Exclusive : Data และ AI ตัวเปลี่ยนเกมการเงินโลก ช่วยคนไทยอย่างไร?

Share on Line Share on Facebook Share on X
Exclusive : Data และ AI ตัวเปลี่ยนเกมการเงินโลก ช่วยคนไทยอย่างไร?

"เครดิตบูโร" เร่งใช้ Data-AI พัฒนาบริการการเงินเพื่อคนไทย สอดรับเวที IMF–World Bank 


ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เปิดมุมมองจากการประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลก ชี้ “ข้อมูล” และ “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” เป็นประเด็นสำคัญของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและบริการทางการเงินทั่วโลก โดยข้อมูลเครดิตมีบทบาทช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน ขณะที่ NCB นำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พัฒนาบุคลากร และยกระดับความแม่นยำของคะแนนเครดิต ภายใต้หลักความมั่นคงปลอดภัยและธรรมาภิบาลข้อมูล พร้อมเชื่อมโยงแนวคิดการพัฒนาคนและสร้างภูมิคุ้มกันจากพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่าน Royal Pavilion สู่โจทย์เศรษฐกิจโลกยุคใหม่


เวที IMF–ธนาคารโลก จับตา Data และ AI กุญแจสำคัญของระบบการเงินยุคใหม่


ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและการเงิน ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2569 (The IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) เปิดเผยว่า จากการติดตามประเด็นการหารือในหลายเวทีตลอดสัปดาห์ พบว่าการใช้ข้อมูล หรือ Data เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะการนำข้อมูลมาใช้เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงิน และสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME


ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับบทบาทของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ซึ่งเป็นองค์กรที่บริหารจัดการข้อมูลเครดิต โดยข้อมูลเครดิตเป็นข้อมูลสำคัญส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ระบบการเงินมีข้อมูลประกอบการพิจารณาสินเชื่อ และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ


ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งประเด็นที่ปรากฏในการประชุมหลายเวที คือการเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เนื่องจากโลกปัจจุบันมีข้อมูลจำนวนมหาศาล การนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์จึงต้องอาศัยเครื่องมือที่ช่วยจัดการ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


ดร.ลัษมณมองว่า ข้อมูลหลากหลายประเภทสามารถมีส่วนช่วยสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินได้ ขณะที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมาก เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของระบบเศรษฐกิจ


ใช้ AI พัฒนาคะแนนเครดิต เพิ่มโอกาสประชาชนเข้าถึงสินเชื่อ


สำหรับ NCB การนำ AI มาใช้มีเป้าหมายหลัก 2 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการและระบบเศรษฐกิจ


ด้านแรก คือการใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของบุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับทักษะของคนในองค์กร โดยดร.ลัษมณย้ำว่า การนำ AI มาใช้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทดแทนคนทำงาน แต่เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้บุคลากรทำงานได้ดีขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาทักษะใหม่ หรือ Upskill ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน


อีกด้านหนึ่ง คือการนำ AI มาพัฒนาคะแนนเครดิตให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนการประเมินข้อมูลเครดิตและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม


การพัฒนาคะแนนเครดิตมีความสำคัญต่อระบบการเงิน เนื่องจากข้อมูลที่มีคุณภาพและการประเมินที่มีประสิทธิภาพจะช่วยสนับสนุนกระบวนการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ไม่ได้หมายความว่าผู้ขอสินเชื่อทุกรายจะได้รับอนุมัติสินเชื่อโดยอัตโนมัติ เพราะการอนุมัติยังขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์และการประเมินของผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่ง


ในมุมของประชาชน ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในระบบการเงิน แต่เป็นการทำให้ข้อมูลสามารถช่วยสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ก็เป็นอีกกลุ่มที่อาจได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบข้อมูลและเครื่องมือวิเคราะห์ที่ช่วยสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน

ธรรมาภิบาลข้อมูลต้องมาก่อน เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในระบบการเงิน


แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการข้อมูลและสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่ดร.ลัษมณระบุว่า สิ่งสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก คือ Data Governance หรือธรรมาภิบาลข้อมูล โดยเฉพาะความมั่นคงปลอดภัยและความถูกต้องของข้อมูล


หลักการดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำคัญขององค์กรที่ทำหน้าที่บริหารจัดการข้อมูลเครดิตทั่วโลก เนื่องจากข้อมูลเครดิตเกี่ยวข้องกับข้อมูลทางการเงินของบุคคล การดูแลข้อมูลให้มีความถูกต้อง ปลอดภัย และมีการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่จะนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ประโยชน์


การพัฒนา AI ในระบบการเงินจึงต้องดำเนินควบคู่ไปกับการกำกับดูแลข้อมูล ไม่ใช่มุ่งเน้นเฉพาะความสามารถในการประมวลผลหรือการพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น เพราะเมื่อข้อมูลถูกนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์หรือพัฒนาคะแนนเครดิต คุณภาพของข้อมูลและกระบวนการกำกับดูแลย่อมมีความสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ที่ได้


สำหรับ NCB แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ได้มีเพียงมิติของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบในการบริหารจัดการข้อมูล และการนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

สรุปข่าว

เครดิตบูโร (NCB) เร่งนำ AI มาใช้เพิ่มความแม่นยำของข้อมูล พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและ SME เข้าถึงแหล่งทุน สอดรับเวที IMF–World Bank ที่มุ่งพัฒนาคน สร้างภูมิคุ้มกัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้รับมือความเปลี่ยนแปลงได้

"เครดิตบูโร" เร่งใช้ Data-AI พัฒนาบริการการเงินเพื่อคนไทย สอดรับเวที IMF–World Bank 


ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เปิดมุมมองจากการประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลก ชี้ “ข้อมูล” และ “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” เป็นประเด็นสำคัญของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและบริการทางการเงินทั่วโลก โดยข้อมูลเครดิตมีบทบาทช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน ขณะที่ NCB นำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พัฒนาบุคลากร และยกระดับความแม่นยำของคะแนนเครดิต ภายใต้หลักความมั่นคงปลอดภัยและธรรมาภิบาลข้อมูล พร้อมเชื่อมโยงแนวคิดการพัฒนาคนและสร้างภูมิคุ้มกันจากพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่าน Royal Pavilion สู่โจทย์เศรษฐกิจโลกยุคใหม่


เวที IMF–ธนาคารโลก จับตา Data และ AI กุญแจสำคัญของระบบการเงินยุคใหม่


ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและการเงิน ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2569 (The IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) เปิดเผยว่า จากการติดตามประเด็นการหารือในหลายเวทีตลอดสัปดาห์ พบว่าการใช้ข้อมูล หรือ Data เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะการนำข้อมูลมาใช้เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงิน และสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME


ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับบทบาทของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ซึ่งเป็นองค์กรที่บริหารจัดการข้อมูลเครดิต โดยข้อมูลเครดิตเป็นข้อมูลสำคัญส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ระบบการเงินมีข้อมูลประกอบการพิจารณาสินเชื่อ และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ


ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งประเด็นที่ปรากฏในการประชุมหลายเวที คือการเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เนื่องจากโลกปัจจุบันมีข้อมูลจำนวนมหาศาล การนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์จึงต้องอาศัยเครื่องมือที่ช่วยจัดการ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


ดร.ลัษมณมองว่า ข้อมูลหลากหลายประเภทสามารถมีส่วนช่วยสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินได้ ขณะที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมาก เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของระบบเศรษฐกิจ


ใช้ AI พัฒนาคะแนนเครดิต เพิ่มโอกาสประชาชนเข้าถึงสินเชื่อ


สำหรับ NCB การนำ AI มาใช้มีเป้าหมายหลัก 2 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการและระบบเศรษฐกิจ


ด้านแรก คือการใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของบุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับทักษะของคนในองค์กร โดยดร.ลัษมณย้ำว่า การนำ AI มาใช้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทดแทนคนทำงาน แต่เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้บุคลากรทำงานได้ดีขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาทักษะใหม่ หรือ Upskill ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน


อีกด้านหนึ่ง คือการนำ AI มาพัฒนาคะแนนเครดิตให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนการประเมินข้อมูลเครดิตและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม


การพัฒนาคะแนนเครดิตมีความสำคัญต่อระบบการเงิน เนื่องจากข้อมูลที่มีคุณภาพและการประเมินที่มีประสิทธิภาพจะช่วยสนับสนุนกระบวนการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ไม่ได้หมายความว่าผู้ขอสินเชื่อทุกรายจะได้รับอนุมัติสินเชื่อโดยอัตโนมัติ เพราะการอนุมัติยังขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์และการประเมินของผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่ง


ในมุมของประชาชน ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในระบบการเงิน แต่เป็นการทำให้ข้อมูลสามารถช่วยสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ก็เป็นอีกกลุ่มที่อาจได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบข้อมูลและเครื่องมือวิเคราะห์ที่ช่วยสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน

ธรรมาภิบาลข้อมูลต้องมาก่อน เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในระบบการเงิน


แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการข้อมูลและสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่ดร.ลัษมณระบุว่า สิ่งสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก คือ Data Governance หรือธรรมาภิบาลข้อมูล โดยเฉพาะความมั่นคงปลอดภัยและความถูกต้องของข้อมูล


หลักการดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำคัญขององค์กรที่ทำหน้าที่บริหารจัดการข้อมูลเครดิตทั่วโลก เนื่องจากข้อมูลเครดิตเกี่ยวข้องกับข้อมูลทางการเงินของบุคคล การดูแลข้อมูลให้มีความถูกต้อง ปลอดภัย และมีการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่จะนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ประโยชน์


การพัฒนา AI ในระบบการเงินจึงต้องดำเนินควบคู่ไปกับการกำกับดูแลข้อมูล ไม่ใช่มุ่งเน้นเฉพาะความสามารถในการประมวลผลหรือการพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น เพราะเมื่อข้อมูลถูกนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์หรือพัฒนาคะแนนเครดิต คุณภาพของข้อมูลและกระบวนการกำกับดูแลย่อมมีความสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ที่ได้


