จัดพอร์ตรับแรงกระแทกโลกยุคใหม่: ส่องโอกาสลงทุนในวิกฤตฮอร์มุซ และเจาะลึกการฟื้นคืนชีพของ "ตลาดหุ้นญี่ปุ่น"

เชื่อว่าหลายคนคงลุ้นกันจนเหนื่อยกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นการปิด-เปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ที่ทำเอาตลาดปั่นป่วนไปตลอดทั้งปีนี้
เพราะโลกแห่งการลงทุนมันไม่ได้ง่ายดายแบบจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งเสมอไป ท่ามกลางข่าวดี มันก็ยังมีความอึมครึมและความไม่แน่นอนซ่อนอยู่ วันนี้ผมจะมาแกะรอยกันว่า ในสถานการณ์ที่ดูจะไว้ใจไม่ได้ 100% แบบนี้ สินทรัพย์ไหนหรือหุ้นกลุ่มไหนที่ได้ประโยชน์ แล้วทำไม "ตลาดหุ้นญี่ปุ่น" ถึงกลายเป็นขวัญใจนักลงทุนระดับโลกในเวลานี้ พร้อมตบท้ายด้วยเทคนิคการจัดพอร์ตให้เรานอนหลับสบายในระยะยาวครับ เตรียมกาแฟให้พร้อม แล้วมาลุยกันเลย!
รอยร้าวยังไม่จบ วิกฤตินี้ยังไม่มีพัก
เริ่มแรกเลย ลองนึกภาพตามนะครับ พอมีข่าวว่าช่องแคบฮอร์มุซกำลังจะเปิด ตลาดการเงินก็แทบจะจุดพลุฉลอง ตอบรับในเชิงบวกทันที เพราะความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของนักลงทุนทั่วโลกคือ การชะงักงันของการขนส่งพลังงานโลก พอน้ำมันเดินเรือได้ ตลาดก็เลยกล้ากลับมาเปิดรับความเสี่ยง หรือที่เรียกกันว่าเข้าสู่โหมด "Risk-On" ทันที แต่แล้วความยินดีของโลกก็ถูกดับฝันเพียงไม่กี่ชั่วโมงถัดมา
ชัดแล้วนะครับว่า "วิกฤตนี้ยังไม่จบง่ายๆ
โลกยังเต็มไปด้วยกับระเบิด! ไม่ว่าช่องแคบจะปิดหรือเปิด ไม่ได้แปลว่าโลกกลับไปสงบสุขเหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างถาวร (New Normal) คือ ทั่วโลกตระหนักแล้วว่าช่องแคบฮอร์มุซคือ "ความเสี่ยงของแท้" หลังจากนี้เราจะได้เห็นหลายประเทศและหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ เร่งกระจายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านพลังงาน และสร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์กันขนานใหญ่เลยล่ะครับ
สรุปง่ายๆ คือ ตลาดตอนนี้อยู่ในโหมด "Selective Risk-On" หรือการกล้าเสี่ยงแบบเลือกหน้าทาปากครับ ไม่ใช่อารมณ์แบบหลับตาจิ้มซื้ออะไรก็ขึ้นเหมือนยุคเงินล้นระบบ แต่เงินจะไหลไปหา "สินทรัพย์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง" เท่านั้น
สรุปข่าว
เชื่อว่าหลายคนคงลุ้นกันจนเหนื่อยกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นการปิด-เปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ที่ทำเอาตลาดปั่นป่วนไปตลอดทั้งปีนี้
เพราะโลกแห่งการลงทุนมันไม่ได้ง่ายดายแบบจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งเสมอไป ท่ามกลางข่าวดี มันก็ยังมีความอึมครึมและความไม่แน่นอนซ่อนอยู่ วันนี้ผมจะมาแกะรอยกันว่า ในสถานการณ์ที่ดูจะไว้ใจไม่ได้ 100% แบบนี้ สินทรัพย์ไหนหรือหุ้นกลุ่มไหนที่ได้ประโยชน์ แล้วทำไม "ตลาดหุ้นญี่ปุ่น" ถึงกลายเป็นขวัญใจนักลงทุนระดับโลกในเวลานี้ พร้อมตบท้ายด้วยเทคนิคการจัดพอร์ตให้เรานอนหลับสบายในระยะยาวครับ เตรียมกาแฟให้พร้อม แล้วมาลุยกันเลย!
