IMF ปรับคาดเศรษฐกิจโลกโต 3.1% “เตือนหนี้พุ่ง–AI เสี่ยงผันผวน” ไทยเร่งรับมือโลกแบ่งขั้ว

Share on Line Share on Facebook Share on X

เศรษฐกิจโลกปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่คาดเล็กน้อย โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเป็น 3.1% จากเดิม 3% ได้แรงหนุนจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ยังเตือนความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนกู้ยืม และความเปราะบางของตลาดการเงิน ขณะที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจและการแข่งขันในโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้น

ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในสาระสำคัญจากการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2026

การประชุมครั้งนี้สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังมีโอกาสเติบโตจากเทคโนโลยีและการลงทุน แต่ภาระหนี้และความเสี่ยงทางการเงินอาจจำกัดความสามารถในการรับมือวิกฤตของหลายประเทศ รวมถึงส่งผลต่อการวางแผนธุรกิจของผู้ประกอบการไทย

IMF ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 โต 3.1% ปี 2027 คาดโต 3.4%

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) โดยปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 จากเดิมที่ประเมินไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ 3% เป็น 3.1%

ส่วนปี 2027 IMF ยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกไว้ที่ 3.4%

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่ง IMF ระบุว่า ประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุนด้านเทคโนโลยีนี้มีผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกประเทศ โดยประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและประเทศรายได้ต่ำยังเผชิญสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยากลำบากกว่า

คริสตาลินา กิออกิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการ IMF มองว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่แถวหน้าในการได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุน AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่เริ่มคิดล่วงหน้าเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุน AI ซึ่งสะท้อนโอกาสในการนำเทคโนโลยีมาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม ผู้นำ IMF เตือนว่า ความสามารถของเศรษฐกิจโลกในการรับแรงกระแทกกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด เนื่องจากกันชนด้านพลังงานและการคลังถูกใช้ไปอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เงินเฟ้อและต้นทุนการชำระหนี้ยังสร้างแรงกดดัน

สำหรับผู้ประกอบการไทย การปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกจึงไม่ได้หมายความว่าทุกธุรกิจจะฟื้นตัวพร้อมกัน แต่ต้องติดตามทั้งโอกาสจากคำสั่งซื้อที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเทคโนโลยี และความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่อาจกระทบผลกำไร

IMF เตือนหนี้สาธารณะโลกจ่อแตะ 100% ของ GDP ต้นทุนกู้ยืมเพิ่ม

แม้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะดีขึ้นเล็กน้อย แต่ IMF เตือนว่า ภาระหนี้และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นกำลังลดความสามารถในการรับมือวิกฤตของหลายประเทศ

โรดริโก วัลเดส (Rodrigo Valdes) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของ IMF ระบุว่า หนี้สาธารณะของรัฐบาลทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

ระดับดังกล่าวหมายถึงมูลค่าหนี้สาธารณะที่มีขนาดเทียบเท่ากับมูลค่าผลผลิตทางเศรษฐกิจโลกในหนึ่งปี

ขณะเดียวกัน IMF คาดว่า ต้นทุนเฉลี่ยในการจัดหาเงินทุนของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นจาก 2.3% ในปี 2021 เป็น 3.7% ในปี 2031

ต้นทุนที่สูงขึ้นหมายความว่า เมื่อรัฐบาลต้องกู้เงินใหม่หรือออกหนี้เพื่อทดแทนหนี้เดิม ก็อาจต้องรับภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

สำหรับประเทศรายได้ต่ำ ภาระดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้น โดยปัจจุบันการจ่ายดอกเบี้ยหนี้มีสัดส่วนเกิน 15% ของรายได้ภาษี เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยประมาณ 9% เมื่อ 7–10 ปีก่อน

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ หากรัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ 100 บาท จะต้องนำเงินมากกว่า 15 บาทไปจ่ายดอกเบี้ย ก่อนจัดสรรงบประมาณให้บริการสาธารณะและการพัฒนาด้านอื่น

หากรายได้รัฐบาลไม่เพิ่มขึ้นตามภาระหนี้ ก็อาจจำเป็นต้องปรับรายจ่าย หารายได้เพิ่มเติม หรือกู้เงินเพิ่ม

