จับตาเฟด-น้ำมันเขย่าตลาด ชูจีนเด่น Q3 หุ้นไทยอัพไซด์จำกัด

Share on Line Share on Facebook Share on X
จับตาเฟด-น้ำมันเขย่าตลาด ชูจีนเด่น Q3 หุ้นไทยอัพไซด์จำกัด

นายจิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head, Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยมุมมองการลงทุนไตรมาส 3 ปี 2569 ว่า แม้ตลาดการเงินโลกยังมีแนวโน้มผันผวน แต่ยังไม่ใช่จังหวะลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้น เพราะปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจโลกและกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง โดยความเสี่ยงหลักในช่วงนี้มีอยู่ 2 เรื่อง คือ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และ ระดับมูลค่าของสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรับตัวขึ้นมาสูง

เงินเฟ้อ-น้ำมัน ตัวแปรชี้ทิศดอกเบี้ยโลก

แม้ Fed ยังมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกไม่เกิน 1 ครั้งในปีนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่ เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อในปัจจุบันส่วนใหญ่เกิดจากฝั่งอุปทาน (Supply-side Inflation) โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาพลังงานและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีแนวโน้มคลี่คลายหากสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือผลการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วง 60 วันข้างหน้า เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาน้ำมันและเงินเฟ้อโลก หากการเจรจาประสบความสำเร็จและผู้ผลิตสามารถเพิ่มกำลังการส่งออกได้ ราคาน้ำมันดิบอาจลดลงต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินเฟ้อชะลอตัว และเปิดโอกาสให้ Fed คงดอกเบี้ยหรือเริ่มลดดอกเบี้ยได้เร็วกว่าคาด

ในทางกลับกัน หากการเจรจาล้มเหลวและความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจปรับตัวขึ้นแรง จนทำให้เศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อยังสูง ซึ่งจะทำให้การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกมีความซับซ้อนมากขึ้น

AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

แม้ตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน AI จะซื้อขายในระดับมูลค่าที่ค่อนข้างสูง แต่ธนาคารยังเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานรองรับการเติบโตในระยะยาว เพราะกำไรบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ไตรมาสแรกยังเติบโตกว่า 20% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่อง

เม็ดเงินลงทุนยังไหลเข้าสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI Infrastructure, Data Center, Connectivity, Smart Grid และ Alternative Energy ซึ่งถือเป็นเมกะเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ไม่ใช่เพียงกระแสการลงทุนระยะสั้น แม้ราคาหุ้นบางกลุ่มอาจเผชิญแรงขายทำกำไรเป็นระยะ หากผลประกอบการไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดหวัง

เพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน ลดเสี่ยงพอร์ต

สำหรับกลยุทธ์จัดพอร์ตในไตรมาส 3 ธนาคารยังคง Overweight หุ้น และ Underweight ตราสารหนี้ พร้อมเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในทองคำเพื่อเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง โดยประเมินกรอบราคาทองคำไว้ที่ 4,400-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หาก Fed ไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน ให้น้ำหนัก Neutral ต่อตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Markets) และตลาดหุ้นเอเชีย เนื่องจากราคาสะท้อนปัจจัยบวกจาก AI ไปมากแล้ว และอาจเผชิญแรงขายทำกำไรจากกองทุน Passive หลังราคาปรับขึ้นแรง

ในทางกลับกัน ธนาคารเลือก Overweight หุ้นจีน โดยเฉพาะหุ้นในตลาดฮ่องกง เนื่องจากมองว่ายังเป็นตลาดที่มีมูลค่าไม่แพง และมีระดับ Valuation ต่ำกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ประมาณครึ่งหนึ่ง จึงเหมาะสำหรับใช้กระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

สรุปข่าว

ตลาดลงทุนไตรมาส 3 ยังต้องรับมือความไม่แน่นอนจากเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ แต่ "ซีไอเอ็มบี ไทย" ยังมองบวกต่อหุ้นโลกจากแรงหนุน AI พร้อมเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน-ฮ่องกงที่มูลค่ายังไม่แพง ขณะที่หุ้นไทยมองอัพไซด์จำกัด แนะลงทุนแบบ Selective และกระจายพอร์ตผ่านกองทุนสร้างกระแสเงินสด

นายจิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head, Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยมุมมองการลงทุนไตรมาส 3 ปี 2569 ว่า แม้ตลาดการเงินโลกยังมีแนวโน้มผันผวน แต่ยังไม่ใช่จังหวะลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้น เพราะปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจโลกและกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง โดยความเสี่ยงหลักในช่วงนี้มีอยู่ 2 เรื่อง คือ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และ ระดับมูลค่าของสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรับตัวขึ้นมาสูง

เงินเฟ้อ-น้ำมัน ตัวแปรชี้ทิศดอกเบี้ยโลก

แม้ Fed ยังมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกไม่เกิน 1 ครั้งในปีนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่ เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อในปัจจุบันส่วนใหญ่เกิดจากฝั่งอุปทาน (Supply-side Inflation) โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาพลังงานและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีแนวโน้มคลี่คลายหากสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือผลการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วง 60 วันข้างหน้า เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาน้ำมันและเงินเฟ้อโลก หากการเจรจาประสบความสำเร็จและผู้ผลิตสามารถเพิ่มกำลังการส่งออกได้ ราคาน้ำมันดิบอาจลดลงต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินเฟ้อชะลอตัว และเปิดโอกาสให้ Fed คงดอกเบี้ยหรือเริ่มลดดอกเบี้ยได้เร็วกว่าคาด

ในทางกลับกัน หากการเจรจาล้มเหลวและความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจปรับตัวขึ้นแรง จนทำให้เศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อยังสูง ซึ่งจะทำให้การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกมีความซับซ้อนมากขึ้น

AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

แม้ตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน AI จะซื้อขายในระดับมูลค่าที่ค่อนข้างสูง แต่ธนาคารยังเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานรองรับการเติบโตในระยะยาว เพราะกำไรบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ไตรมาสแรกยังเติบโตกว่า 20% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่อง

เม็ดเงินลงทุนยังไหลเข้าสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI Infrastructure, Data Center, Connectivity, Smart Grid และ Alternative Energy ซึ่งถือเป็นเมกะเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ไม่ใช่เพียงกระแสการลงทุนระยะสั้น แม้ราคาหุ้นบางกลุ่มอาจเผชิญแรงขายทำกำไรเป็นระยะ หากผลประกอบการไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดหวัง

เพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน ลดเสี่ยงพอร์ต

สำหรับกลยุทธ์จัดพอร์ตในไตรมาส 3 ธนาคารยังคง Overweight หุ้น และ Underweight ตราสารหนี้ พร้อมเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในทองคำเพื่อเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง โดยประเมินกรอบราคาทองคำไว้ที่ 4,400-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หาก Fed ไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน ให้น้ำหนัก Neutral ต่อตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Markets) และตลาดหุ้นเอเชีย เนื่องจากราคาสะท้อนปัจจัยบวกจาก AI ไปมากแล้ว และอาจเผชิญแรงขายทำกำไรจากกองทุน Passive หลังราคาปรับขึ้นแรง

ในทางกลับกัน ธนาคารเลือก Overweight หุ้นจีน โดยเฉพาะหุ้นในตลาดฮ่องกง เนื่องจากมองว่ายังเป็นตลาดที่มีมูลค่าไม่แพง และมีระดับ Valuation ต่ำกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ประมาณครึ่งหนึ่ง จึงเหมาะสำหรับใช้กระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

หุ้นไทยครึ่งปีหลัง Upside จำกัด

สำหรับตลาดหุ้นไทย นายจิรไพบูลย์ มองว่า ดัชนีปรับตัวขึ้นเร็วจากแรงหนุนของราคาน้ำมันที่ปรับลดลง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้ Fund Flow ต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้ามา อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของตลาดส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่ ส่งผลให้มูลค่าหุ้นหลายตัวเริ่มตึงตัว

ธนาคารประเมินว่า หากกำไรต่อหุ้น (EPS) ปีนี้อยู่ที่ 97 บาทต่อหุ้น และซื้อขายที่ค่าเฉลี่ย Forward P/E 17.9 เท่า ดัชนี SET มีโอกาสขึ้นไปแตะ 1,700 จุด แต่หาก EPS อยู่เพียง 90 บาทต่อหุ้น ดัชนีจะอยู่บริเวณ 1,615-1,620 จุด ขณะที่กรณีเลวร้าย หาก Sentiment ตลาดอ่อนตัวและค่า P/E ลดลงเหลือ 15 เท่า ดัชนีอาจถอยลงสู่ช่วง 1,420-1,540 จุด เมื่อประเมินทุกสมมติฐานร่วมกัน ธนาคารให้น้ำหนักกรอบดัชนีที่เหมาะสมในช่วงครึ่งปีหลังไว้ที่ 1,540-1,620 จุด

โดยธนาคารยังไม่แนะนำให้น้ำหนักหุ้นไทยมากนัก เพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตแบบวัฏจักร และมองว่ากำไรไตรมาส 1 น่าจะเป็นจุดสูงสุดของปีแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่ได้รับอานิสงส์จากกำไรสต๊อกน้ำมัน (Stock Gain) ในช่วงราคาน้ำมันพุ่ง ซึ่งมีโอกาสพลิกเป็น Stock Loss หากราคาน้ำมันปรับตัวลงในช่วงที่เหลือของปี

นอกจากนี้ การที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแล้ว ทำให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ของตลาดลดลงเหลือประมาณ 4% ส่งผลให้ Upside ของตลาดหุ้นไทยเริ่มจำกัด หากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไม่เติบโตตามคาด ก็มีโอกาสเห็นแรงขายทำกำไรได้ ดังนั้นจึงแนะนำให้ลงทุนแบบ Selective และกระจายการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น

แนะใช้กองทุนสร้างกระแสเงินสดรับความผันผวน

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความผันผวนของพอร์ตและสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ ธนาคารแนะนำ CIMB Signature Series ซึ่งประกอบด้วย SIGNATURE GINCOME กองทุนตราสารหนี้โลก และ SIGNATURE GINGRO กองทุนแบบ Multi-Asset ที่ผสมผสานการลงทุนในหลายสินทรัพย์ โดยมีเป้าหมายสร้างทั้งผลตอบแทนจากการเติบโตของเงินลงทุนและกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันกองทุนทั้งสองมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมประมาณ 1,200-1,300 ล้านบาท และเปิดให้ลงทุนได้ทั้งสกุลเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพทั่วโลก พร้อมรับมือกับภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวนในระยะข้างหน้า

ที่มาข้อมูล : CIMBT

ที่มารูปภาพ : CIMBT