รอยร้าวยังไม่จบ วิกฤตินี้ยังไม่มีพัก
เริ่มแรกเลย ลองนึกภาพตามนะครับ พอมีข่าวว่าช่องแคบฮอร์มุซกำลังจะเปิด ตลาดการเงินก็แทบจะจุดพลุฉลอง ตอบรับในเชิงบวกทันที เพราะความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของนักลงทุนทั่วโลกคือ การชะงักงันของการขนส่งพลังงานโลก พอน้ำมันเดินเรือได้ ตลาดก็เลยกล้ากลับมาเปิดรับความเสี่ยง หรือที่เรียกกันว่าเข้าสู่โหมด "Risk-On" ทันที แต่แล้วความยินดีของโลกก็ถูกดับฝันเพียงไม่กี่ชั่วโมงถัดมา
ชัดแล้วนะครับว่า "วิกฤตนี้ยังไม่จบง่ายๆ
โลกยังเต็มไปด้วยกับระเบิด! ไม่ว่าช่องแคบจะปิดหรือเปิด ไม่ได้แปลว่าโลกกลับไปสงบสุขเหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างถาวร (New Normal) คือ ทั่วโลกตระหนักแล้วว่าช่องแคบฮอร์มุซคือ "ความเสี่ยงของแท้" หลังจากนี้เราจะได้เห็นหลายประเทศและหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ เร่งกระจายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านพลังงาน และสร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์กันขนานใหญ่เลยล่ะครับ
สรุปง่ายๆ คือ ตลาดตอนนี้อยู่ในโหมด "Selective Risk-On" หรือการกล้าเสี่ยงแบบเลือกหน้าทาปากครับ ไม่ใช่อารมณ์แบบหลับตาจิ้มซื้ออะไรก็ขึ้นเหมือนยุคเงินล้นระบบ แต่เงินจะไหลไปหา "สินทรัพย์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง" เท่านั้น
เมฆหมอกจางลง เงินลงทุนไหลไปไหน?
ทีนี้มาถึงคำถามสำคัญว่า เมื่อความกังวลเรื่องสงคราม (ดูเหมือนจะ) ลดลง เงินที่เคยหนีตายไปซุกในทองคำ น้ำมัน หรือดอลลาร์ จะไหลกลับไปที่ไหนก่อน?
1. พระเอกคิวแรก: หุ้นกลุ่ม Quality Growth และ AI / Tech เชื่อไหมครับว่า เงินทุนจะไหลกลับไปหาหุ้นกลุ่ม Quality Growth เป็นอันดับแรก โดยเฉพาะพวก AI Infrastructure และ Semiconductor ทำไมน่ะหรือครับ? ลองนึกถึงสมการนี้ดูครับ
พอตลาดกังวลสงครามน้อยลง > ราคาน้ำมันปรับตัวลง > แรงกดดันเรื่องเงินเฟ้อก็ลดลงตาม > ตลาดคาดหวังว่าดอกเบี้ยหรือ Bond Yield จะลดลง เมื่อดอกเบี้ย (Discount Rate) ลดลง หุ้นเติบโตที่คาดหวังกำไรในอนาคตสูงๆ ก็จะกลับมามีเสน่ห์และมูลค่าเพิ่มขึ้นทันที นี่คือปัจจัยบวกโดยตรงเลยครับ
2. พระรองคิวถัดมา: ตราสารหนี้ (Bond) ตามมาติดๆ คือตลาดตราสารหนี้ครับ ถ้าราคาน้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ เงินเฟ้อในอนาคตชะลอตัว Bond Yield ก็มีโอกาสปรับลดลง (เมื่อ Yield ลง ราคาตราสารหนี้จะขึ้น) ดังนั้นตราสารหนี้คุณภาพดีก็จะได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ควบคู่ไปกับหุ้น Growth เลยครับ
3. แล้วตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) กับทองคำล่ะ? สำหรับตลาดเกิดใหม่ หรือ EM ผมต้องบอกว่ารอคิวนิดนึงครับ แม้จะมีความน่าสนใจ แต่เงินทุนต่างชาติมักจะใช้เวลาพิจารณานานกว่า พวกเขาต้องมั่นใจจริงๆ ว่าภูมิรัฐศาสตร์นิ่งแล้ว ไม่ใช่แค่หยุดยิงหลอกๆ
ส่วน "ทองคำ" หลายคนถามว่าถึงเวลาเทขายหรือยัง? คำตอบคือ "อย่าเพิ่งขายทิ้งหมดครับ!" โลกเรายังมีความเสี่ยงบานตะไท ทั้งหนี้สาธารณะที่สูงปรี๊ด ปัญหาขาดดุลงบประมาณของหลายชาติ และการแบ่งขั้วเศรษฐกิจ ทองคำจึงยังรับบทพระเอกในฐานะ "ตัวกระจายความเสี่ยง" ให้พอร์ตของเราอยู่ครับ
