
โลกจ่อทิ้งดอลลาร์? ผลสำรวจล่าสุด พบธนาคารกลางแห่ลดถือครอง สวนทางต้องการทองคำพุ่ง!
ผลสำรวจล่าสุดของ Official Monetary and Financial Institutions Forum (OMFIF) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พบเป็นครั้งแรกว่า ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้ม "ลดสัดส่วนการถือครองเงินดอลลาร์" ในช่วง 10 ปีข้างหน้า มากกว่าจำนวนธนาคารกลางที่ต้องการเพิ่มการถือครอง นี่อาจไม่ใช่การสิ้นสุดยุคของดอลลาร์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโครงสร้างการเงินโลก
การสำรวจครั้งนี้ครอบคลุมธนาคารกลาง กองทุนบำเหน็จบำนาญ และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) รวม 90 แห่ง ซึ่งบริหารสินทรัพย์รวมกันกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงสะท้อนมุมมองของผู้กำหนดนโยบายการเงินและผู้ลงทุนระยะยาวได้เป็นอย่างดี
ธนาคารกลางเริ่มลดถือดอลลาร์ครั้งแรก
OMFIF ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการถกเถียงในระดับโลกเกี่ยวกับบทบาทของเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองหลักของโลก ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
สิ่งที่น่าสนใจคือ นี่เป็นครั้งแรกที่ผลสำรวจพบว่า จำนวนธนาคารกลางที่ต้องการ "ลด" การถือครองเงินดอลลาร์ มีมากกว่ากลุ่มที่ต้องการ "เพิ่ม" สัดส่วนการลงทุน แม้จะเป็นเพียงแผนในระยะยาว แต่ก็สะท้อนว่าความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างการเงินโลกกำลังเปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตาม รายงานยังย้ำว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสกุลเงินใดที่สามารถก้าวขึ้นมาแทนที่เงินดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน
ดอลลาร์ยังแข็งแกร่ง แต่ไม่ใช่ทางเลือกเดียวอีกต่อไป
แม้ผลสำรวจจะชี้ว่าหลายประเทศเริ่มกระจายความเสี่ยง แต่ในทางปฏิบัติ เงินดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินที่แข็งแกร่งที่สุดของโลก
ตลอดปี 2569 ดอลลาร์ยังได้รับแรงสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง เงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และสถานะ "สินทรัพย์ปลอดภัย" ในช่วงที่เกิดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่โลกเกิดความไม่แน่นอน นักลงทุนก็ยังคงเลือกถือดอลลาร์เป็นอันดับแรก
แต่สิ่งที่ผลสำรวจสะท้อน คือ ผู้กำหนดนโยบายการเงินของโลกเริ่มมองว่า การพึ่งพาสินทรัพย์เพียงประเภทเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของอนาคตอีกต่อไป
ทำไมหลายประเทศเริ่มลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะค่าเงินผันผวน แต่เกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สะสมมาตลอดหลายปี
ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน สงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลายประเทศจึงเริ่มมองว่า การถือครองทุนสำรองที่กระจุกตัวอยู่กับประเทศเดียว อาจเพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว และควรกระจายพอร์ตการลงทุนให้หลากหลายมากขึ้น
ข้อมูลจาก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังสะท้อนแนวโน้มนี้ โดยสัดส่วนเงินดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศของโลกค่อย ๆ ลดลงจากกว่า 70% ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เหลือประมาณ 58% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้ยังเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุด แต่ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์เรียกกระบวนการนี้ว่า De-dollarization หรือการลดบทบาทของเงินดอลลาร์ในระบบเศรษฐกิจโลก
สรุปข่าว
โลกจ่อทิ้งดอลลาร์? ผลสำรวจล่าสุด พบธนาคารกลางแห่ลดถือครอง สวนทางต้องการทองคำพุ่ง!
