"คลื่นความร้อนเปลี่ยนยุโรป" จากเมืองหนาว สู่เศรษฐกิจที่ต้องปรับตัว
คนยุโรปแห่ซื้อแอร์ พากันซื้อเครื่องปรับอากาศมาติดบ้านกันยกใหญ่ เพื่อสู้กับวิกฤตคลื่นความร้อน หลังหลายประเทศต้องเจอกับอุณหภูมิที่พุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียส
สำหรับคนไทย อาจจะรู้สึกว่าแค่ 40 องศา เราเจอกันอยู่บ่อย ๆ แต่สำหรับคนยุโรป เรื่องนี้ไม่เหมือนกับเรา เพราะตึกรามบ้านช่องของยุโรป ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับอากาศร้อน บ้านจำนวนมากมีแต่ฮีตเตอร์สำหรับฤดูหนาว ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีพัดลมหลายตัวเหมือนบ้านในเอเชีย และนี่คือเรื่องใหญ่ที่ต้องจับตา
เพราะทั้งหมดไม่ได้จบแค่เรื่อง "แอร์ขายดี" แต่กำลังสะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจของยุโรปกำลังเปลี่ยนไป
ยุโรป กลายเป็นตลาดใหม่ของผู้ผลิตแอร์เอเชีย
วิกฤตคลื่นความร้อนในปีนี้ กำลังเปลี่ยนยุโรปให้กลายเป็นตลาดใหม่ที่มาแรงของผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศจากเอเชีย สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ผู้ผลิตรายใหญ่จากเกาหลีใต้ จีน และญี่ปุ่น ต่างเร่งกำลังการผลิต เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
Samsung Electronics ระบุว่า ตลาดสำคัญอย่างอิตาลี สเปน และฝรั่งเศส มียอดขายเครื่องปรับอากาศในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ Midea ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน เปิดเผยว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้ช่วยกระตุ้นยอดขายอย่างมาก ถึงขั้นสินค้าหลายช่องทางจำหน่ายหมดสต็อก
บางพื้นที่ของยุโรป ยังเกิดกระแสซื้อขายเครื่องปรับอากาศมือสอง ที่มีราคาสูงกว่าเครื่องใหม่ ถือเป็นภาพที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าของยุโรป
ทำไมคนยุโรปถึงนิยมแอร์เคลื่อนที่
อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ คือ แม้คนยุโรปจะเริ่มซื้อแอร์มากขึ้น แต่สินค้าที่ได้รับความนิยมกลับเป็น "เครื่องปรับอากาศแบบเคลื่อนที่" เหตุผลสำคัญ คือ อาคารจำนวนมากในยุโรปเป็นอาคารเก่า หรืออาคารประวัติศาสตร์ ที่มีกฎหมายควบคุมการดัดแปลงโครงสร้างอย่างเข้มงวด
ทำให้ไม่สามารถติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบถาวรได้ง่ายเหมือนประเทศในเอเชีย อีกทั้งค่าแรงช่างติดตั้งในยุโรปก็อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการติดตั้งแพงกว่าหลายประเทศ ทั้งหมดนี้ ทำให้แอร์เคลื่อนที่กลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า
จากสินค้าฟุ่มเฟือย กำลังกลายเป็นของจำเป็น
ที่ผ่านมา บ้านของคนยุโรปจำนวนมากไม่นิยมติดเครื่องปรับอากาศ แต่วันนี้ นักวิเคราะห์มองว่า แนวคิดนั้นกำลังเปลี่ยนไป ยุโรปในยุคนี้ และในอนาคต เครื่องปรับอากาศอาจกลายเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิต ไม่ต่างจากประเทศไทย หรือประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย
ข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ยุโรปเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเร็วกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกมากกว่า 2 เท่า ส่งผลให้เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยขึ้น และรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า ตลาดเครื่องปรับอากาศในยุโรป อาจไม่ได้โตเพียงปีเดียว แต่กำลังเข้าสู่การเติบโตระยะยาว
เรื่องนี้ ไม่ได้จบแค่แอร์ขายดี
