หมดยุคกินบำนาญ! อวสานวัย "เกษียณ" วิกฤต Gen X เงินเก็บไม่พอ ใกล้ตัวทุกคน?

Share on Line Share on Facebook Share on X

แก่ก็ต้องทำงาน? โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจ วิกฤต Gen X เงินออมไม่พอเกษียณ บทเรียนถึงคนไทยใกล้ตัวแล้วหรือยัง? 

ทำงานมาทั้งชีวิต แต่เงินเก็บอาจไม่พอใช้หลังเกษียณ เมื่อบำนาญจากนายจ้างลดลง ขณะที่ระบบประกันสังคมก็เผชิญแรงกดดัน สัญญาณจากสหรัฐฯ กำลังสะท้อนว่า “เกษียณอย่างสบาย” อาจไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป

เงินไม่พอเกษียณ เรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด


ถ้าวันนี้คุณไม่มีงานทำแล้ว ต้องออกจากงาน หรือพรุ่งนี้ต้องเกษียณทันที คุณจะมีเงินใช้ต่อไปได้อีกกี่ปี? คำถามนี้อาจฟังดูไกลตัว แต่สำหรับคนวัยทำงาน โดยเฉพาะคนที่กำลังเข้าใกล้วัยเกษียณ นี่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่


เพราะล่าสุด คนอเมริกันรุ่น Gen X กำลังเผชิญความเสี่ยงว่า เงินที่เก็บไว้อาจไม่เพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณ และสุดท้ายอาจต้องกลับไปทำงานต่อ แม้จะถึงวัยที่ควรได้พักแล้วก็ตาม


Gen X เงินเก็บไม่พอ ต้องทำงานต่อ?


ข้อมูลที่ Yahoo Finance รายงาน ระบุว่า คนอเมริกันรุ่น Gen X ซึ่งอยู่ในช่วงอายุประมาณ 46-61 ปี กำลังเข้าใกล้วัยเกษียณ แต่เงินออมที่มีอยู่ยังห่างไกลจากระดับที่พวกเขาคิดว่าจำเป็น


เงินออมเพื่อเกษียณของ Gen X อยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 107,000 ดอลลาร์ ขณะที่จำนวนเงินที่พวกเขามองว่าต้องมีเพื่อให้เกษียณได้อย่างมั่นคงอยู่ที่ประมาณ 700,000 ดอลลาร์


ช่องว่างจึงค่อนข้างใหญ่ และเมื่อเงินเก็บไม่พอ ทางเลือกก็เหลือน้อยลง หนึ่งในนั้นคือ ทำงานต่อหลังเกษียณ


ผลสำรวจของ Northwestern Mutual ปี 2026 พบว่า 50% ของ Gen X ที่สำรวจวางแผนจะทำงานต่อในช่วงวัยเกษียณ โดยส่วนหนึ่งต้องการมีรายได้เพิ่มเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณ ขณะที่อีกส่วนมองว่าการทำงานต่อเป็นสิ่งจำเป็น หากต้องการเกษียณได้จริง

จาก “บริษัทเลี้ยงตอนแก่” สู่ “ต้องออมเอง”


คำถามคือ แล้วทำไมคนที่ทำงานมาทั้งชีวิตถึงยังมีเงินไม่พอ? ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงของระบบเกษียณในสหรัฐฯ ในอดีต คนอเมริกันจำนวนมากทำงานกับบริษัทไปจนถึงวัยเกษียณ แล้วได้รับ Pension หรือบำนาญจากนายจ้าง เป็นรายเดือน แต่ระบบนี้ลดบทบาทลงอย่างมาก


ในช่วงทศวรรษ 1970 แรงงานภาคเอกชนสหรัฐฯ มากกว่าครึ่งมีสิทธิได้รับบำนาญจากนายจ้าง แต่ปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 14%


ความหมายก็คือ จากเดิมที่บริษัทมีส่วนรับผิดชอบต่อชีวิตหลังเกษียณของลูกจ้าง วันนี้คนทำงานต้องรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น ออมเอง ลงทุนเอง วางแผนเอง และบริหารความเสี่ยงเอง 