ผลสำรวจล่าสุดของ Official Monetary and Financial Institutions Forum (OMFIF) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พบเป็นครั้งแรกว่า ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้ม "ลดสัดส่วนการถือครองเงินดอลลาร์" ในช่วง 10 ปีข้างหน้า มากกว่าจำนวนธนาคารกลางที่ต้องการเพิ่มการถือครอง นี่อาจไม่ใช่การสิ้นสุดยุคของดอลลาร์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโครงสร้างการเงินโลก
การสำรวจครั้งนี้ครอบคลุมธนาคารกลาง กองทุนบำเหน็จบำนาญ และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) รวม 90 แห่ง ซึ่งบริหารสินทรัพย์รวมกันกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงสะท้อนมุมมองของผู้กำหนดนโยบายการเงินและผู้ลงทุนระยะยาวได้เป็นอย่างดี
ธนาคารกลางเริ่มลดถือดอลลาร์ครั้งแรก
OMFIF ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการถกเถียงในระดับโลกเกี่ยวกับบทบาทของเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองหลักของโลก ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
สิ่งที่น่าสนใจคือ นี่เป็นครั้งแรกที่ผลสำรวจพบว่า จำนวนธนาคารกลางที่ต้องการ "ลด" การถือครองเงินดอลลาร์ มีมากกว่ากลุ่มที่ต้องการ "เพิ่ม" สัดส่วนการลงทุน แม้จะเป็นเพียงแผนในระยะยาว แต่ก็สะท้อนว่าความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างการเงินโลกกำลังเปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตาม รายงานยังย้ำว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสกุลเงินใดที่สามารถก้าวขึ้นมาแทนที่เงินดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน
ดอลลาร์ยังแข็งแกร่ง แต่ไม่ใช่ทางเลือกเดียวอีกต่อไป
แม้ผลสำรวจจะชี้ว่าหลายประเทศเริ่มกระจายความเสี่ยง แต่ในทางปฏิบัติ เงินดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินที่แข็งแกร่งที่สุดของโลก
ตลอดปี 2569 ดอลลาร์ยังได้รับแรงสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง เงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และสถานะ "สินทรัพย์ปลอดภัย" ในช่วงที่เกิดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่โลกเกิดความไม่แน่นอน นักลงทุนก็ยังคงเลือกถือดอลลาร์เป็นอันดับแรก
แต่สิ่งที่ผลสำรวจสะท้อน คือ ผู้กำหนดนโยบายการเงินของโลกเริ่มมองว่า การพึ่งพาสินทรัพย์เพียงประเภทเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของอนาคตอีกต่อไป
ทำไมหลายประเทศเริ่มลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะค่าเงินผันผวน แต่เกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สะสมมาตลอดหลายปี
ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน สงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลายประเทศจึงเริ่มมองว่า การถือครองทุนสำรองที่กระจุกตัวอยู่กับประเทศเดียว อาจเพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว และควรกระจายพอร์ตการลงทุนให้หลากหลายมากขึ้น
ข้อมูลจาก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังสะท้อนแนวโน้มนี้ โดยสัดส่วนเงินดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศของโลกค่อย ๆ ลดลงจากกว่า 70% ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เหลือประมาณ 58% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้ยังเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุด แต่ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์เรียกกระบวนการนี้ว่า De-dollarization หรือการลดบทบาทของเงินดอลลาร์ในระบบเศรษฐกิจโลก
โลกกำลังเข้าสู่ยุคการเงินหลายขั้ว
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า De-dollarization ไม่ได้หมายถึงการโค่นล้มเงินดอลลาร์ในเวลาอันสั้น
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือ โลกกำลังเปลี่ยนจากระบบที่มีดอลลาร์เป็นศูนย์กลางเพียงสกุลเดียว ไปสู่ระบบที่หลายสกุลเงินแบ่งบทบาทกันมากขึ้น
ผลสำรวจของ OMFIF พบว่า ธนาคารกลางจำนวนมากมีแผนเพิ่มการถือครองเงินยูโร เงินหยวนจีน เงินปอนด์สเตอร์ลิง เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ และเงินโครนนอร์เวย์
แม้เงินหยวนยังมีข้อจำกัดด้านการเปิดเสรีทางการเงิน แต่ก็ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญในการกระจายความเสี่ยง
ทองคำกลับมาทวงบัลลังก์สินทรัพย์ปลอดภัย
หากมีสินทรัพย์ใดที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คำตอบคือ "ทองคำ"
ผลสำรวจพบว่า ปัจจุบัน 82% ของธนาคารกลางทั่วโลกถือครองทองคำ และทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ธนาคารกลางมีแผนเพิ่มการลงทุนมากที่สุดในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า โดยกว่า 30% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าจะเพิ่มสัดส่วนการถือครอง
ข้อมูลจาก World Gold Council (WGC) ยังระบุว่า ระหว่างปี 2565-2568 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ หลายปีมียอดซื้อสุทธิเกิน 1,000 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูล
เหตุผลสำคัญคือ ทองคำไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิต ไม่ขึ้นกับรัฐบาลประเทศใด และสามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน
AI กำลังเปลี่ยนวิธีบริหารเงินสำรองของโลก
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจจากผลสำรวจ คือ ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเร่งนำ AI เข้ามาใช้ในการดำเนินงานมากขึ้น
ตั้งแต่วิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจแบบเรียลไทม์ คาดการณ์เงินเฟ้อ ติดตามเสถียรภาพของระบบการเงิน ตรวจจับความผิดปกติของธุรกรรม ไปจนถึงเพิ่มประสิทธิภาพงานหลังบ้าน
ขณะเดียวกัน กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติทั่วโลกยังเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์จริง (Real Assets) และเริ่มให้น้ำหนักกับตลาดเกิดใหม่มากขึ้น สวนทางกับตลาดพัฒนาแล้วที่ได้รับความสนใจลดลง
ดอลลาร์ยังไม่ถูกโค่น แต่โลกกำลังเปลี่ยนเกม
แม้เงินดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินหลักของโลก และยังไม่มีคู่แข่งที่สามารถก้าวขึ้นมาแทนที่ได้ในระยะสั้น แต่สิ่งที่ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังทำ คือ การเตรียมพร้อมรับโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น
การเพิ่มสัดส่วนทองคำ การถือครองสกุลเงินทางเลือก การลงทุนในสินทรัพย์จริง และการนำ AI มาใช้ในการบริหารทุนสำรอง ล้วนสะท้อนว่า ระบบการเงินโลกกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนจาก "โลกขั้วเดียว" ไปสู่ "โลกหลายขั้ว"
นี่อาจไม่ใช่จุดจบของเงินดอลลาร์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ที่ประเทศต่าง ๆ ไม่ต้องการฝากอนาคตทางการเงินไว้กับสกุลเงินเพียงสกุลเดียวอีกต่อไป
ที่มารูปภาพ : GPT Image
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