สิ่งที่ต้องจับตาจริง ๆ คือ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรป เพราะอากาศที่ร้อนขึ้น กำลังทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิต และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป
Financial Times อ้างอิงบทวิเคราะห์ของ Allianz Research ระบุว่า หากคลื่นความร้อนรุนแรงกลับมาเกิดซ้ำเป็นประจำทุกปี GDP ของยุโรปอาจหายไปประมาณ 0.5% ต่อปี
ส่วนประเทศในยุโรปตอนใต้ อย่างสเปนและอิตาลี ที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและแรงงานกลางแจ้งสูง อาจได้รับผลกระทบหนักกว่า โดยจีดีพีอาจหดตัวมากกว่า 1% ต่อปี นี่จึงไม่ใช่ความเสี่ยงระยะสั้น แต่กำลังกลายเป็น "ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง" ของเศรษฐกิจยุโรป
อากาศร้อน ทำงานได้น้อยลง
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า เมื่อระดับความร้อนในการทำงานสูงเกินเกณฑ์ตามดัชนี WBGT ผลิตภาพแรงงานจะลดลงประมาณ 2-3% ทุกครั้งที่ระดับความร้อนเพิ่มขึ้นอีก 1 องศาเซลเซียส
หลายประเทศจึงเริ่มจำกัดเวลาทำงานกลางแจ้งในช่วงบ่าย หรือปรับเวลาเริ่มงานให้เร็วขึ้น ทั้งภาคก่อสร้าง เกษตรกรรม โลจิสติกส์ และการขนส่ง ต่างได้รับผลกระทบ ขณะที่แรงงานในสำนักงาน ก็ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศมากขึ้น สุดท้าย ต้นทุนค่าไฟฟ้าของภาคธุรกิจก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ระบบไฟฟ้า ก็เริ่มรับไม่ไหว
คลื่นความร้อน ไม่ได้ทำให้คนใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเริ่มกระทบการผลิตไฟฟ้าด้วย โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแห่งต้องลดกำลังการผลิต เพราะอุณหภูมิน้ำในแม่น้ำสูงเกินเกณฑ์ความปลอดภัย ไม่สามารถนำน้ำมาใช้หล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ได้
ส่วนโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ก็ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและปริมาณน้ำที่ลดลง ทั้งหมดนี้ กำลังกดดันราคาค่าไฟฟ้าในยุโรป และเพิ่มต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ
สรุปข่าว
"คลื่นความร้อนเปลี่ยนยุโรป" จากเมืองหนาว สู่เศรษฐกิจที่ต้องปรับตัว
คนยุโรปแห่ซื้อแอร์ พากันซื้อเครื่องปรับอากาศมาติดบ้านกันยกใหญ่ เพื่อสู้กับวิกฤตคลื่นความร้อน หลังหลายประเทศต้องเจอกับอุณหภูมิที่พุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียส
สำหรับคนไทย อาจจะรู้สึกว่าแค่ 40 องศา เราเจอกันอยู่บ่อย ๆ แต่สำหรับคนยุโรป เรื่องนี้ไม่เหมือนกับเรา เพราะตึกรามบ้านช่องของยุโรป ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับอากาศร้อน บ้านจำนวนมากมีแต่ฮีตเตอร์สำหรับฤดูหนาว ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีพัดลมหลายตัวเหมือนบ้านในเอเชีย และนี่คือเรื่องใหญ่ที่ต้องจับตา
เพราะทั้งหมดไม่ได้จบแค่เรื่อง "แอร์ขายดี" แต่กำลังสะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจของยุโรปกำลังเปลี่ยนไป
ยุโรป กลายเป็นตลาดใหม่ของผู้ผลิตแอร์เอเชีย
วิกฤตคลื่นความร้อนในปีนี้ กำลังเปลี่ยนยุโรปให้กลายเป็นตลาดใหม่ที่มาแรงของผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศจากเอเชีย สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ผู้ผลิตรายใหญ่จากเกาหลีใต้ จีน และญี่ปุ่น ต่างเร่งกำลังการผลิต เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
Samsung Electronics ระบุว่า ตลาดสำคัญอย่างอิตาลี สเปน และฝรั่งเศส มียอดขายเครื่องปรับอากาศในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ Midea ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน เปิดเผยว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้ช่วยกระตุ้นยอดขายอย่างมาก ถึงขั้นสินค้าหลายช่องทางจำหน่ายหมดสต็อก
