SHEIN หุ้นทรุดหลังก้าวสู่ตลาดฮ่องกง ปีนี้กำไรวูบ โมเดลฟาสต์แฟชั่นเจอโจทย์ใหญ่

Share on Line Share on Facebook Share on X

อุตสาหกรรมแฟชั่นโลกกำลังจับตา SHEIN หนึ่งในแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นที่เติบโตเร็วที่สุด หลังเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกง แต่การเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทมหาชนทำให้ทั้งรูปแบบธุรกิจ ต้นทุน และความสามารถในการทำกำไรถูกนักลงทุนตรวจสอบเข้มข้นขึ้น

SHEIN เริ่มซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 ด้วยราคา IPO ที่ 48.56 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น โดยหุ้นร่วงประมาณ 8% ตั้งแต่วันแรกของการซื้อขาย 

SHEIN เข้าตลาดด้วยมูลค่า 2.65 หมื่นล้านดอลลาร์

การเสนอขายหุ้นครั้งนี้ระดมทุนได้ประมาณ 1.7 พันล้านดอลลาร์ และให้มูลค่า SHEIN อยู่ที่ประมาณ 26,500 ล้านดอลลาร์ เทียบกับช่วงที่บริษัทเคยมีมูลค่าในตลาดเอกชนเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2022 

เท่ากับว่ามูลค่าของ SHEIN ณ ราคา IPO เหลือเพียงประมาณหนึ่งในสี่ของระดับสูงสุดเมื่อ 4 ปีก่อน

หลังเข้าตลาด แรงกดดันยังไม่จบ โดย Reuters รายงานเมื่อวันที่ 4 กันยายนว่า ราคาหุ้นปิดที่ 38.14 ดอลลาร์ฮ่องกง ต่ำกว่าราคาเสนอขายมากกว่า 20% สะท้อนว่านักลงทุนยังตั้งคำถามต่อแนวโน้มการเติบโตและความสามารถในการสร้างกำไรในอนาคต)

รายได้โต 8% แต่กำไรวูบ 39%

แรงกดดันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดหุ้น แต่ปรากฏชัดในผลประกอบการ

ปี 2025 SHEIN มีรายได้ 41,800 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8% แต่กำไรสุทธิลดลงถึง 39% เหลือ 2,060 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงเหลือเพียง 2.9% 

สถานการณ์ยิ่งชัดขึ้นในไตรมาสแรกปี 2026 เมื่อบริษัทพลิกเป็น ขาดทุน 99 ล้านดอลลาร์ จากกำไร 395 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ผลขาดทุนส่วนหนึ่งมาจากรายการทางบัญชีมูลค่า 328 ล้านดอลลาร์ แต่ Reuters ระบุว่า การเติบโตของรายได้ที่ชะลอลงและผลประกอบการของธุรกิจหลักที่อ่อนลง ยังสะท้อนแรงกดดันที่บริษัทกำลังเผชิญ 


สรุปข่าว

SHEIN เข้าตลาดหุ้นฮ่องกงด้วยราคา IPO ที่ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าบริษัทลดลงเหลือเพียงหนึ่งในสี่จากระดับสูงสุดเมื่อ 4 ปีก่อน แรงกดดันนี้สะท้อนผ่านผลประกอบการปี 2025 ที่กำไรสุทธิลดลงถึง 39% และไตรมาสแรกปี 2026 ที่พลิกเป็นขาดทุน โมเดลธุรกิจฟาสต์แฟชั่นของ SHEIN กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักจากต้นทุนการค้าที่เพิ่มขึ้น เช่น การยกเลิกสิทธิพิเศษ de minimis ในสหรัฐฯ และการเก็บภาษีใหม่ในยุโรป ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามถึงความสามารถในการทำกำไรมากกว่ายอดขาย SHEIN จึงต้องปรับกลยุทธ์โดยใช้เงินทุนจากการระดมทุนและเงินสดเดิมในการซื้อกิจการและขยายแพลตฟอร์ม เพื่อพิสูจน์ว่าธุรกิจฟาสต์แฟชั่นยังสามารถสร้างกำไรได้ในสภาพแวดล้อมที่ข้อได้เปรียบด้านภาษีลดลงและต้นทุนการค้าสูงขึ้น

อุตสาหกรรมแฟชั่นโลกกำลังจับตา SHEIN หนึ่งในแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นที่เติบโตเร็วที่สุด หลังเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกง แต่การเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทมหาชนทำให้ทั้งรูปแบบธุรกิจ ต้นทุน และความสามารถในการทำกำไรถูกนักลงทุนตรวจสอบเข้มข้นขึ้น

SHEIN เริ่มซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 ด้วยราคา IPO ที่ 48.56 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น โดยหุ้นร่วงประมาณ 8% ตั้งแต่วันแรกของการซื้อขาย 

