ประกิต ชี้เศรษฐกิจเสี่ยง Stagflation แนะเน้นหุ้นปันผล

Share on Line Share on Facebook Share on X

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ว่าผลประกอบการกลุ่มธนาคารที่ประกาศออกมาโดยรวมเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ ราคาหุ้นของแต่ละธนาคารขยับไปตามงบที่ออกมา โดยยกตัวอย่างว่า KKP มีงบที่ออกมาดี ราคาหุ้นจึงปรับขึ้นได้ ขณะที่ TTB มีงบออกมาตามปกติ ราคาหุ้นจึงปรับลดลง

ประเด็นที่นายประกิตให้ความสำคัญคือ ยังไม่พบการตั้งสำรองที่ผิดปกติ ซึ่งสะท้อนว่า "คุณภาพสินเชื่อยังคุมได้" และมองว่าเมื่อเศรษฐกิจยังซึมอยู่ กำไรระดับนี้ก็ถือว่าโอเคแล้ว เพียงแต่ราคาหุ้นก่อนหน้านี้อาจถูกคาดหวังไว้สูงเกินไป

เศรษฐกิจเสี่ยง Stagflation Shock กดดันดอกเบี้ย

นายประกิตมองว่าปีหน้ามีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัว และสถานการณ์ตอนนี้ "สุ่มเสี่ยงที่จะเป็น Stagflation Shock" เพราะเศรษฐกิจไม่ขยายตัว แต่เงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ Fed ยังลดดอกเบี้ยไม่ได้ และคาดว่าทั้ง Fed และ กนง. จะคงดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า

ด้านราคาน้ำมันมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อไป เพราะความขัดแย้งยังไม่จบ นายประกิตมองว่าสถานการณ์แบบนี้โดยปกติไม่ควรเป็นผลดีต่อหุ้น

รัฐบาลมีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

สำหรับเศรษฐกิจไทย นายประกิตระบุว่ารัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แผนระยะกลางและระยะยาวยังพอทำได้ แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำได้ยาก เช่น โครงการคนละครึ่งที่จบไปแล้ว และยังต้องหามาตรการมาต่อ

หุ้นไทยต้องเลือกรายตัว หุ้นปันผลยังเป็นทางเลือกหลัก

นายประกิตมองว่าหุ้นไทยที่ราคาลดลงมาถือว่าน่าสนใจ แต่คงเลือกได้แค่บางตัว และกลยุทธ์ที่ดีที่สุดตอนนี้ยังเป็นการลงทุนในหุ้นปันผล ซึ่งยังเป็นสิ่งที่น่าทำในปีหน้าด้วย

สรุปข่าว

ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด มองว่าเศรษฐกิจกำลังเสี่ยงต่อภาวะ "Stagflation Shock" คือเศรษฐกิจชะลอตัวในขณะที่เงินเฟ้อยังสูง คาดว่าทั้ง Fed และ กนง. จะคงดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า ส่วนการลงทุนหุ้นไทย แนะนำให้เน้นหุ้นปันผลเหมือนเดิม แต่ไม่ควรเลือกหุ้นจาก Dividend Yield เพียงอย่างเดียว

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ว่าผลประกอบการกลุ่มธนาคารที่ประกาศออกมาโดยรวมเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ ราคาหุ้นของแต่ละธนาคารขยับไปตามงบที่ออกมา โดยยกตัวอย่างว่า KKP มีงบที่ออกมาดี ราคาหุ้นจึงปรับขึ้นได้ ขณะที่ TTB มีงบออกมาตามปกติ ราคาหุ้นจึงปรับลดลง

ประเด็นที่นายประกิตให้ความสำคัญคือ ยังไม่พบการตั้งสำรองที่ผิดปกติ ซึ่งสะท้อนว่า "คุณภาพสินเชื่อยังคุมได้" และมองว่าเมื่อเศรษฐกิจยังซึมอยู่ กำไรระดับนี้ก็ถือว่าโอเคแล้ว เพียงแต่ราคาหุ้นก่อนหน้านี้อาจถูกคาดหวังไว้สูงเกินไป

เศรษฐกิจเสี่ยง Stagflation Shock กดดันดอกเบี้ย

นายประกิตมองว่าปีหน้ามีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัว และสถานการณ์ตอนนี้ "สุ่มเสี่ยงที่จะเป็น Stagflation Shock" เพราะเศรษฐกิจไม่ขยายตัว แต่เงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ Fed ยังลดดอกเบี้ยไม่ได้ และคาดว่าทั้ง Fed และ กนง. จะคงดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า

ด้านราคาน้ำมันมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อไป เพราะความขัดแย้งยังไม่จบ นายประกิตมองว่าสถานการณ์แบบนี้โดยปกติไม่ควรเป็นผลดีต่อหุ้น

รัฐบาลมีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

สำหรับเศรษฐกิจไทย นายประกิตระบุว่ารัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แผนระยะกลางและระยะยาวยังพอทำได้ แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำได้ยาก เช่น โครงการคนละครึ่งที่จบไปแล้ว และยังต้องหามาตรการมาต่อ

หุ้นไทยต้องเลือกรายตัว หุ้นปันผลยังเป็นทางเลือกหลัก

นายประกิตมองว่าหุ้นไทยที่ราคาลดลงมาถือว่าน่าสนใจ แต่คงเลือกได้แค่บางตัว และกลยุทธ์ที่ดีที่สุดตอนนี้ยังเป็นการลงทุนในหุ้นปันผล ซึ่งยังเป็นสิ่งที่น่าทำในปีหน้าด้วย

อย่าเลือกหุ้นปันผลจาก Yield สูงอย่างเดียว

นายประกิตย้ำว่าการเลือกหุ้นที่ให้ Dividend Yield สูงที่สุดแล้วซื้อทันทีไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพราะยังมีเรื่องอื่นต้องพิจารณาด้วย ได้แก่

  • สภาพคล่องของหุ้น: ต้องซื้อขายได้คล่องพอ
  • ทิศทางรายได้และกำไร: ต้องดูว่าธุรกิจยังเติบโตได้หรือไม่
  • ความเสี่ยงขาดทุนจากส่วนต่างราคา (Capital Loss): Yield ที่สูงอาจเกิดจากราคาหุ้นที่ลดลงเรื่อยๆ หากเข้าซื้อแล้วราคายังลงต่อ เงินปันผลที่ได้อาจไม่คุ้มกับส่วนที่ขาดทุน

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน