1% ของการบริโภคทุเรียนทั้งหมดในประเทศ จึงยังไม่ใช่คู่แข่งที่สามารถแทนที่ทุเรียนไทยได้ในทันที แต่การเริ่มต้นครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า จีนกำลังพยายามพัฒนาความสามารถในการผลิตทุเรียนของตัวเอง และในอนาคตอะไรก็เกิดขึ้นได้


เหตุผลที่ไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะจีนเป็นทั้งตลาดนำเข้าทุเรียนขนาดใหญ่ของโลกและลูกค้ารายสำคัญที่สุดของไทย ซึ่งสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่า 1 แสนล้านบาท


ในปี 2568 จีนมีการนำเข้าทุเรียนสดจากทั่วโลกประมาณ 1.86 ล้านตัน มูลค่า 53,830 ล้านหยวน ในจำนวนนี้เป็นทุเรียนจากไทยเกือบครึ่ง หรือมากกว่า 920,000 ตัน ขณะที่ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรระบุว่า ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนในปีเดียวกัน คิดเป็นมูลค่า 150,278.59 ล้านบาท


ส่วนในปี 2569 นี้ ทุเรียนไทยยังส่งออกไปจีนได้อย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลไทยระบุว่าสามารถส่งออกทุเรียนสดไปจีนทะลุ 1 ล้านตันได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้


ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดจีนมีความสำคัญต่อทุเรียนไทยมากเพียงใด และแม้ทุเรียนจีนจะยังมีผลผลิตน้อย แต่หากวันหนึ่งผลิตได้มากขึ้น ก็อาจส่งผลต่อราคา การแข่งขันแย่งพื้นที่บนชั้นวางสินค้า และทิศทางตลาดทุเรียนในระยะยาว


ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดทุเรียนกำลังแข่งขันรุนแรงขึ้น ไม่ใช่แค่จีนที่พยายามเพิ่มผลผลิต แต่ประเทศในอาเซียนก็เข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย


สรุปข่าว

- ทุเรียนจีนบุก! หมอนทองก็ปลูกได้ ไทยเสี่ยงเสียตลาดแสนล้าน? - จีนปลูกทุเรียนเองแล้ว! ผลผลิตยังน้อย แต่ไทยห้ามประมาท - ทุเรียนไทยสะเทือน? จีนเร่งปลูกเอง จับตาศึกชิงตลาดแสนล้าน - จีนปลูกหมอนทองได้แล้ว! อนาคตทุเรียนไทยจะเป็นอย่างไร

"ทุเรียนจีน" มาแน่! หมอนทองก็มีด้วย! เกมนี้ไทยเสี่ยงแค่ไหน? 


จีนกำลังเอาจริงเรื่องการปลูกทุเรียนในประเทศ ไม่ใช่แค่ปลูกไว้กินเองในครัวเรือน แต่กำลังเร่งพัฒนาไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ไทยต้องจับตาและเตรียมพร้อมก่อนจะสายเกินไป


รายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง ระบุว่า ผลผลิตทุเรียนในจีนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยที่มณฑลยูนนาน เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรมเก็บเกี่ยวและชิมทุเรียนที่ปลูกในประเทศ ทั้งในอำเภอจินผิงและเมืองจิ่งหง เขตสิบสองปันนา ผลตรวจวัดพบว่าทุเรียนมีปริมาณน้ำตาลสูงถึง 32.9–38.5% และให้ผลผลิตต่อต้นในระดับสูง


แม้กระทั่งทุเรียนหมอนทอง จีนก็ปลูกได้แล้วเช่นกัน แต่ราคายังสูงกว่าทุเรียนไทยถึง 3 เท่า โดยเริ่มทดลองปลูกเพื่อการค้าเมื่อประมาณ 7 ปีก่อน


อีกพื้นที่ที่ต้องจับตาคือไห่หนาน ซึ่งเริ่มประสบความสำเร็จในการทดลองปลูกทุเรียนเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2562 ข้อมูลปี 2569 ระบุว่า ไห่หนานมีพื้นที่ปลูกทุเรียนมากกว่า 58,000 หมู่ หรือประมาณ 24,400 ไร่ และคาดว่าจะมีผลผลิตทุเรียนสดประมาณ 3,000 ตัน


ทุเรียนส่วนใหญ่เป็นพันธุ์หมอนทอง ขายในราคาประมาณ 80–140 หยวนต่อกิโลกรัม หรือสูงกว่าทุเรียนหมอนทองนำเข้าประมาณ 3 เท่า จุดขายสำคัญคือการปล่อยให้ทุเรียนสุกบนต้นได้ ต่างจากทุเรียนนำเข้า อีกทั้งยังเก็บเกี่ยวช้ากว่าฤดูกาลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1–2 เดือน แต่มีข้อได้เปรียบด้านการขนส่ง เพราะสามารถส่งถึงบ้านและนำไปขายได้ภายใน 2–3 วัน


อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่าผลผลิตทุเรียนจีนในวันนี้ยังมีน้อยมาก เมื่อรวมกันแล้วมีปริมาณไม่เกิน 10,000 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 0.1% ของการบริโภคทุเรียนทั้งหมดในประเทศ จึงยังไม่ใช่คู่แข่งที่สามารถแทนที่ทุเรียนไทยได้ในทันที แต่การเริ่มต้นครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า จีนกำลังพยายามพัฒนาความสามารถในการผลิตทุเรียนของตัวเอง และในอนาคตอะไรก็เกิดขึ้นได้