ปัญหาคือระหว่างทาง ชีวิตก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ตกงาน เจ็บป่วย หย่าร้าง มีเหตุฉุกเฉิน หรือมีภาระครอบครัว ก็อาจทำให้ต้องดึงเงินออมและเงินสำหรับเกษียณออกมาใช้ก่อนเวลา


ขณะที่เงินเดือนในแต่ละเดือนก็มีค่าใช้จ่ายรออยู่แล้ว ทั้งบ้าน รถ บัตรเครดิต ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเรียนลูก รวมถึงการดูแลพ่อแม่ สุดท้ายจึงเหลือเงินสำหรับเก็บเพื่ออนาคตไม่มากนัก


ปัญหาสหรัฐฯ แต่สะท้อนมาถึงคนไทย


เรื่องนี้ไม่ได้ไกลตัวคนไทยเลย ลองสมมติว่าคุณอายุ 50 ปี และเหลือเวลาอีกประมาณ 10 ปีก่อนเกษียณ แต่บ้านยังผ่อน รถยังผ่อน ลูกยังเรียน พ่อแม่ยังต้องดูแล และตัวคุณเองก็ต้องเตรียมเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาล


คำถามคือ เงินก้อนเดียวที่มี จะพอหรือไม่? ยิ่งประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่รายได้ไม่ได้เติบโตง่าย ขณะที่ค่าครองชีพและภาระหนี้ยังเป็นแรงกดดัน การแบ่งเงินไปออมและลงทุนระยะยาวก็ยิ่งทำได้ยาก


OECD เตือนว่า หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง และภาระหนี้ทำให้ครัวเรือนต้องนำรายได้ไปชำระหนี้ แทนที่จะนำเงินไปออมและลงทุนระยะยาว นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเรื่อง “เงินเกษียณ” ถึงต้องคิดตั้งแต่วันนี้




สรุปข่าว

* Gen X อเมริกันมีเงินออมเกษียณเฉลี่ยราว 107,000 ดอลลาร์ แต่คาดว่าต้องการถึง 700,000 ดอลลาร์ * บำนาญจากนายจ้างลดลง ทำให้คนทำงานต้องพึ่งเงินออมและการลงทุนของตัวเองมากขึ้น * ปัญหานี้ใกล้ตัวไทย เมื่อสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง และคนจำนวนมากยังมีเงินออมเพื่อเกษียณไม่มากพอ

แก่ก็ต้องทำงาน? โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจ วิกฤต Gen X เงินออมไม่พอเกษียณ บทเรียนถึงคนไทยใกล้ตัวแล้วหรือยัง? 

ทำงานมาทั้งชีวิต แต่เงินเก็บอาจไม่พอใช้หลังเกษียณ เมื่อบำนาญจากนายจ้างลดลง ขณะที่ระบบประกันสังคมก็เผชิญแรงกดดัน สัญญาณจากสหรัฐฯ กำลังสะท้อนว่า “เกษียณอย่างสบาย” อาจไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป

เงินไม่พอเกษียณ เรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด


ถ้าวันนี้คุณไม่มีงานทำแล้ว ต้องออกจากงาน หรือพรุ่งนี้ต้องเกษียณทันที คุณจะมีเงินใช้ต่อไปได้อีกกี่ปี? คำถามนี้อาจฟังดูไกลตัว แต่สำหรับคนวัยทำงาน โดยเฉพาะคนที่กำลังเข้าใกล้วัยเกษียณ นี่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่


เพราะล่าสุด คนอเมริกันรุ่น Gen X กำลังเผชิญความเสี่ยงว่า เงินที่เก็บไว้อาจไม่เพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณ และสุดท้ายอาจต้องกลับไปทำงานต่อ แม้จะถึงวัยที่ควรได้พักแล้วก็ตาม


Gen X เงินเก็บไม่พอ ต้องทำงานต่อ?