IMF จึงเสนอให้รัฐบาลต่าง ๆ เร่งดูแลฐานะการคลัง พร้อมปรับมาตรการช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ดำเนินการเท่าที่จำเป็น เป็นมาตรการชั่วคราว และมีความโปร่งใส

สำหรับประเทศไทย คำเตือนดังกล่าวเป็นกรอบในการประเมินความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไทยจะลดมาตรการช่วยเหลือทันที

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจควรวางแผนกระแสเงินสดให้รองรับกรณีที่มาตรการสนับสนุนบางส่วนสิ้นสุดลง รวมถึงติดตามความผันผวนของตลาดการเงินที่อาจส่งผลต่อต้นทุนเงินทุนของบริษัท


สรุปข่าว

IMF ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 เติบโตขึ้นเล็กน้อยที่ 3.1% จากแรงหนุนของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ได้เตือนถึงความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ หหนี้สาธารณะโลกที่จ่อแตะ 100% ของ GDP, ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น, ความผันผวนในตลาดพันธบัตร, การปรับฐานของ AI และภัยไซเบอร์ พร้อมกันนี้ ที่ประชุม IMF–World Bank ได้เปิดตัว "Bangkok Blueprint" ซึ่งเป็นกรอบ 12 ข้อเพื่อรับมือภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัล ด้านประเทศไทยโดยกระทรวงการคลังได้เสนอแนวทางรับมือความเสี่ยงและความแตกแยกทางเศรษฐกิจโลก ด้วยการกระจายตลาดเพื่อลดการพึ่งพิง, ดึงดูดการลงทุนเพื่อสร้างงานและพัฒนาทักษะแรงงาน, ชูบทบาทไทยเป็น "Trusted Connector" เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก และผลักดันความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสามารถปรับตัวรับมือกับความผันผวนและคว้าโอกาสจากเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างยั่งยืน

เศรษฐกิจโลกปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่คาดเล็กน้อย โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเป็น 3.1% จากเดิม 3% ได้แรงหนุนจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ยังเตือนความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนกู้ยืม และความเปราะบางของตลาดการเงิน ขณะที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจและการแข่งขันในโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้น

ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในสาระสำคัญจากการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2026

การประชุมครั้งนี้สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังมีโอกาสเติบโตจากเทคโนโลยีและการลงทุน แต่ภาระหนี้และความเสี่ยงทางการเงินอาจจำกัดความสามารถในการรับมือวิกฤตของหลายประเทศ รวมถึงส่งผลต่อการวางแผนธุรกิจของผู้ประกอบการไทย

IMF ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 โต 3.1% ปี 2027 คาดโต 3.4%

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) โดยปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 จากเดิมที่ประเมินไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ 3% เป็น 3.1%

ส่วนปี 2027 IMF ยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกไว้ที่ 3.4%

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่ง IMF ระบุว่า ประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุนด้านเทคโนโลยีนี้มีผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกประเทศ โดยประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและประเทศรายได้ต่ำยังเผชิญสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยากลำบากกว่า

คริสตาลินา กิออกิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการ IMF มองว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่แถวหน้าในการได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุน AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่เริ่มคิดล่วงหน้าเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุน AI ซึ่งสะท้อนโอกาสในการนำเทคโนโลยีมาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม ผู้นำ IMF เตือนว่า ความสามารถของเศรษฐกิจโลกในการรับแรงกระแทกกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด เนื่องจากกันชนด้านพลังงานและการคลังถูกใช้ไปอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เงินเฟ้อและต้นทุนการชำระหนี้ยังสร้างแรงกดดัน

สำหรับผู้ประกอบการไทย การปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกจึงไม่ได้หมายความว่าทุกธุรกิจจะฟื้นตัวพร้อมกัน แต่ต้องติดตามทั้งโอกาสจากคำสั่งซื้อที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเทคโนโลยี และความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่อาจกระทบผลกำไร