สำหรับ NCB แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ได้มีเพียงมิติของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบในการบริหารจัดการข้อมูล และการนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

New Horizons ความท้าทายใหม่ของไทยในโลกที่แตกแยก


สำหรับแนวคิดหลักของการประชุมครั้งนี้  “New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ดร.ลัษมณมองว่า การสร้างเส้นขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพของผู้คน และการสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบด้าน


AI เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้เพิ่มศักยภาพของผู้คน ขณะเดียวกัน การสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Resilience ก็เป็นอีกโจทย์สำคัญที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะในโลกที่มีความแตกแยกและความไม่แน่นอนสูง หรือ Fragmented World


ในมุมมองของดร.ลัษมณ ประเทศไทยกำลังนำเสนอบทบาทของตัวเองในฐานะ “Trusted Connector” หรือประเทศที่สามารถทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจในโลกที่มีความขัดแย้ง


ด้วยลักษณะของการเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง เป็นเศรษฐกิจเปิด และมีความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ประเทศไทยจึงสามารถมีบทบาทในการช่วยเชื่อมประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง


พัฒนาคนให้เข้มแข็ง คือรากฐานสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ


ดร.ลัษมณระบุว่า แนวคิดการพัฒนาคนและการสร้างความยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลงมีความเชื่อมโยงกับหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อย่างชัดเจน โดยพระราชดำริให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชนและชุมชน ตลอดจนการนำธรรมชาติมาใช้ในการแก้ไขปัญหา


หลักการเหล่านี้ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือสภาพภูมิอากาศ เพราะการสร้างความเข้มแข็งให้กับคนและชุมชนยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ


ในมิติของเศรษฐกิจและการเงิน การนำข้อมูลและ AI มาใช้เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อก็เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพผู้คน หากดำเนินการควบคู่กับการกำกับดูแลข้อมูลที่เหมาะสม เทคโนโลยีจะสามารถเป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาระบบการเงินที่ตอบโจทย์ประชาชนและภาคธุรกิจได้มากขึ้น


ขณะเดียวกัน การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศยังต้องอาศัยการพัฒนาที่ครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่ความเข้มแข็งของประชาชนและชุมชน ไปจนถึงความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก


การประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลกจึงเป็นเวทีที่สะท้อนโจทย์สำคัญของโลกในปัจจุบัน ทั้งการใช้ข้อมูลและ AI เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ การพัฒนาคนให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และการสร้างความยืดหยุ่นให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความท้าทายใหม่ ๆ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการทำให้การพัฒนาและเทคโนโลยีสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนได้อย่างแท้จริง


Royal Pavilion เชื่อมพระราชดำริ ร.9 สู่การพัฒนาคนและเศรษฐกิจโลก


นอกเหนือจากประเด็นข้อมูลเครดิตและ AI ดร.ลัษมณยังเป็นหนึ่งในทีมที่ร่วมพัฒนา Royal Pavilion ภายในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยใช้ชื่อว่า “The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งสื่อถึงการพัฒนาศักยภาพของผู้คนและการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง


เนื้อหาภายใน Pavilion นำหลักการทรงงาน 23 ประการ และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาถ่ายทอดเป็นแนวทางการพัฒนา 5 ประการ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระราชดำริสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับโจทย์การพัฒนาของโลกในปัจจุบันได้


แนวทางทั้ง 5 ประการ ประกอบด้วย


1. แก้ปัญหาใหญ่ด้วยการเริ่มจากจุดเล็ก

การแก้ไขปัญหาในระดับมหภาค หรือ Macro-problems สามารถเริ่มต้นจากแนวทางแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ หรือ Locally-grounded solution เพื่อให้การพัฒนาตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง


2. ยึดคนเป็นศูนย์กลางและให้ความสำคัญกับพื้นที่

การพัฒนาต้องคำนึงถึงผู้คนและสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้แนวทางที่นำมาใช้สอดคล้องกับความต้องการและสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างแท้จริง


3. พัฒนาตามลำดับขั้น

การดำเนินงานควรมีขั้นตอนที่เหมาะสม ไม่เร่งข้ามกระบวนการที่จำเป็น และสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาที่มั่นคงได้ในระยะยาว


4. ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ

นำกระบวนการทางธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


5. สร้างภูมิคุ้มกันด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ผู้คนและชุมชน เพื่อให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้


ดร.ลัษมณมองว่า หลักการทั้ง 5 ประการยังมีความร่วมสมัย และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาของโลกในปัจจุบันได้ แม้จะเป็นแนวคิดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงวางรากฐานไว้ตลอดระยะเวลาการครองราชย์ แต่หัวใจสำคัญอย่างการพัฒนาคน การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และการสร้างภูมิคุ้มกัน ยังคงเป็นเรื่องที่โลกต้องให้ความสำคัญ

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