ข้อมูลที่ Yahoo Finance รายงาน ระบุว่า คนอเมริกันรุ่น Gen X ซึ่งอยู่ในช่วงอายุประมาณ 46-61 ปี กำลังเข้าใกล้วัยเกษียณ แต่เงินออมที่มีอยู่ยังห่างไกลจากระดับที่พวกเขาคิดว่าจำเป็น


เงินออมเพื่อเกษียณของ Gen X อยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 107,000 ดอลลาร์ ขณะที่จำนวนเงินที่พวกเขามองว่าต้องมีเพื่อให้เกษียณได้อย่างมั่นคงอยู่ที่ประมาณ 700,000 ดอลลาร์


ช่องว่างจึงค่อนข้างใหญ่ และเมื่อเงินเก็บไม่พอ ทางเลือกก็เหลือน้อยลง หนึ่งในนั้นคือ ทำงานต่อหลังเกษียณ


ผลสำรวจของ Northwestern Mutual ปี 2026 พบว่า 50% ของ Gen X ที่สำรวจวางแผนจะทำงานต่อในช่วงวัยเกษียณ โดยส่วนหนึ่งต้องการมีรายได้เพิ่มเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณ ขณะที่อีกส่วนมองว่าการทำงานต่อเป็นสิ่งจำเป็น หากต้องการเกษียณได้จริง

จาก “บริษัทเลี้ยงตอนแก่” สู่ “ต้องออมเอง”


คำถามคือ แล้วทำไมคนที่ทำงานมาทั้งชีวิตถึงยังมีเงินไม่พอ? ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงของระบบเกษียณในสหรัฐฯ ในอดีต คนอเมริกันจำนวนมากทำงานกับบริษัทไปจนถึงวัยเกษียณ แล้วได้รับ Pension หรือบำนาญจากนายจ้าง เป็นรายเดือน แต่ระบบนี้ลดบทบาทลงอย่างมาก


ในช่วงทศวรรษ 1970 แรงงานภาคเอกชนสหรัฐฯ มากกว่าครึ่งมีสิทธิได้รับบำนาญจากนายจ้าง แต่ปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 14%


ความหมายก็คือ จากเดิมที่บริษัทมีส่วนรับผิดชอบต่อชีวิตหลังเกษียณของลูกจ้าง วันนี้คนทำงานต้องรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น ออมเอง ลงทุนเอง วางแผนเอง และบริหารความเสี่ยงเอง 


ปัญหาคือระหว่างทาง ชีวิตก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ตกงาน เจ็บป่วย หย่าร้าง มีเหตุฉุกเฉิน หรือมีภาระครอบครัว ก็อาจทำให้ต้องดึงเงินออมและเงินสำหรับเกษียณออกมาใช้ก่อนเวลา


ขณะที่เงินเดือนในแต่ละเดือนก็มีค่าใช้จ่ายรออยู่แล้ว ทั้งบ้าน รถ บัตรเครดิต ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเรียนลูก รวมถึงการดูแลพ่อแม่ สุดท้ายจึงเหลือเงินสำหรับเก็บเพื่ออนาคตไม่มากนัก


ปัญหาสหรัฐฯ แต่สะท้อนมาถึงคนไทย


เรื่องนี้ไม่ได้ไกลตัวคนไทยเลย ลองสมมติว่าคุณอายุ 50 ปี และเหลือเวลาอีกประมาณ 10 ปีก่อนเกษียณ แต่บ้านยังผ่อน รถยังผ่อน ลูกยังเรียน พ่อแม่ยังต้องดูแล และตัวคุณเองก็ต้องเตรียมเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาล


คำถามคือ เงินก้อนเดียวที่มี จะพอหรือไม่? ยิ่งประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่รายได้ไม่ได้เติบโตง่าย ขณะที่ค่าครองชีพและภาระหนี้ยังเป็นแรงกดดัน การแบ่งเงินไปออมและลงทุนระยะยาวก็ยิ่งทำได้ยาก


OECD เตือนว่า หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง และภาระหนี้ทำให้ครัวเรือนต้องนำรายได้ไปชำระหนี้ แทนที่จะนำเงินไปออมและลงทุนระยะยาว นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเรื่อง “เงินเกษียณ” ถึงต้องคิดตั้งแต่วันนี้