เหตุผลที่ไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะจีนเป็นทั้งตลาดนำเข้าทุเรียนขนาดใหญ่ของโลกและลูกค้ารายสำคัญที่สุดของไทย ซึ่งสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่า 1 แสนล้านบาท


ในปี 2568 จีนมีการนำเข้าทุเรียนสดจากทั่วโลกประมาณ 1.86 ล้านตัน มูลค่า 53,830 ล้านหยวน ในจำนวนนี้เป็นทุเรียนจากไทยเกือบครึ่ง หรือมากกว่า 920,000 ตัน ขณะที่ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรระบุว่า ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนในปีเดียวกัน คิดเป็นมูลค่า 150,278.59 ล้านบาท


ส่วนในปี 2569 นี้ ทุเรียนไทยยังส่งออกไปจีนได้อย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลไทยระบุว่าสามารถส่งออกทุเรียนสดไปจีนทะลุ 1 ล้านตันได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้


ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดจีนมีความสำคัญต่อทุเรียนไทยมากเพียงใด และแม้ทุเรียนจีนจะยังมีผลผลิตน้อย แต่หากวันหนึ่งผลิตได้มากขึ้น ก็อาจส่งผลต่อราคา การแข่งขันแย่งพื้นที่บนชั้นวางสินค้า และทิศทางตลาดทุเรียนในระยะยาว


ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดทุเรียนกำลังแข่งขันรุนแรงขึ้น ไม่ใช่แค่จีนที่พยายามเพิ่มผลผลิต แต่ประเทศในอาเซียนก็เข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย


อีกหนึ่งความท้าทายคือมาตรฐานการนำเข้า โดยจีนให้ความสำคัญกับการตรวจสอบคุณภาพ ความสุกแก่ สารตกค้าง และศัตรูพืชมากขึ้น หากทุเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ก็อาจถูกตีกลับและสร้างความเสียหายแก่ผู้ส่งออก ขณะที่ทุเรียนที่ปลูกในจีนสามารถจำหน่ายในตลาดภายในประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการนำเข้าแบบเดียวกัน จึงอาจมีข้อได้เปรียบด้านการเข้าถึงตลาด


แล้วไทยควรตั้งรับอย่างไร?


สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง เสนอแนวทางสำคัญ 3 ด้านที่ไทยควรเร่งดำเนินการ


1. ยกระดับมาตรฐานและระบบตรวจสอบย้อนกลับ

ต้องทำให้ผู้ซื้อมั่นใจได้ว่าทุเรียนมาจากสวนไหน ผ่านกระบวนการอะไร และมีคุณภาพตามมาตรฐานหรือไม่ ตั้งแต่สวน โรงคัดบรรจุ ไปจนถึงปลายทาง เพราะเมื่อการแข่งขันสูงขึ้น ความเชื่อมั่นจะกลายเป็นข้อได้เปรียบที่สร้างได้ยาก แต่สูญเสียได้ง่าย


2. สร้างความแตกต่าง ไม่แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว


ไทยควรพัฒนาทุเรียนพรีเมียมให้มีความหลากหลาย พร้อมทำตลาดผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น ไม่ใช่ขายเพียงคำว่า “ทุเรียนไทย” แต่ต้องสื่อสารให้ชัดว่าแต่ละพันธุ์มีจุดเด่นอย่างไร และเหมาะกับผู้บริโภคกลุ่มไหน เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันด้วยคุณภาพและประสบการณ์ แทนการใช้ราคาถูกเป็นอาวุธเพียงอย่างเดียว

3. เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป


ทุเรียนไม่ได้มีแค่ผลสด แต่ยังต่อยอดเป็นทุเรียนแช่แข็ง ทุเรียนอบแห้ง ขนม และผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆ ได้ การแปรรูปช่วยเพิ่มทางเลือกในการขายและกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาทุเรียนสดเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตลาดต้องการจริงและคำนวณต้นทุนให้คุ้มค่า


นอกจาก 3 แนวทางนี้ ไทยยังควรเร่งกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ เพื่อลดการพึ่งพาผู้ซื้อรายใหญ่เพียงตลาดเดียว แม้การขยายตลาดใหม่จะต้องใช้เวลาและเงินลงทุนเพิ่มเติมก็ตาม


ทุเรียนจีนเริ่มปลูกได้จริงแล้ว แต่จะสามารถเขย่าตำแหน่งของทุเรียนไทยได้หรือไม่ วันนี้อาจยังเร็วเกินไปที่จะตอบ เพราะผลผลิตจีนยังมีน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการบริโภคในประเทศ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือการแข่งขันกำลังเปลี่ยนไป


ไทยจึงไม่ควรรอให้ทุเรียนจีนผลิตได้มากกว่านี้แล้วค่อยปรับตัว เพราะในวันที่คู่แข่งพร้อมขึ้น การรักษาตลาดอาจยากกว่าการเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าทุเรียนจีนจะมาแย่งตลาดไทยหรือไม่ แต่คือ เมื่อคู่แข่งเริ่มปลูกเองได้ ไทยจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคยังเลือกทุเรียนไทยต่อไป?


รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