บางพื้นที่ของยุโรป ยังเกิดกระแสซื้อขายเครื่องปรับอากาศมือสอง ที่มีราคาสูงกว่าเครื่องใหม่ ถือเป็นภาพที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าของยุโรป
ทำไมคนยุโรปถึงนิยมแอร์เคลื่อนที่
อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ คือ แม้คนยุโรปจะเริ่มซื้อแอร์มากขึ้น แต่สินค้าที่ได้รับความนิยมกลับเป็น "เครื่องปรับอากาศแบบเคลื่อนที่" เหตุผลสำคัญ คือ อาคารจำนวนมากในยุโรปเป็นอาคารเก่า หรืออาคารประวัติศาสตร์ ที่มีกฎหมายควบคุมการดัดแปลงโครงสร้างอย่างเข้มงวด
ทำให้ไม่สามารถติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบถาวรได้ง่ายเหมือนประเทศในเอเชีย อีกทั้งค่าแรงช่างติดตั้งในยุโรปก็อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการติดตั้งแพงกว่าหลายประเทศ ทั้งหมดนี้ ทำให้แอร์เคลื่อนที่กลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า
จากสินค้าฟุ่มเฟือย กำลังกลายเป็นของจำเป็น
ที่ผ่านมา บ้านของคนยุโรปจำนวนมากไม่นิยมติดเครื่องปรับอากาศ แต่วันนี้ นักวิเคราะห์มองว่า แนวคิดนั้นกำลังเปลี่ยนไป ยุโรปในยุคนี้ และในอนาคต เครื่องปรับอากาศอาจกลายเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิต ไม่ต่างจากประเทศไทย หรือประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย
ข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ยุโรปเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเร็วกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกมากกว่า 2 เท่า ส่งผลให้เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยขึ้น และรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า ตลาดเครื่องปรับอากาศในยุโรป อาจไม่ได้โตเพียงปีเดียว แต่กำลังเข้าสู่การเติบโตระยะยาว
เรื่องนี้ ไม่ได้จบแค่แอร์ขายดี
สิ่งที่ต้องจับตาจริง ๆ คือ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรป เพราะอากาศที่ร้อนขึ้น กำลังทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิต และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป
Financial Times อ้างอิงบทวิเคราะห์ของ Allianz Research ระบุว่า หากคลื่นความร้อนรุนแรงกลับมาเกิดซ้ำเป็นประจำทุกปี GDP ของยุโรปอาจหายไปประมาณ 0.5% ต่อปี
ส่วนประเทศในยุโรปตอนใต้ อย่างสเปนและอิตาลี ที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและแรงงานกลางแจ้งสูง อาจได้รับผลกระทบหนักกว่า โดยจีดีพีอาจหดตัวมากกว่า 1% ต่อปี นี่จึงไม่ใช่ความเสี่ยงระยะสั้น แต่กำลังกลายเป็น "ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง" ของเศรษฐกิจยุโรป
อากาศร้อน ทำงานได้น้อยลง
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า เมื่อระดับความร้อนในการทำงานสูงเกินเกณฑ์ตามดัชนี WBGT ผลิตภาพแรงงานจะลดลงประมาณ 2-3% ทุกครั้งที่ระดับความร้อนเพิ่มขึ้นอีก 1 องศาเซลเซียส
หลายประเทศจึงเริ่มจำกัดเวลาทำงานกลางแจ้งในช่วงบ่าย หรือปรับเวลาเริ่มงานให้เร็วขึ้น ทั้งภาคก่อสร้าง เกษตรกรรม โลจิสติกส์ และการขนส่ง ต่างได้รับผลกระทบ ขณะที่แรงงานในสำนักงาน ก็ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศมากขึ้น สุดท้าย ต้นทุนค่าไฟฟ้าของภาคธุรกิจก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ระบบไฟฟ้า ก็เริ่มรับไม่ไหว
คลื่นความร้อน ไม่ได้ทำให้คนใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเริ่มกระทบการผลิตไฟฟ้าด้วย โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแห่งต้องลดกำลังการผลิต เพราะอุณหภูมิน้ำในแม่น้ำสูงเกินเกณฑ์ความปลอดภัย ไม่สามารถนำน้ำมาใช้หล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ได้