IMF เตือนหนี้สาธารณะโลกจ่อแตะ 100% ของ GDP ต้นทุนกู้ยืมเพิ่ม

แม้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะดีขึ้นเล็กน้อย แต่ IMF เตือนว่า ภาระหนี้และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นกำลังลดความสามารถในการรับมือวิกฤตของหลายประเทศ

โรดริโก วัลเดส (Rodrigo Valdes) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของ IMF ระบุว่า หนี้สาธารณะของรัฐบาลทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

ระดับดังกล่าวหมายถึงมูลค่าหนี้สาธารณะที่มีขนาดเทียบเท่ากับมูลค่าผลผลิตทางเศรษฐกิจโลกในหนึ่งปี

ขณะเดียวกัน IMF คาดว่า ต้นทุนเฉลี่ยในการจัดหาเงินทุนของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นจาก 2.3% ในปี 2021 เป็น 3.7% ในปี 2031

ต้นทุนที่สูงขึ้นหมายความว่า เมื่อรัฐบาลต้องกู้เงินใหม่หรือออกหนี้เพื่อทดแทนหนี้เดิม ก็อาจต้องรับภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

สำหรับประเทศรายได้ต่ำ ภาระดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้น โดยปัจจุบันการจ่ายดอกเบี้ยหนี้มีสัดส่วนเกิน 15% ของรายได้ภาษี เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยประมาณ 9% เมื่อ 7–10 ปีก่อน

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ หากรัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ 100 บาท จะต้องนำเงินมากกว่า 15 บาทไปจ่ายดอกเบี้ย ก่อนจัดสรรงบประมาณให้บริการสาธารณะและการพัฒนาด้านอื่น

หากรายได้รัฐบาลไม่เพิ่มขึ้นตามภาระหนี้ ก็อาจจำเป็นต้องปรับรายจ่าย หารายได้เพิ่มเติม หรือกู้เงินเพิ่ม

IMF จึงเสนอให้รัฐบาลต่าง ๆ เร่งดูแลฐานะการคลัง พร้อมปรับมาตรการช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ดำเนินการเท่าที่จำเป็น เป็นมาตรการชั่วคราว และมีความโปร่งใส

สำหรับประเทศไทย คำเตือนดังกล่าวเป็นกรอบในการประเมินความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไทยจะลดมาตรการช่วยเหลือทันที

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจควรวางแผนกระแสเงินสดให้รองรับกรณีที่มาตรการสนับสนุนบางส่วนสิ้นสุดลง รวมถึงติดตามความผันผวนของตลาดการเงินที่อาจส่งผลต่อต้นทุนเงินทุนของบริษัท


IMF ชี้ 3 ความเสี่ยงการเงินโลก AI–ตลาดพันธบัตร–ภัยไซเบอร์

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญจากการประชุม IMF–World Bank คือความเปราะบางของระบบการเงินโลก

รายงานเสถียรภาพการเงินโลก (Global Financial Stability Report: GFSR) ของ IMF ระบุถึงความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความคาดหวังต่อ AI ตลาดพันธบัตร และภัยไซเบอร์ ซึ่งอาจกระตุ้นจุดอ่อนในระบบการเงินและทำให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น

AI เสี่ยงปรับฐาน หากผลตอบแทนต่ำกว่าความคาดหวัง

IMF เตือนว่า การคาดการณ์กำไรและแผนลงทุนในอุตสาหกรรม AI อยู่ในระดับสูง หากผลประกอบการไม่เป็นไปตามความคาดหวัง นักลงทุนอาจประเมินมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ จนนำไปสู่การปรับฐานของตลาด

สำหรับธุรกิจไทยที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเทคโนโลยี จึงควรแยกความต้องการใช้งานจริงออกจากการขยายตัวที่เกิดจากความคาดหวังของตลาด

หากลูกค้าทบทวนแผนลงทุน ผู้ประกอบการที่รับคำสั่งซื้อก็อาจต้องปรับแผนตาม โดยควรติดตามกำหนดส่งมอบ เงื่อนไขสัญญา และความต่อเนื่องของรายได้ก่อนตัดสินใจขยายกิจการ

ยีลด์พันธบัตรสูงขึ้น เสี่ยงเพิ่มต้นทุนระดมทุน

ความเสี่ยงด้านที่สองคือตลาดพันธบัตร โดย IMF เตือนว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Yield ที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ภาวะการเงินตึงตัว