SHEIN เข้าตลาดด้วยมูลค่า 2.65 หมื่นล้านดอลลาร์

การเสนอขายหุ้นครั้งนี้ระดมทุนได้ประมาณ 1.7 พันล้านดอลลาร์ และให้มูลค่า SHEIN อยู่ที่ประมาณ 26,500 ล้านดอลลาร์ เทียบกับช่วงที่บริษัทเคยมีมูลค่าในตลาดเอกชนเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2022 

เท่ากับว่ามูลค่าของ SHEIN ณ ราคา IPO เหลือเพียงประมาณหนึ่งในสี่ของระดับสูงสุดเมื่อ 4 ปีก่อน

หลังเข้าตลาด แรงกดดันยังไม่จบ โดย Reuters รายงานเมื่อวันที่ 4 กันยายนว่า ราคาหุ้นปิดที่ 38.14 ดอลลาร์ฮ่องกง ต่ำกว่าราคาเสนอขายมากกว่า 20% สะท้อนว่านักลงทุนยังตั้งคำถามต่อแนวโน้มการเติบโตและความสามารถในการสร้างกำไรในอนาคต)

รายได้โต 8% แต่กำไรวูบ 39%

แรงกดดันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดหุ้น แต่ปรากฏชัดในผลประกอบการ

ปี 2025 SHEIN มีรายได้ 41,800 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8% แต่กำไรสุทธิลดลงถึง 39% เหลือ 2,060 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงเหลือเพียง 2.9% 

สถานการณ์ยิ่งชัดขึ้นในไตรมาสแรกปี 2026 เมื่อบริษัทพลิกเป็น ขาดทุน 99 ล้านดอลลาร์ จากกำไร 395 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ผลขาดทุนส่วนหนึ่งมาจากรายการทางบัญชีมูลค่า 328 ล้านดอลลาร์ แต่ Reuters ระบุว่า การเติบโตของรายได้ที่ชะลอลงและผลประกอบการของธุรกิจหลักที่อ่อนลง ยังสะท้อนแรงกดดันที่บริษัทกำลังเผชิญ 


จุดแข็ง “ของถูก-ส่งเร็ว” ถูกต้นทุนใหม่ท้าทาย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงกฎการค้าสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ ซึ่งกระทบโมเดลที่ช่วยผลักดัน SHEIN ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว

การยกเลิกสิทธิ de minimis ในสหรัฐฯ กระทบการเติบโตของยอดขายและทำให้ค่าใช้จ่ายของบริษัทเพิ่มขึ้น โดย SHEIN ระบุว่ากำลังพิจารณาหลายทางเลือก รวมถึงการขึ้นราคาสินค้าในสหรัฐฯ เพื่อชดเชยต้นทุนบางส่วน (

ยุโรปก็เพิ่มแรงกดดันเช่นกัน โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2026 สหภาพยุโรปเริ่มเก็บภาษีแบบเหมาจ่าย 3 ยูโรสำหรับพัสดุมูลค่าต่ำจากผู้ขายนอก EU ซึ่ง Reuters รายงานว่าเริ่มช่วยให้ผู้ค้าปลีกยุโรปแข่งขันกับแพลตฟอร์มจีนอย่าง SHEIN และ Temu ได้มากขึ้น 


จากเร่งยอดขาย สู่โจทย์พิสูจน์ “กำไร”

กรณีของ SHEIN จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของตลาดฟาสต์แฟชั่น จากเดิมที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับ การเติบโตของยอดขาย จำนวนลูกค้า และความเร็วของซัพพลายเชน ไปสู่การตั้งคำถามว่า บริษัทสามารถรักษากำไรได้มากน้อยเพียงใดภายใต้ต้นทุนและกฎการค้าที่สูงขึ้น

SHEIN เองกำลังพยายามหาเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ หลัง IPO โดยมีเงินสดประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์ และเงินจาก IPO อีก 1,740 ล้านดอลลาร์ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ซื้อกิจการและขยายจากแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นไปสู่แพลตฟอร์มที่รองรับแบรนด์อื่นด้วย)

หนึ่งในดีลที่ประกาศแล้วคือการซื้อ Everlane มูลค่า 80 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สร้างพอร์ตแบรนด์ในหลายระดับราคา 

โจทย์ของ SHEIN หลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงขายเสื้อผ้าให้ได้มากและเร็วที่สุด แต่ต้องพิสูจน์ต่อตลาดทุนว่า โมเดลฟาสต์แฟชั่นราคาถูกยังสามารถสร้างกำไรได้ เมื่อข้อได้เปรียบด้านภาษีลดลง ต้นทุนการค้าสูงขึ้น และการแข่งขันกับแบรนด์ท้องถิ่นรุนแรงกว่าเดิม

ที่มาข้อมูล : Reuters, SHEIN IPO Prospectus, Hong Kong Exchanges and Clearing (HKEX)

ที่มารูปภาพ : chatgpt