ส่วนโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ก็ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและปริมาณน้ำที่ลดลง ทั้งหมดนี้ กำลังกดดันราคาค่าไฟฟ้าในยุโรป และเพิ่มต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ
การท่องเที่ยว อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ คือ การท่องเที่ยว หลายเมืองสำคัญเริ่มประกาศให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการออกนอกอาคารในช่วงกลางวัน
สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ลดเวลาเปิดทำการ เพื่อความปลอดภัย นักวิเคราะห์มองว่า หากคลื่นความร้อนกลายเป็นเรื่องปกติในทุกฤดูร้อน
ฤดูกาลท่องเที่ยวของยุโรป อาจต้องเปลี่ยนไป นักท่องเที่ยวอาจหันไปเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หรือฤดูใบไม้ร่วงแทน และนั่นหมายถึง รายได้ของทั้งอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ก็จะต้องเปลี่ยนไปด้วย
โครงสร้างพื้นฐาน กำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่
อีกหนึ่งเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ คือ โครงสร้างพื้นฐานของยุโรป เมืองส่วนใหญ่ ทั้งถนน รางรถไฟ และระบบไฟฟ้า ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับอุณหภูมิที่สูงขนาดนี้
เมื่อคลื่นความร้อนเกิดขึ้นต่อเนื่อง หลายพื้นที่เริ่มพบปัญหาถนนละลาย รางรถไฟได้รับความเสียหาย และมีภาพสัญญาณไฟจราจรที่หลอมละลายถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ รัฐบาลหลายประเทศ อาจต้องใช้งบประมาณมหาศาล เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด
ผลกระทบ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ยุโรป
ภาคเกษตรก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ทั้งธัญพืช ผัก ผลไม้ มะกอก องุ่น และพืชอาหารสัตว์ ต่างเผชิญผลผลิตที่ลดลงจากอากาศร้อนและภัยแล้ง เกษตรกรต้องใช้น้ำเพื่อการชลประทานมากขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น หากผลผลิตลดลงต่อเนื่อง ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกก็มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดการเงินทั่วโลก ยังเริ่มให้ความสำคัญกับ "ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ" หรือ Climate Risk มากขึ้น เพราะวันนี้ ความร้อนไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และการลงทุน
ยุโรปเมืองหนาว ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ข่าวนี้ จึงไม่ได้จบแค่เรื่องเครื่องปรับอากาศขายดี แต่กำลังสะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจยุโรป เมื่ออากาศร้อนขึ้น ทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนตาม ทั้งการใช้ชีวิต การทำงาน การท่องเที่ยว การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับภาคธุรกิจ นี่คือทั้ง "ความเสี่ยง" และ "โอกาส" ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เหมือนกับตลาดเครื่องปรับอากาศในยุโรป ที่วันนี้กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
เพราะยุโรปในวันนี้ ไม่ใช่ยุโรปแบบเดิมอีกต่อไป และโลกก็อาจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ "ความร้อน" จะกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจโลก
ที่มาข้อมูล : reuters Financial Times The Global News
ที่มารูปภาพ : GPT Image Gemini
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