เก้าอี้ 3 ขา กำลังสั่นคลอน


ระบบเกษียณของสหรัฐฯ สามารถอธิบายง่าย ๆ เหมือน เก้าอี้ 3 ขา

ขาแรกคือ Social Security หรือประกันสังคม

ขาที่สองคือ เงินออมและการลงทุนส่วนตัว

และขาที่สามคือ Pension หรือบำนาญจากนายจ้าง


ปัญหาคือ วันนี้ขาบำนาญจากนายจ้างเล็กลงมาก ขณะที่คนทำงานต้องพึ่งเงินออมของตัวเองมากขึ้น ส่วน Social Security ก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน


รายงานของ Social Security Administration ระบุว่า กองทุน OASI ซึ่งใช้จ่ายสิทธิประโยชน์ด้านเกษียณและผู้รอดชีวิตของสหรัฐฯ ถูกคาดว่าจะใช้เงินสำรองหมดในปี 2032 นั่นทำให้คนใกล้เกษียณต้องตั้งคำถามว่า ถ้าเงินตัวเองไม่พอ แล้วเงินจากรัฐจะเพียงพอหรือไม่?


ไทยกำลังเจอโจทย์เดียวกัน


หันกลับมาที่ประเทศไทย ปัญหานี้กำลังสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ เพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย คนมีอายุยืนขึ้น ขณะที่เด็กเกิดน้อยลง นั่นหมายความว่า ในอนาคตจำนวนคนที่อยู่ในวัยทำงานซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบ อาจลดลง ขณะที่จำนวนผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้น


OECD จึงมองว่าความยั่งยืนระยะยาวของระบบประกันสังคมไทยเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม อีกด้านหนึ่ง คนไทยจำนวนมากก็ยังไม่มีเงินก้อนสำหรับวัยเกษียณที่เพียงพอ โดย OECD ระบุว่าแรงงานภาคเอกชนในระบบที่เข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีเพียงประมาณ 19%


พูดง่าย ๆ คือ คนจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้มีทั้ง Pension ก้อนใหญ่จากบริษัท และ เงินออมส่วนตัวก้อนใหญ่ ไว้รองรับชีวิตหลังเกษียณ สุดท้ายจึงอาจต้องพึ่งระบบรัฐมากขึ้น หรือไม่ก็ต้อง ทำงานต่อ



3 คำถามที่ต้องถามตัวเองวันนี้


เรื่องเกษียณจึงไม่ใช่เรื่องของคนอายุ 60 แต่เป็นเรื่องที่ต้องวางแผนตั้งแต่ตอนที่ยังมีรายได้ ลองถามตัวเองง่าย ๆ 3 ข้อ


หนึ่ง ถ้าวันนี้ไม่มีเงินเดือน คุณจะอยู่ได้อีกกี่เดือน?

สอง ถ้าเกษียณแล้ว แต่ยังต้องผ่อนบ้านเดือนละ 10,000-20,000 บาท คุณจะเอาเงินจากไหนมาจ่าย?

และ สาม ถ้าคุณอายุ 70 ปี แต่เงินเริ่มหมด คุณยังสามารถทำงานอะไรได้บ้าง?


เพราะตอนอายุ 30 เราอาจมีทางเลือกมากมาย แต่เมื่ออายุ 70 ทางเลือกเหล่านั้นอาจเหลือน้อยลงมาก นี่คือบทเรียนจากวิกฤตเกษียณของ Gen X อเมริกันที่คนไทยควรจับตา


การเตรียมเกษียณจึงไม่ใช่แค่การถามว่า “เราจะมีเงินเก็บกี่ล้าน?” แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า “วันที่ไม่มีเงินเดือนแล้ว เราจะใช้ชีวิตอย่างไร?”


ถ้าวันนั้นเราไม่อยากทำงานแล้ว เรามีทางเลือกหรือไม่? และถ้าวันนั้นเราไม่สามารถทำงานได้ เราจะเอารายได้จากไหนมาใช้?


เพราะสุดท้ายแล้ว วิกฤตเกษียณอาจไม่ใช่เรื่องของคนอเมริกันเท่านั้น แต่เป็นโจทย์ที่คนไทยทุกคนต้องเริ่มคิดตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่คำว่า “เงินไม่พอ” จะกลายเป็นความจริงในวันที่สายเกินไป

ที่มาข้อมูล : CBS News OECD Yahoo Finance

ที่มารูปภาพ : OpenAI

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