จับตา 3 ธีมการลงทุนโลก... ยุคนี้อย่ามองแค่ประเทศ ต้องมองที่ "ธีม"
การจะเลือกลงทุนใน "ตลาดพัฒนาแล้ว" หรือ "ตลาดเกิดใหม่" ดีกว่ากัน มันอาจจะเชยไปแล้วครับ ผมอยากให้มองเป็น "ธีมผู้ชนะ" ซึ่งผมสรุปมาให้ 3 กลุ่มเน้นๆ ดังนี้ครับ
- ธีมที่ 1: ผู้รับเหมาสร้างโลก AI (AI Supply Chain) กลุ่มนี้แข็งแกร่งที่สุดในโลกตอนนี้ครับ! ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน AI ก็คืออนาคต ญี่ปุ่นโดดเด่นมากเรื่องเครื่องจักรและวัสดุผลิตชิป (เช่น Advantest, Tokyo Electron) ไต้หวันคือราชาโรงงานผลิตชิป (TSMC) ส่วนเกาหลีใต้คือเจ้าพ่อชิปความจำ (Samsung, SK Hynix)
- ธีมที่ 2: ส้มหล่นจากการย้ายฐานผลิต (Supply Chain Shift) ประเทศที่เนื้อหอมสุดๆ คือ "เวียดนาม" และ "อินเดีย" ครับ ระยะสั้นนี้เวียดนามดูมีภาษีดีกว่า เพราะเงินลงทุนตรงจากต่างชาติ (FDI) ไหลเข้าไม่หยุดจากการย้ายฐานหนีจีน แถมมีลุ้นถูกอัปเกรดเข้าสู่ดัชนี Emerging Market ของ FTSE ในครึ่งปีหลังด้วย ส่วนอินเดีย แม้เศรษฐกิจจะโตระเบิดและได้ประโยชน์ถ้าน้ำมันถูกลง (เพราะนำเข้าน้ำมันเกือบ 100%) แต่ก็เป็นความเสี่ยงเหมือนกัน ถ้าน้ำมันพุ่งเมื่อไหร่ อินเดียจุกแน่นอนครับ
- ธีมที่ 3: ของดีราคาถูก (Value Play) ใครชอบของเซลล์ ต้องมอง "จีน" ครับ แม้เศรษฐกิจจะยังฟื้นตัวอืดๆ ความเชื่อมั่นต่างชาติยังไม่มาเต็ม แต่ถ้าดูระดับ Valuation ถือว่าถูกระดับโลก! เหมาะกับคนมองยาวๆ ส่วนสหรัฐฯ นั้น แม้จะเป็นเบอร์หนึ่งเรื่องคุณภาพการเติบโต แต่ตอนนี้เงินมันกระจุกตัวที่นั่นเยอะมาก (Crowded trade) ถ้าสถานการณ์โลกดีขึ้น เงินอาจจะไหลออกไปหาโอกาสใหม่ๆ นอกสหรัฐฯ (World ex-US) มากขึ้นครับ
ซูมอิน "ตลาดหุ้นญี่ปุ่น" ซามูไรคืนชีพ... ทำไมถึงฮอตขนาดนี้?
ลองมาเจาะลึกตลาดหุ้นที่มาแรงแซงทางโค้งจนแม้แต่คุณปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังต้องหอบเงินไปลงทุน... ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึง "ตลาดหุ้นญี่ปุ่น"
หลายคนอาจจะคิดว่าที่หุ้นญี่ปุ่นขึ้น เพราะเงินเยนอ่อนค่าหรือเปล่า? บอกเลยว่านั่นแค่ส่วนเดียวครับ ของจริงมันอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง (Structural Change) ที่ซุ่มทำมาหลายปีต่างหาก! ลองมาดู 3 เหตุผลหลักที่ทำให้ซามูไรกลับมาผงาดกันครับ:
- การปฏิรูปบริษัทให้แคร์ผู้ถือหุ้น (Corporate Governance Reform): สมัยก่อนบริษัทญี่ปุ่นชอบกอดเงินสดไว้เฉยๆ ไม่ค่อยสนใจผู้ถือหุ้น แต่เดี๋ยวนี้ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวบังคับให้บริษัทต้องทำตัวให้มีประสิทธิภาพ เอาเงินไปซื้อหุ้นคืน จ่ายปันผล และทำผลกำไร (ROE) ให้ดีขึ้น ฝรั่งเห็นแบบนี้ก็ยิ้มสิครับ หอบเงินกลับมาลงทุนกันใหญ่
- ผู้ปิดทองหลังพระแห่งวงการ AI: เวลาพูดถึง AI เรามักนึกถึงบริษัทอเมริกาใช่ไหมครับ? แต่เบื้องหลังการสร้าง AI ญี่ปุ่นคือเจ้าแห่ง "เทคโนโลยีต้นน้ำ" ทั้งเครื่องจักรผลิตชิปขั้นสูง สารเคมี และวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ ขาดญี่ปุ่นไป AI โลกเดินต่อไม่ได้นะครับ!
