อัพเป้า GDP ไทย 2.1% ลงทุนเอกชน ส่งออกหนุน คาดดอกเบี้ยปี 69 ที่ 1.00%

Share on Line Share on Facebook Share on X
อัพเป้า GDP ไทย 2.1% ลงทุนเอกชน ส่งออกหนุน คาดดอกเบี้ยปี 69 ที่ 1.00%

วิจัยกรุงศรี ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 สู่ 2.1% จากเดิมคาด 1.9% จากแรงส่งด้านการลงทุนและมาตรการภาครัฐ แต่ยังเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก และภาวะเอลนีโญ ด้านกนง.มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ตลอดปี 69

สรุปข่าว

การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ ตรงจุด และมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการรักษาพื้นที่ทางนโยบาย (Policy space) เพื่อรองรับความไม่แน่นอน จึงมีความสำคัญต่อการรักษาแรงส่งของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

วิจัยกรุงศรี ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 สู่ 2.1% จากเดิมคาด 1.9% จากแรงส่งด้านการลงทุนและมาตรการภาครัฐ แต่ยังเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก และภาวะเอลนีโญ ด้านกนง.มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ตลอดปี 69

วิจัยกรุงศรี คาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 69 จะเติบโต 2.1% ปรับขึ้นจาก 1.9% ในการคาดการณ์ครั้งก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชน การส่งออก และมาตรการภาครัฐซึ่งจะช่วยประคองการเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปี แต่แรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญ (El Nio) ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ คาดว่าจะทำให้แรงส่งของเศรษฐกิจโดยรวมยังอ่อนแอ

โดยแม้ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2/69 ขยายตัวชะลอลงสู่ 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กดดันเศรษฐกิจไทย ทั้งการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยว อีกทั้งการนำเข้าที่เร่งตัวยังส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไตรมาส 2/69 เติบโตดีกว่าคาด โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการขยายตัวของการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการสะสมสินค้าคงคลัง

สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง วิจัยกรุงศรี คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มได้รับแรงส่งต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI และเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ประกอบกับความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ อาทิ โครงการ Thailand FastPass ที่จะช่วยเร่งให้เกิดการลงทุนจริง

ด้านการส่งออก คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้าน AI และวัฏจักรขาขึ้นของอิเล็กทรอนิกส์ แต่การส่งออกในภาพรวมมีแนวโน้มชะลอตัวจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงลง ประกอบกับมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการภาษีนำเข้า ทั้งในมิติของอัตราภาษีและความครอบคลุมของสินค้า

สำหรับภาคท่องเที่ยว คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ต้นทุนการเดินทางจะยังอยู่ในระดับสูง แต่จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนและตะวันออกกลางเริ่มทยอยปรับตัวดีขึ้น อันเป็นสัญญาณเบื้องต้นของการฟื้นตัว

ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงในไตรมาสสุดท้ายของปี แม้ในช่วงปลายปีจะมีมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส แต่มีวงเงินเพียง 3.50 พันล้านบาท ซึ่งแตกต่างจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนที่มีวงเงินสูงถึง 1.20 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง และรายได้ภาคเกษตรที่อาจได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ประกอบกับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ยังคงกดดันกำลังซื้อโดยรวม

ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อปี

ตลอดช่วงที่เหลือของปี แม้อัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรอบเป้าหมายของทางการในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ แต่คาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายภายในครึ่งแรกของปี 2570 ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ต่ำกว่าระดับศักยภาพ และอุปสงค์ในประเทศยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งจะทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปสู่เงินเฟ้อรอบถัด ๆ ไป (Second-round effects) ยังคงอยู่ในวงจำกัด นอกจากนี้ การเติบโตของสินเชื่อโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ยังคงอ่อนแอ ดังนั้น นโยบายการเงินจึงมีแนวโน้มที่จะเอื้อต่อภาวะการเงินและช่วยประคองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต่อไป

นางพิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) กล่าวว่า วิจัยกรุงศรีได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 สู่ระดับ 2.1% จากเดิมคาดไว้ที่ 1.9% โดยสะท้อนผลของปัจจัยสำคัญ ได้แก่

1. เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองที่ขยายตัวดีกว่าคาด ประกอบกับแรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก ซึ่งส่งผลบวกต่อการประมาณการ

2. แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ และการส่งเสริมการลงทุนผ่านโครงการ Thailand FastPass อย่างไรก็ดี ผลบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจำกัด เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว โครงการด้านพลังงาน (เช่น โซลาร์เซลล์ และส่วนประกอบรถ EV) มักมีสัดส่วนการนำเข้าค่อนข้างสูง อีกทั้งอัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนในแต่ละปีงบประมาณมักอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก

3. ภาวะเอลนีโญ ที่อาจกระทบผลผลิตและรายได้ของภาคเกษตร ซึ่งส่งผลเชิงลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

โดยในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายหลายปัจจัย อาทิ

1. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้ออาจทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งยังคงอยู่ในระดับสูง

2. ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ในประเด็นการใช้กำลังการผลิตส่วนเกิน นอกจากนี้ ในรายงาน The Great Transshipment Scam ของสหรัฐฯ ยังระบุว่า ไทยอยู่ในกลุ่ม Tier 2 หรือประเทศที่มีการส่งผ่านสินค้าปริมาณสูงและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจีน ซึ่งเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะตรวจสอบการส่งออกสินค้าของไทยเข้มงวดขึ้น และอาจเสี่ยงต่อการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม

3. ข้อจำกัดด้านการคลัง และความเสี่ยงจากการชะลอลงของการใช้จ่าย (Payback effect) ภายหลังมาตรการกระตุ้นสิ้นสุดลง

4. ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ลดลง หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์และกำลังแรงงานที่หดตัว

ทั้งนี้ แม้ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกจะส่งผลกระทบต่อหลายประเทศ แต่ภาวะเอลนีโญและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอาจทำให้ไทยเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายที่ค่อนข้างมาก ดังนั้น การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ ตรงจุด และมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการรักษาพื้นที่ทางนโยบาย (Policy space) เพื่อรองรับความไม่แน่นอน จึงมีความสำคัญต่อการรักษาแรงส่งของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ที่มาข้อมูล : ศูนย์วิจัยกรุงศรี

ที่มารูปภาพ : TNM

Content สายการเงินตัวจริง รอบด้าน ด้วยประสบการณ์แนะนำการลงทุนบล.ชั้นนำ รู้ลึกด้วย Certificate วางแผนการเงิน และวิเคราะห์การลงทุน