สำหรับบริษัทที่ต้องระดมทุนใหม่หรือออกตราสารหนี้เพื่อทดแทนหนี้เดิม ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นอาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้

ผู้ประกอบการจึงควรประเมินภาระหนี้ภายใต้ต้นทุนเงินทุนหลายระดับ แทนการใช้ต้นทุนเดิมเป็นสมมติฐานเพียงอย่างเดียว

ภัยไซเบอร์เสี่ยงทำธุรกรรมสะดุด กระทบความเชื่อมั่น

ความเสี่ยงด้านที่สามคือภัยไซเบอร์ ซึ่ง IMF ระบุว่าอาจรบกวนบริการทางการเงิน และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ

หากระบบรับชำระเงินหรือโอนเงินได้รับผลกระทบ บริษัทที่พึ่งพาระบบดังกล่าวอาจเผชิญความล่าช้าในการดำเนินงาน

ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมขั้นตอนตรวจสอบธุรกรรมและแผนดำเนินงานสำรองในกรณีที่บริการทางการเงินหยุดชะงัก

ทั้งสามความเสี่ยงสะท้อนว่า ธุรกิจต้องบริหารความต่อเนื่องของรายได้ ต้นทุนการกู้ยืม และความพร้อมของระบบการเงินควบคู่กัน โดย IMF เสนอให้เร่งเสริมความแข็งแกร่งของระบบการเงินก่อนเกิดแรงกระแทกครั้งใหม่


เปิด Bangkok Blueprint กรอบ 12 ข้อ รับมือการฉ้อโกงทางการเงินดิจิทัล

การประชุม IMF–World Bank ที่ประเทศไทยยังมีการเปิดตัว Bangkok Blueprint ซึ่งเป็นกรอบแนวทางรับมือการฉ้อโกงทางการเงินที่อาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล

แนวทางดังกล่าวพัฒนาร่วมกันโดย IMF กลุ่มธนาคารโลก และธนาคารแห่งประเทศไทย

สาระสำคัญประกอบด้วย กรอบนโยบาย 12 ข้อ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ใช้เป็นแนวทางในการป้องกันและรับมือภัยทุจริตทางการเงิน

กรอบดังกล่าวครอบคลุมการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยงานให้ชัดเจน การพัฒนาระบบป้องกันและตรวจจับการฉ้อโกง การประสานงานข้ามประเทศ และการจัดให้มีแนวทางเยียวยาผู้เสียหาย

เป้าหมายคือเชื่อมโยงการรับมือภัยการเงินตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุไปจนถึงการจัดการความเสียหายภายหลังเกิดเหตุ

Bangkok Blueprint ยังให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีลดช่องโหว่ของระบบ และเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ เนื่องจากภัยทุจริตทางการเงินมีแนวโน้มเชื่อมโยงข้ามธุรกิจและข้ามพรมแดนมากขึ้น

สำหรับภาคธุรกิจ ความปลอดภัยในการชำระเงินจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยง

ตัวอย่างเช่น หากบริษัทได้รับคำขอเปลี่ยนบัญชีรับเงินจากคู่ค้า ควรพิจารณายืนยันข้อมูลผ่านช่องทางติดต่อเดิม รวมถึงแยกหน้าที่ผู้จัดทำรายการและผู้อนุมัติ เพื่อลดความเสี่ยงในการโอนเงินผิดปลายทาง

ทั้งนี้ แนวทางระดับบริษัทดังกล่าวเป็นการประยุกต์ใช้เพื่อบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่ข้อบังคับใหม่ทั้งหมดจาก Bangkok Blueprint

สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องติดตามต่อไปคือ หน่วยงานกำกับดูแลและผู้ให้บริการทางการเงินจะนำกรอบดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างไร และจะส่งผลต่อขั้นตอนการทำธุรกรรมของภาคธุรกิจมากน้อยเพียงใด

เอกนิติชี้ไทยต้องกระจายตลาด ดึงลงทุน รับมือเศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว

นอกจากความเสี่ยงทางการเงินแล้ว การประชุม IMF–World Bank ยังให้ความสำคัญกับความแตกแยกทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อการค้า เงินทุน และการลงทุนระหว่างประเทศ

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวที Building Resilience in a Fragmented World ถึงแนวทางรับมือของประเทศไทยในโลกที่มีความแตกแยกทางเศรษฐกิจมากขึ้น

เอกนิติมองว่า ประเทศขนาดกลางจำเป็นต้องรักษาระบบการค้าที่ตั้งอยู่บนกติกา พร้อมกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทย แนวทางสำคัญคือ การกระจายตลาดและเพิ่มพันธมิตรทางเศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาประเทศคู่ค้าหรือลูกค้ารายใดรายหนึ่งมากเกินไป

หากธุรกิจมีรายได้ส่วนใหญ่จากตลาดเดียว การเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศคู่ค้าอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายเป็นวงกว้าง

ผู้ประกอบการจึงควรพิจารณาขยายฐานลูกค้า โดยประเมินทั้งโอกาสทางการค้า มาตรฐานสินค้า และต้นทุนในการเข้าสู่ตลาดใหม่

กระทรวงการคลังดันลงทุนสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงานไทย

กระทรวงการคลังยังให้ความสำคัญกับการดึงดูดเงินลงทุน เพื่อสร้างงานและพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

แนวทางดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องการให้การลงทุนช่วยสร้างการจ้างงานที่มีคุณภาพ สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา และยกระดับทักษะแรงงานไทย

สำหรับผู้ประกอบการ โอกาสอาจเกิดจากการเข้าไปเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการ หรือคู่ค้าของกิจการที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงโอกาสเหล่านี้ต้องอาศัยความพร้อมด้านมาตรฐานสินค้า คุณภาพบริการ และความสามารถในการส่งมอบตามกำหนดเวลา

หากธุรกิจไทยสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนได้ ก็อาจเพิ่มโอกาสเชื่อมต่อกับลูกค้ารายใหญ่และเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ

ไทยชูบทบาท Trusted Connector เชื่อมเศรษฐกิจโลก ดันความร่วมมืออาเซียน

อีกหนึ่งข้อเสนอจากกระทรวงการคลังคือการเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในฐานะ Trusted Connector หรือประเทศที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างเศรษฐกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็กบนพื้นฐานของความไว้วางใจ

กระทรวงการคลังเสนอให้อาเซียนขยายความร่วมมือในหลายด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การค้าบริการ การชำระเงินดิจิทัล และเทคโนโลยี

พร้อมเสนอให้เพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน รวมถึงขยายความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาค

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภูมิภาค ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลก

สำหรับธุรกิจไทย การขยายความร่วมมือจะสร้างประโยชน์ได้มากขึ้น หากผู้ประกอบการสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในคำสั่งซื้อ งานบริการ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจริง

ธุรกิจไทยต้องรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน พร้อมคว้าโอกาสจาก AI และการลงทุน

ผลการประชุม IMF–World Bank ปี 2026 สะท้อนว่า เศรษฐกิจโลกยังมีโอกาสเติบโตจากการลงทุนด้าน AI แต่ขณะเดียวกันก็เผชิญความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะ ต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น ความผันผวนของตลาดการเงิน และภัยไซเบอร์

สำหรับประเทศไทย โอกาสสำคัญอยู่ที่การดึงดูดการลงทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก

ผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารกระแสเงินสด ประเมินต้นทุนการกู้ยืม รักษาความปลอดภัยของธุรกรรม และกระจายความเสี่ยงด้านตลาดควบคู่กัน

ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและการลงทุนใหม่ควรติดตามความต้องการที่เกิดขึ้นจริง เพื่อวางแผนขยายกิจการให้สอดคล้องกับคำสั่งซื้อและความสามารถในการส่งมอบ

บทสรุปจากเวที IMF–World Bank คือ เศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้ แต่มีความเปราะบางเพิ่มขึ้น ความสามารถในการแข่งขันของไทยจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคว้าโอกาสจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความพร้อมในการรับมือความเสี่ยง และพัฒนาธุรกิจให้เป็นคู่ค้าที่เชื่อถือได้ในเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว