ทำไมต้องกู้ 4 แสนล้านบาท? นายกฯ แถลงวุฒิสภา ย้ำจำเป็น 2 ส่วน ไม่ทิ้งวินัยการคลัง

Share on Line Share on Facebook Share on X
ทำไมต้องกู้ 4 แสนล้านบาท? นายกฯ แถลงวุฒิสภา ย้ำจำเป็น 2 ส่วน ไม่ทิ้งวินัยการคลัง

รัฐบาลเดินหน้ากู้ 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตพลังงาน ช่วยลดภาระประชาชนและธุรกิจ พร้อมเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก นายกฯ ย้ำเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” ใช้เงินอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง


นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงประกอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ต่อวุฒิสภา


นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบแหล่งผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้น้ำมันในตลาดโลกตึงตัวและราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบร้อยละ 50 และยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง จึงกระทบต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน


นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. เนื่องจากแหล่งเงินและเครื่องมือทางการคลังปกติไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยงบกลางปี 2569 วงเงิน 99,000 ล้านบาท ถูกใช้รองรับภารกิจเร่งด่วนหลายด้าน ขณะที่ยังมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 140,000 ล้านบาท แม้รวมเงินทุนสำรองจ่าย 50,000 ล้านบาทก็ยังไม่เพียงพอ


ขณะเดียวกัน งบประมาณปี 2569 เบิกจ่ายแล้วประมาณร้อยละ 72 และยังต้องรองรับแผนงานช่วงที่เหลือของปี ส่วนวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเหลือประมาณ 17,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท จะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม 2569 จึงไม่ทันต่อสถานการณ์เร่งด่วน



สรุปข่าว

นายกฯ ชี้แจงวุฒิสภา จำเป็นต้องกู้เงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตพลังงานและช่วยลดผลกระทบประชาชน แบ่ง 2 แสนล้านบาทช่วยประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ อีก 2 แสนล้านบาทเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก ย้ำเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” ใช้เงินอย่างเข้มงวด ภายใต้กรอบวินัยการคลัง และคุมหนี้สาธารณะไม่ให้เกิน 70% ของ GDP

รัฐบาลเดินหน้ากู้ 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตพลังงาน ช่วยลดภาระประชาชนและธุรกิจ พร้อมเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก นายกฯ ย้ำเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” ใช้เงินอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง


นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงประกอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ต่อวุฒิสภา


นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบแหล่งผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้น้ำมันในตลาดโลกตึงตัวและราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบร้อยละ 50 และยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง จึงกระทบต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน


นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. เนื่องจากแหล่งเงินและเครื่องมือทางการคลังปกติไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยงบกลางปี 2569 วงเงิน 99,000 ล้านบาท ถูกใช้รองรับภารกิจเร่งด่วนหลายด้าน ขณะที่ยังมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 140,000 ล้านบาท แม้รวมเงินทุนสำรองจ่าย 50,000 ล้านบาทก็ยังไม่เพียงพอ


ขณะเดียวกัน งบประมาณปี 2569 เบิกจ่ายแล้วประมาณร้อยละ 72 และยังต้องรองรับแผนงานช่วงที่เหลือของปี ส่วนวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเหลือประมาณ 17,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท จะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม 2569 จึงไม่ทันต่อสถานการณ์เร่งด่วน



นายกรัฐมนตรีระบุว่า แม้รัฐบาลได้ใช้มาตรการทางการคลังในรูปแบบต่าง ๆ แล้ว แต่ยังไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. เป็นเครื่องมือเร่งด่วน 


โดยมี 1 เป้าหมาย 2 วัตถุประสงค์ 3 แนวทาง เป้าหมายคือรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วัตถุประสงค์คือ 


1) ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ 

2) ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลโดยเร็ว ผ่านการลดค่าครองชีพและต้นทุนอาชีพ สนับสนุนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตในประเทศ และพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมด้านพลังงาน


สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น

1. ก้อนแรก 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ 

2. ก้อนที่ 2 อีก 200,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงพัฒนาทักษะและนวัตกรรมด้านพลังงาน 


โดยกระทรวงการคลังสามารถกู้เงินหรือออกตราสารหนี้โดยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570


นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การกู้เงินครั้งนี้เป็นทางเลือกสุดท้าย หลังรัฐบาลพยายามบริหารแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ โดยการกู้ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะไม่เกินร้อยละ 70 พร้อมวางแผนการกู้และชำระหนี้อย่างเป็นระบบ เพื่อควบคุมต้นทุนและกระจายความเสี่ยง ทั้งนี้ โครงการที่จะใช้งบกู้ต้องผ่านการกลั่นกรอง โดยต้องตรงตามวัตถุประสงค์ มีความจำเป็นเร่งด่วน คุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณหรือแหล่งเงินอื่น และสามารถดำเนินการได้ทันที



นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า วิกฤตด้านพลังงานเป็นวิกฤตการณ์ร้ายแรงและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมิอาจหลีกเลี่ยงได้ รัฐบาลจึงขอให้วุฒิสภาพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดฯ เพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ


สุดท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับข้อคิดเห็น คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ และความห่วงใยที่สมาชิกวุฒิสภาได้อภิปรายและเสนอแนะตลอดระยะเวลาการประชุม รัฐบาลขอรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปพิจารณาประกอบการดำเนินงานต่อไป โดยยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายเงินกู้มากที่สุด และขอขอบคุณท่านให้โอกาสมานำเสนอร่างพระราชกำหนดในวันนี้

ที่มาข้อมูล : รัฐบาลไทย

ที่มารูปภาพ : รัฐบาลไทย

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