"เอไอ" ตัวช่วยเศรษฐกิจโลก? ดันจีดีพีพุ่ง 3% ประเทศไทยตีโจทย์เกมนี้อย่างไร?

Share on Line Share on Facebook Share on X

คลื่นเงินลงทุนอุตสาหกรรม "เอไอ" คือ ตัวช่วยขับเคลื่อนโลก! ไทยอยู่ตรงไหน พร้อมแล้วหรือยัง? 

 IMF ชี้ว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกให้เติบโตใกล้ระดับ 3% ขณะที่ไทยมีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมใหม่ แต่ต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง


ข้อมูลจากการประชุมประจำปี IMF–World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 คริสตาลินา กอร์เกียววา กรรมการผู้จัดการ IMF ระบุว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกให้เติบโตใกล้ระดับ 3%


เบื้องหลังการพัฒนา AI ไม่ได้มีเพียงการสร้างโปรแกรมให้ฉลาดขึ้น แต่ยังต้องอาศัยชิปจำนวนมาก ดาต้าเซนเตอร์ ระบบคลาวด์ และพลังงานเพื่อรองรับการประมวลผล เมื่อบริษัทเทคโนโลยีเร่งลงทุน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องจึงได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ไปจนถึงธุรกิจพลังงาน


IMF ประเมินว่า กระแสการลงทุนดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มการเติบโตของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในเอเชียประมาณ 0.5–1 จุดเปอร์เซ็นต์ และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียประมาณ 0.2–0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการลงทุนในห่วงโซ่เทคโนโลยีเหล่านี้เช่นกัน


AI สร้างโอกาส แต่แรงงานต้องเร่งปรับตัว


อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเศรษฐกิจไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน เพราะ AI กำลังเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว


IMF เคยประเมินว่า งานทั่วโลกเกือบ 40% มีโอกาสได้รับผลกระทบจาก AI โดยในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว สัดส่วนดังกล่าวอาจสูงถึงประมาณ 60% ทั้งนี้ การได้รับผลกระทบไม่ได้หมายความว่างานทั้งหมดจะหายไป แต่อาจหมายถึงการเปลี่ยนวิธีทำงาน การนำ AI มาช่วยทำงานบางส่วน หรือการที่บางตำแหน่งงานถูกแทนที่


งานที่มีขั้นตอนซ้ำ ๆ และสามารถทำตามคำสั่งได้อย่างเป็นระบบ มีแนวโน้มเผชิญการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ขณะที่ผู้ที่สามารถใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้อง และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ ก็มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเอง


การเรียนรู้ทักษะใหม่จึงไม่ใช่เรื่องของบุคลากรด้านไอทีเท่านั้น แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแรงงานทุกสาขาอาชีพ เพื่อให้สามารถปรับตัวและทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปข่าว

IMF ชี้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกให้เติบโตใกล้ 3% ไทยมีโอกาสดึงดูดเงินลงทุนในดาต้าเซนเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พร้อมเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน โจทย์สำคัญคือเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้เป็นงานใหม่ เพิ่มรายได้คนไทย และกระจายโอกาสจาก AI อย่างทั่วถึง

คลื่นเงินลงทุนอุตสาหกรรม "เอไอ" คือ ตัวช่วยขับเคลื่อนโลก! ไทยอยู่ตรงไหน พร้อมแล้วหรือยัง? 

 IMF ชี้ว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกให้เติบโตใกล้ระดับ 3% ขณะที่ไทยมีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมใหม่ แต่ต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง


ข้อมูลจากการประชุมประจำปี IMF–World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 คริสตาลินา กอร์เกียววา กรรมการผู้จัดการ IMF ระบุว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกให้เติบโตใกล้ระดับ 3%


เบื้องหลังการพัฒนา AI ไม่ได้มีเพียงการสร้างโปรแกรมให้ฉลาดขึ้น แต่ยังต้องอาศัยชิปจำนวนมาก ดาต้าเซนเตอร์ ระบบคลาวด์ และพลังงานเพื่อรองรับการประมวลผล เมื่อบริษัทเทคโนโลยีเร่งลงทุน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องจึงได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ไปจนถึงธุรกิจพลังงาน


IMF ประเมินว่า กระแสการลงทุนดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มการเติบโตของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในเอเชียประมาณ 0.5–1 จุดเปอร์เซ็นต์ และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียประมาณ 0.2–0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการลงทุนในห่วงโซ่เทคโนโลยีเหล่านี้เช่นกัน


AI สร้างโอกาส แต่แรงงานต้องเร่งปรับตัว


อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเศรษฐกิจไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน เพราะ AI กำลังเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว


IMF เคยประเมินว่า งานทั่วโลกเกือบ 40% มีโอกาสได้รับผลกระทบจาก AI โดยในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว สัดส่วนดังกล่าวอาจสูงถึงประมาณ 60% ทั้งนี้ การได้รับผลกระทบไม่ได้หมายความว่างานทั้งหมดจะหายไป แต่อาจหมายถึงการเปลี่ยนวิธีทำงาน การนำ AI มาช่วยทำงานบางส่วน หรือการที่บางตำแหน่งงานถูกแทนที่


งานที่มีขั้นตอนซ้ำ ๆ และสามารถทำตามคำสั่งได้อย่างเป็นระบบ มีแนวโน้มเผชิญการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ขณะที่ผู้ที่สามารถใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้อง และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ ก็มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเอง


การเรียนรู้ทักษะใหม่จึงไม่ใช่เรื่องของบุคลากรด้านไอทีเท่านั้น แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแรงงานทุกสาขาอาชีพ เพื่อให้สามารถปรับตัวและทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไทยเดินหน้า 3 แนวทาง ใช้ AI พลิกโฉมเศรษฐกิจ


สำหรับประเทศไทย รัฐบาลตั้งเป้าใช้ AI พลิกโฉมเศรษฐกิจ พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนจากภัยดิจิทัล โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยแนวทางดังกล่าวในการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 หัวข้อ WBG Flagship: Small AI: More and Better Jobs ผ่าน 3 เป้าหมาย ได้แก่ AI in All, All in AI และ AI for All


1. AI in All ใช้ AI ยกระดับธุรกิจเดิม


รัฐบาลต้องการส่งเสริมให้ธุรกิจนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ตัวอย่างคือ “AI นกกระซิบ” ผู้ช่วยสำหรับร้านค้ารายย่อยที่เชื่อมโยงกับแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัล สามารถช่วยดูยอดขาย วิเคราะห์ช่วงเวลาที่ขายดี ติดตามสต็อกสินค้า และคำนวณกำไรขาดทุน โดยรัฐบาลระบุว่ามีร้านค้ารายย่อยนำไปใช้แล้วกว่า 1 ล้านราย


แนวทางนี้มุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารธุรกิจที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพและแข่งขันได้ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมด

2. All in AI ดึงดูดการลงทุนและสร้างงานใหม่


ไทยต้องการดึงดูดเงินลงทุนในดาต้าเซนเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ระบบคลาวด์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง แต่การมีเงินลงทุนจากต่างชาติเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือการทำให้แรงงานไทยเข้าถึงตำแหน่งงานใหม่ และเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน


รัฐบาลจึงผลักดันโครงการ Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงนักลงทุนกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานฝึกอบรม ช่วยพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด และเพิ่มโอกาสให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี


3. AI for All กระจายโอกาสให้คนทุกกลุ่ม


การพัฒนา AI ต้องทำให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงประโยชน์จากเทคโนโลยีได้ ไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนเพียงพอสำหรับซื้อเทคโนโลยีและฝึกอบรมพนักงาน ขณะที่แรงงานรายได้น้อยและร้านค้าขนาดเล็กอาจมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร


ภาครัฐจึงมีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และความช่วยเหลือที่เหมาะสม เพื่อให้คนไทยสามารถปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจดิจิทัลได้





รับมือภัยดิจิทัลควบคู่กับการพัฒนา AI


อีกหนึ่งความท้าทายที่ไม่อาจมองข้ามคือภัยออนไลน์ เพราะ AI สามารถนำไปใช้สร้างภาพ เสียง และวิดีโอปลอม หรือ Deepfake จนทำให้ประชาชนแยกแยะข้อมูลจริงกับข้อมูลปลอมได้ยากขึ้น


การพัฒนา AI จึงต้องดำเนินควบคู่ไปกับมาตรการรักษาความปลอดภัย การคุ้มครองข้อมูล และการสร้างความรู้เท่าทันดิจิทัลให้กับประชาชน เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ


AI จะเป็นโอกาสของไทยได้แค่ไหน?


โจทย์สำคัญของประเทศไทยไม่ใช่เพียงการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ หรือการทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่อุตสาหกรรม AI มากที่สุดเท่านั้น แต่ต้องทำให้เงินลงทุนเหล่านั้นกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สร้างประโยชน์ให้กับคนไทยอย่างแท้จริง ทั้งในด้านการสร้างงาน การพัฒนาทักษะ การเพิ่มรายได้ และการยกระดับผลิตภาพของประเทศ


ท้ายที่สุดแล้ว AI จะเป็นภัยคุกคามหรือโอกาส ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของทั้งภาคธุรกิจ แรงงาน และภาครัฐ หากไทยสามารถเปลี่ยนกระแสการลงทุนให้เป็นการพัฒนาคนและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ ก็มีโอกาสใช้ AI เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ที่มาข้อมูล : Reuters, IMF, กระทรวงการคลัง และรัฐบาลไทย

ที่มารูปภาพ : OpenAI

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