- บอกลา "ยุคเงินฝืด" 30 ปี: ญี่ปุ่นจมอยู่กับของถูก เงินเฟ้อไม่กระเตื้องมาเกือบ 30 ปี แต่วันนี้เศรษฐกิจเขากลับมามีชีวิตชีวา ค่าแรงปรับขึ้น เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่เหมาะสม คนกลับมาจับจ่ายใช้สอย นี่คือสัญญาณของเศรษฐกิจที่สุขภาพดีครับ
แล้วถ้าเทียบความถูกแพง (Valuation) ล่ะ? ต้องบอกว่าญี่ปุ่นอยู่ในจุดที่เรียกว่า "Quality at a Reasonable Price" หรือของดีราคาจับต้องได้ครับ หุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ตอนนี้ P/E ปาไปกว่า 20 เท่า แต่ดัชนี TOPIX ของญี่ปุ่นยังอยู่แค่ราวๆ 16-17 เท่าเท่านั้นเอง ถือว่าคุ้มค่ามาก
4 กลุ่มอุตสาหกรรมในญี่ปุ่นที่น่าสอยเข้าพอร์ต:
- AI Infrastructure และ Semiconductor: พวกเครื่องทดสอบชิป หรือสารไวแสงในการผลิตชิป (เช่น Advantest, Tokyo Electron, Tokyo Ohka Kogyo) อย่างที่บอกครับ AI โต ญี่ปุ่นก็โต
- กลุ่มการเงิน (Financials): พอญี่ปุ่นหลุดพ้นจากยุคดอกเบี้ยติดลบ แบงก์ใหญ่ๆ อย่าง MUFG หรือ SMFG ก็จะได้ส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นครับ
- Sogo Shosha (Trading Houses): กลุ่มนี้แหละที่ปู่บัฟเฟตต์รักนักรักหนา พวกบริษัทค้าปลีกพลังงาน โลจิสติกส์ ที่มีกระแสเงินสดล้นมือ และได้ประโยชน์จากการปฏิรูปบริษัทแบบเต็มๆ
- พลังงานแห่งอนาคต (Hydrogen): รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเอาจริงเอาจังกับ Hydrogen Economy เพื่อความมั่นคงระยะยาว แม้ระยะสั้นกำไรอาจยังไม่ฟู่ฟ่า แต่ระยะยาวน่าจับตามากครับ
ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย จะพังไหม?
หลายคนกลัวว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เริ่มขยับขึ้นดอกเบี้ย จะทำให้ตลาดหุ้นร่วง หรือเงินเยนแข็งค่าจนส่งออกพัง ในระยะสั้นอาจมีความผันผวนจากการที่คนแห่ปิดสถานะกู้เงินเยนไปลงทุน (Yen Carry Trade) ครับ
แต่ใน "ระยะยาว" การที่ BOJ กล้าขึ้นดอกเบี้ย มันสะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า "เศรษฐกิจญี่ปุ่นแข็งแกร่งพอแล้ว" เงินเฟ้อมา ค่าแรงขึ้น ดังนั้นการขึ้นดอกเบี้ยหรือการที่เยนค่อยๆ แข็งค่าขึ้นตามพื้นฐานเศรษฐกิจ กลับเป็นเรื่องดีที่ช่วยลดต้นทุนนำเข้าน้ำมัน และดึงดูดนักลงทุนด้วยซ้ำครับ ขอแค่ BOJ ไม่กระชากดอกเบี้ยขึ้นเร็วเกินไปจนตลาดตั้งตัวไม่ทันก็พอครับ
จัดพอร์ตอย่างไร ให้ปลอดภัยและรวยได้ในระยะยาว?
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะพอเห็นภาพแล้วว่า โลกเรามีทั้งข่าวดี และข่าวร้าย ผสมปนเปกันไปหมด
คำแนะนำที่ดีที่สุดในการลงทุนยุคนี้ ไม่ใช่การพยายามกะเก็งจังหวะตลาด (Market Timing) ว่าวันไหนควรซื้อวันไหนควรขายครับ เพราะมันเดายากมาก แต่หัวใจสำคัญคือ "การจัดพอร์ตการลงทุน" (Asset Allocation) ต่างหาก
ผมขอแนะนำกลยุทธ์ยอดฮิตที่เรียกว่า "Core & Satellite" ครับ ลองเอาไปปรับใช้กันดูครับ
- พอร์ตหลัก (Core Portfolio) ให้สัดส่วน 70-80%: ตรงนี้เปรียบเสมือนกองหลังและกองกลางของทีมฟุตบอล ต้องเน้นความมั่นคง! ให้กระจายการลงทุนไปทั่วโลก (Global Diversification) เน้นเก็บ "หุ้นโลกคุณภาพสูง" (Quality Growth) และ "ตราสารหนี้คุณภาพดี" เพราะถ้าเงินเฟ้อลดลง หุ้นคุณภาพกับตราสารหนี้ในพอร์ตนี้แหละครับที่จะกอดคอกันทำกำไรให้เราอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งในกองทุนหุ้นโลก (Developed Markets) ส่วนใหญ่ก็มักจะมีสัดส่วนของหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นญี่ปุ่นผสมอยู่แล้วด้วยครับ
- พอร์ตเสริม (Satellite Portfolio) ให้สัดส่วน 20-30%: นี่คือกองหน้าที่เราจะเอาไว้สร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) จัดไปเลยครับกับธีมผู้ชนะที่เราคุยกันมา ไม่ว่าจะเป็นธีม AI Supply Chain (ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, เกาหลีใต้), ธีมย้ายฐานผลิต (เวียดนาม, อินเดีย), หรือจะแบ่งไปเก็บของถูกอย่างตลาดหุ้นจีนก็ยังได้ เลือกโฟกัสให้ตรงจุดเพื่อเพิ่มสีสันให้พอร์ตครับ
ข้อควรระวังและคาถาประจำใจนักลงทุน
แม้ว่าโอกาสจะอยู่ตรงหน้าเต็มไปหมด โดยเฉพาะตลาดเจ๋งๆ อย่างญี่ปุ่นที่กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ในรอบหลายทศวรรษ แต่ตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาพอสมควรแล้วครับ
ดังนั้น แทนที่จะทุ่มเทหน้าตักซื้อตูมเดียว (All-in) ผมแนะนำให้ใช้คาถา "DCA" (Dollar-Cost Averaging) หรือทยอยสะสมไปเรื่อยๆ ดีกว่าครับ นอกจากนี้ ท่ามกลางโลกที่พร้อมจะมีเรื่องเซอร์ไพรส์ได้ตลอดเวลา การ "ถือเงินสดสำรองบางส่วน" ไว้กับตัว จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้เราได้อย่างมหาศาล เวลามีข่าวร้ายมากระทบให้ตลาดตกใจร่วงลงมา เราก็จะได้มีกระสุนเงินสดเอาไว้ช้อนซื้อของดีราคาถูกได้อย่างสบายใจครับ
เอาล่ะครับ หวังว่าบทความนี้จะช่วยฉายภาพให้เพื่อนๆ เห็นทิศทางการลงทุนในโลกได้ชัดเจนขึ้นนะครับ ตลาดการเงินมีขึ้นมีลงเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเรามีสติ เข้าใจพื้นฐานของสินทรัพย์ และจัดพอร์ตอย่างรัดกุม ไม่ว่าลมพายุภูมิรัฐศาสตร์จะพัดมาแรงแค่ไหน พอร์ตของเราก็จะยังยืนหยัดและเติบโตไปได้อย่างแน่นอนครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีและสนุกกับการลงทุนนะครับ!
- ประเมินหุ้นไทย เน้นลงทุนกลุ่มพื้นฐานดี เตือนรับมือแรงขาย MSCI ลดน้ำหนักปลายเดือน
- ตลาดหุ้นโลกฟื้น รับความหวังยุติสงคราม
- เอเซีย พลัส เปิดโผหุ้นเด่น ลงทุนรับสงครามสงบ "ท่องเที่ยว-ค้าปลีก"
- ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวก คาดหวัง อิหร่าน-สหรัฐฯ บรรลุดีลสันติภาพยุติสงคราม
- กสิกรฯคาดแนวต้าน SET วีคหน้า 1,535 จุด จับตาครม.เศรษฐกิจนัดแรก
ที่มาข้อมูล : ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth
ที่มารูปภาพ : Jitta Wealth
บรรณาธิการ TNN WEALTH ผู้ดำเนินรายการเศรษฐกิจและการลงทุน นักเขียนหนังสือสูตรลับเซียนหุ้น
